ตอนที่9ท่านยังคงเหมือนเดิม
ตอนที่9ท่านยังคงเหมือนเดิม
จวนเจิ้งอันอ๋อง
ภายในเรือนพระชายาอันหรูหรา ม่านแพรสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมยามเย็น แสงอัสดงสาดลอดหน้าต่างไม้แกะสลักทอดยาวบนพื้นห้อง
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ในมือนางมีหยกรูปดอกโบตั๋นบาน ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านผิวหยกที่สลักเป็นกลีบดอกโบตั๋นอย่างแผ่วเบา
ดวงตากลมทอดมองหยกในมือ ภาพในอดีตผุดขึ้นในใจ ตั้งแต่งานเลี้ยงชมดอกโบตั๋นที่วังหลัง เมื่อหลายปีก่อน ที่เจิ้งอันอ๋องช่วยนางจากการพลันตกจากสะพานกลางสระบัว ใบหน้าของเขาในยามนั้นกลับตราตรึงในใจของนางอย่างไม่อาจลืม
เพื่อจะได้ครอบครองเขา นางยอมทำทุกอย่าง แม้กระทั่งบีบคั้นน้องสาวของตนเองเพื่อสวมรอยแทนนาง เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยเจิ้งอันอ๋องเอาไว้ และได้เป็นพระชายาของเขาในที่สุด
แต่ตลอดหลายปีสิ่งที่นางได้รับกลับมาคือความเย็นชาจากเขา และทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ความสุขเพียงน้อยนิดก็ยิ่งไกลออกไป
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ถอนหายใจเบา ๆ
“เป็นข้าเอง… ที่ผิด ไม่ควรแย่งท่านมา…”
เสียงของนางเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา มือเรียวกำหยกแน่น พลางพึมพำด้วยแววตาแน่วแน่
“ครั้งนี้… ข้าจะคืนท่านให้นาง…”
ม่านแพรยังคงพลิ้วไหวในยามเย็น แสงสุดท้ายของวันคล้ายจะส่องสว่างบนใบหน้าที่สงบนิ่งของนาง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นแฝงไปด้วยความปล่อยวาง ในเมื่อเขาไม่รัก นางก็จะไม่ร้องขอมันอีก…
ณ ห้องหนังสือภายในจวนเจิ้งอันอ๋อง
ภายในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกฎีกาดังสม่ำเสมอ เจิ้งอันอ๋องนั่งหลังตรงหลังโต๊ะไม้
แสงแดดยามโพล้เพล้ส่องผ่านหน้าต่างกระดาษ ต้องใบหน้าคมสงบนิ่งของเขาให้ดูคมชัดขึ้น
แววตานิ่ง แต่ลึก ๆ ในใจกลับสั่นไหวเล็กน้อย
“พระชายา”
เสียงของหวังอู่ดังขึ้นหน้าห้อง
มือใหญ่ของเจิ้งอันอ๋องหยุดพลิกฎีกา มุมปากกระตุกขึ้นเพียงน้อย ก่อนพลิกอ่านต่ออย่างสงบนิ่ง
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังก้องในห้อง ซ่งเหยียนเอ๋อร์เข้าก้าวมาในห้อง ก่อนตะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา แล้วค่อย ๆ ย่อตัวคำนับ
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันมีเรื่องจะคุยด้วยเพคะ”
เจิ้งอันอ๋องเหลือบตามองนางเพียงครู่ ก่อนจะเก็บฎีกาในมือ วางลงบนโต๊ะไม้แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“มีเรื่องอะไร”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ไม่ตอบ เพียงก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว วางกระดาษใบหนึ่งลงตรงหน้าชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา
“ใบหย่าเพคะ”
เสียงของนางเงียบสงบ แต่ดวงตากลับแน่วแน่
เจิ้งอันอ๋องปรายตามองกระดาษบนโต๊ะ สีหน้าไม่แสงอารมณ์ มือใหญ่พลิกกระดาษขึ้นดูอย่างไม่เร่งร้อน
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงลมยามเย็นพัดม่านแพรบางพลิ้วไหว
เขาเงยหน้ามองนางอีกครั้ง ดวงตาคมสงบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“นี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ ซ่งเหยียนเอ๋อร์”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้า ๆ
ซ่งเหยียนเอ๋อร์สูดลมหายใจลึก มือบางกำชายเสื้อแน่น นางสบตาเขาโดยตรง เอ่ยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“ท่านอ๋อง… สองเดือนก่อนคนที่ช่วยท่านไว้… ไม่ใช่หม่อมฉัน… แต่เป็นซ่งหว่านอวี้น้องสาวหม่อมฉันเพคะ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของซ่งเหยียนเอ๋อร์
เสียงฝีเท้าด่วนดังขึ้น องค์รักษ์ในชุดดำก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเจิ้งอันอ๋อง คุกเข่าลงพบางประสานมือ
“ฝ่าบาท เชิญท่านเข้าวัง พ่ะย่ะค่ะ มีเรื่องด่วน”
เจิ้งอันอ๋องปรายตามองเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้า
“อืม”
เขาลุกขึ้นอย่างสงบนิ่งแล้วก้าวออกไปทันที เสื้อคลุมสีเข้มสะบัดตามแรงก้าวเดิน
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้นเงยหน้ามองตามแผ่นหลังสูงนั้น แววตาสั่นระริก แต่เขาเพียงเดินผ่านนางไปโดยไม่ได้เหลียวมอง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเย็นชาที่ทิ้งไว้ในห้อง
ซ่งเหยียนเอ๋อร์กำมือแน่นจนสั่น
“ท่านก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยใส่ใจข้าเลยสักนิด”
นางพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะถอยหายใจออกมาแผ่วเบา
…
ยามไฮ่ (ประมาณ 21.00-23.00น.)
สายลมเย็นยะเยือกยามค่ำพัดเอื่อย ม่านรถม้าสั่นไหวเบา ๆ
เจิ้งอันอ๋องก้าวลงจากรถม้าอย่างเงียบสงบ ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มก้าวตรงเข้ามาในลานจวนที่กว้างขวางของตนเอง สายตาคมเหลือบไปมองที่เรือนของภรรยาของคนที่เงียบสนิทเพียงครู่เดียว ก็ก้าวตรงไปยังห้องหนังสือทันที
เมื่อเข้ามาด้านใน เขานั่งลงเบื้องหลังโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยกองฎีกามากมาย มือใหญ่หยิบฎีกาขึ้นมาพลิกดูต่อ ริมฝีปากเม้มแน่น แววตาคมทอดผ่านตัวอักษรในกระดาษ
ไม่นานนัก เสียงเปิดประตูแผ่วเบาดังขึ้น หวังอู่ องค์รักษ์ประจำกายก้าวเข้ามาพร้อมถาดในมือ เขาวางกาน้ำชาแบะถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ ก่อนรินน้ำชาอุ่นใส่ถ้วยแล้วยื่นให้
เจิ้งอันอ๋องยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางถ้วยลงอย่างไร้เสียง พลันสายตาคมเหลือบไปเห็น ใบหย่าของซ่งเหยียนเอ๋อร์ที่วางทิ้งไว้ เขาหยิบมันขึ้นมา
ริมฝีปากหยักยิ้มมุมปากอย่างยากจะอ่านใจได้
“ลายมือสวยเสียจริง…”
เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา ดวงตาคมมองอักษรแต่ไม่ได้ใส่ใจความหมาย
เขาวางใบหย่าลงตำแหน่งเดิม ก่อนกลับไปหยิบฎีกามาอ่านต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ครู่หนึ่ง จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบทั้งที่สายตายังจับจ้องฎีกา
“หวังอู่ เจ้าไปพักได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หวังอู่ตอบรับพลางคำนับ ก่อนจะถอยหลังออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เลือนหายไปในความเงียบ เจิ้งอันอ๋องวางฎีกาลง สายตาคมทอดมองออกไปยังความมืดยามราตรีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนร่างสูงสะบัดชายอาภรณ์ยามหมุนตัว แล้วก้าวออกจากห้องหนังสือด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่น
….
