ตอนที่8แย่ง
ตอนที่8แย่ง
เจิ้งอันอ๋องค่อย ๆ ปล่อยมือจากร่างบอบบางของ ซ่งหว่านอวี้ เสื้อคลุมสีดำเข้มสะบัดเบา ๆ ตามแรงเคลื่อนไหว
ภายใต้แสงตะวันที่คล้อยต่ำ แสงอุ่นสีทองจับต้องใบหน้าซีดเซียวของซ่งหว่านอวี้ให้ดูอ่อนโยนยิ่งขึ้น
ถิงหลัน สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาประคองร่างบางของคุณหนูของตนเองทันที
ซ่งหว่านอวี้หันไปยังเบื้องหน้าเจิ้งอันอ๋อง ขนตายาวสั่นไหวเมื่อดวงตากลมโตคู่นั้นก้มลงต่ำ ร่างระหงในชุดผ้าไหมสีอ่อนย่อตัวลงคำนับอย่างนอบน้อม
เสียงหวานเปล่งขึ้นอย่างแผ่วเบา
“ขอบพระทัยเพคะ…”
แววตาของนางอ่อนโยน พลางเผยรอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้านวล
เจิ้งอันอ๋อง พยักหน้าตอบเพียงเล็กน้อย แววตาคมกริบสงบนิ่ง ไม่เอื้อยเอ่ยวาจาใด เขาหมุนกายอย่างเฉยชา ก้าวเดินจากไปช้า ๆ ในความเงียบสงัด
ซ่งหว่านอวี้มองตามแผ่นหลังสูงสง่านั้น แววตาที่เคยซ่อนความอ่อนหวานเมื่อครู่กลับมีความอาวรณ์ทออยู่ในนั้นปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด มือบางกำชายเสื้อแน่นจนสั่นเล็กน้อย
ถิงหลัน ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและขุ่นเคือง นางก้มศีรษะต่ำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงขุ่น
“คุณหนูใหญ่แย่งท่านอ๋องไปจากท่าน แล้วยังตามมารังควานไม่เลิกราอีก…”
ซ่งหว่านอวี้หันไปมองสาวใช้ด้วยดวงตาดุ เสียงแผ่วเอ่ยออกมาเป็นการห้ามปราม
“ถิงหลัน…”
สายลมเย็นพัดกลีบดอกเหมยปลิวลงมากระทบขอบรองเท้าของซ่งหว่านอวี้ นางทอดสายตามองตามแผ่นหลังของเจิ้งอันอ๋องอีกครั้ง
ลมหายใจร้อนวูบขึ้นมาในอก ความเจ็บแค้นแล่นวาบขึ้นในดวงตาที่เคยอ่อนโยน ‘หากมิใช่เพราะซ่งเหยียนเอ๋อร์กุมความลับของข้าไว้… เรื่องดีเช่นนี้ จะมีหรือจะตกถึงมือนาง…’
นางคิดในใจ ริมฝีปากเม้มแน่นจนสีเลือดจางหาย
ดวงตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ‘แต่รอก่อนเถอะ ของที่ควรเป็นของข้า… มันก็ต้องเป็นของข้าอยู่ดี…’
เสียงความคิดดังแผ่วราวสายลมที่พัดผ่าน
สายลมเย็นพัดชายเสื้อของซ่งหว่านอวี้ให้ปลิวไหว ก่อนที่นางจะหมุนกายกลับอย่างสง่างาม โดยมีถิงหลันตามไปในความเงียบสงบภายในจวนเสนาบดีซ่ง
…
สายลมเย็นพัดเอื้อย ผ้าม่านลูกปัดที่ประดับอยู่ตามชายระเบียงไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเหมยในสวนลอยมาตามลม
เจิ้งอันอ๋อง ก้าวเดินตามทางเดินในจวนเสนาบดีซ่ง เขาก้าวตรงไปยังห้องของพระชายาของตนเอง สายตาคมทอดมองบานประตูไม้ที่ยังปิดสนิทเบื้องหน้า
ทันใดนั้น ร่างของ หวังอู่ องค์รักษ์คนสนิทในชุดสีดำเข้ม ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องข้าง ก่อนจะโค้งกายคำนับอย่างนอบน้อม
“ท่านอ๋อง พระชายากลับจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มเอ่ยรายงาน
เจิ้งอันอ๋อง พยักหน้ารับเล็กน้อย เงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“อืม… งั้นเจ้าไปแจ้งเสนาบดีซ่งว่าข้ายังมีเรื่องสำคัญจะต้องไปจัดการ จึงขอตัวกลับก่อน”
หวังอู่ โค้งกายรับคำสั่งทันที
“พ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นเขาหมุนกายก้าวจากไปอย่างเงียบเชียบ
เจิ้งอันอ๋องหมุนกายก้าวเดินออกไปทันที ชายอาภรณ์สีเข้มสะบัดแผ่วตามแรงก้าวเดิน
เจิ้งอันอ๋อง ก้าวเดินตรงไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ สายลมเย็นพัดชายอาภรณ์สีเข้มให้ปลิวไหวเบา ๆ
ดวงตาคมทอดมองรถม้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกชายอาภรณ์ขึ้นแล้วก้าวขึ้นไปนั่งด้านใน ภายในรถม้าที่เงียบสงบ ม่านแพไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามา เสียงล้อไม้บดกับพื้นหินดังเป็นจังหวะเนิบช้า
สายตาคมทอดมองไปยังม่านรถม้า แต่ในใจกลับวุ่นวายเต็มไปด้วยความสับสนเพราะเพียงคำพูดนั้นที่เปล่งออกมาจาก ซ่งเหยียนเอ๋อร์ ‘เราหย่ากันเถอะ’ เสียงของนางยังคงชัดเจนในหู ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำนี้ กลับทำให้หัวใจเขาสั่นไหว
เมื่อก่อน นางไม่ใช่หรือที่ร้อนรนติดตามเขา จนเกิดเรื่องบานปลาย เลยต้องแต่งงานกับนางเพื่อทดแทนคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แต่บัดนี้ นางกลับเฉยชา เอ่ยคำว่าหย่าออกมาอย่างง่ายดาย แล้วหันหลังจากไปอย่างไม่ใยดี
ริมฝีปากเจิ้งอันอ๋องกระตุกยิ้มบาง แววตาภายใต้แพขนตาหนายังคงส่งประกาย
“ซ่งเหยียนเอ๋อร์… หรือว่าเจ้ากำลังเรียกร้องให้ข้า… ใส่ใจเจ้า กันแน่…”
มือใหญ่เอื้อมไปจับชายผ้าม่านเบา ๆ ดวงตาคมฉายแววสับสนที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว
เสียงล้อรถม้าเคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้าตามทางเดินในเมืองหลวง
…
