บทที่ 1.8
“มารดาข้าสวมให้และห้ามข้าถอด ตั้งแต่เด็กกระทั่งตอนนี้ข้าก็ไม่สามารถถอดกำไลนี้ เจ้าจะบอกว่าเจ้าเพิ่งใส่แล้วเจ้าจะใส่กำไลเล็กขนาดนี้ได้อย่างไร”
“ก็อย่างที่บอกรู้ตัวอีกทีมันก็สวมอยู่ที่ข้อมือแล้ว จริงสิ เคยได้ยินชื่อจางหย่วนจินหรือไม่ เขาเป็นหมอ เราเคยศึกษาตำราแพทย์ต่างๆ ด้วยกัน บ้านของเขาอยู่ในหมู่บ้านเซินเจี้ยน แถวชายแดนระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นหนาน ฮูหยินเขาชื่อลั่วอิงยี่” เมื่อได้ยินว่าจุดที่ตนอยู่ใกล้กับชายแดนแคว้นเจ้าและแคว้นหนาน หญิงสาวจึงมีความหวังว่าจะเจอจางหย่วนจิน ผู้เป็นศิษย์อีกครั้ง
“หมู่บ้านเซินเจี้ยนถูกทำลายไปแล้ว สงครามทำให้ชาวบ้านที่นั่นต่างก็แยกย้ายกันออกไปตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามแล้ว”
“สองปีเหรอ ก็ปีที่แล้วข้าเพิ่งจะอยู่ที่นั่นอยู่เลย......” หยุดคิดเล็กน้อยเพราะการเดินทางข้ามเวลานั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงเวลา ต่างภพกันอาจจะต่างเวลา อีกทั้งตอนที่ตนอยู่ที่แคว้นจ้าวนี้สองปี กลับพบว่าเวลาจริงเพียงผ่านไปสองวันเท่านั้น “ยังไงข้าก็ต้องตามหาจางหย่วนจินก่อน เขาเป็นคนเดียวที่ข้ารู้จักที่นี่”
“ข้าได้ยินมาว่าคนของหมู่บ้านนั้นส่วนใหญ่ย้ายเข้าไปในเมืองหลวง หากว่าเขาเป็นหมอดังเช่นเจ้าว่า ข้าอาจจะให้คนของข้าสืบหาตัวเขาให้เจ้าได้ไม่ยาก”
“นั่นสินะ ท่านเป็นทหารนี่นา อย่ามามองข้าแบบนั้นน่าพวกพ่อค้าคุยกัน เห็นบอกว่าดูจากมือท่านพวกเขาก็ดูออกว่าเป็นมือที่จับดาบน่าจะเป็นนายทหาร ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนักหรอก”
“ไม่ผิดหรอกข้าเป็นนายทหารจริงๆ” เพียงแต่เป็นนายเหนือหัวของนายทหารเท่านั้นเอง เขาเสริมในใจ
“หากเป็นเช่นนั้นท่านจะช่วยข้าหาตัวเขาจริงๆ หรือ”
“เจ้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนข้าสัญญาจะช่วยเจ้าจนถึงที่สุด”
“ขอบคุณท่านมาก”
“แม่นางหว่านเอ๋อร์” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าเดินมาพร้อมกับมองตรงมาที่วันวิสาข์ หญิงสาวมองมายังคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้างงงัน
“ข้าบอกพวกเขาว่านามของเจ้าคือหว่านเอ๋อร์ ข้าคิดชื่อนี้ออกตอนเห็นเจ้าเดินเข้ามาเมื่อครู่ ข้าบอกกับหัวหน้าพ่อค้าไปแบบนั้นเพราะคิดว่าเจ้าควรมีชื่อตามแบบของแคว้นจ้าว จะได้ไม่ดูเป็นคนต่างถิ่น หว่านเอ๋อร์แซ่เหยียน ต่อไปเจ้าก็ใช้ชื่อแซ่ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์ ส่วนนี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่ฮูหยินของเขาฝากมาให้ เห็นบอกว่าฝากให้ฮูหยินของข้า”
“โทษข้าไม่ได้นะ กำไลของเราเหมือนกันพวกเขาก็เลยเข้าใจผิด” วันวิสาข์ยักไหล่
“เจ้าไปเปลี่ยนเป็นชุดแบบชาวแคว้นจ้าวเสียสิ”
“ข้าขอเวลาครู่เดียวนะเจ้าคะฮูหยิน” วันวิสาข์เอ่ยกับฮูหยินพ่อค้าแล้วหันหน้ากลับมามองชายหนุ่ม “เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบชื่อนี้” วันวิสาข์ยิ้มพอใจกับชื่อใหม่ที่เพิ่งได้
“แล้วเรื่องที่หัวหน้าพ่อค้าบอกว่าชื่อคล้องกันเมื่อครู่นั่น...แล้วชื่อของท่าน...”
“เหยียนเจี๋ย ข้าชื่อเหยียนเจี๋ย”
“เหยียนเจี๋ย เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบนะทั้งชื่อท่านและชื่อข้า ขอบคุณ” วันวิสาข์ยิ้มสว่างไสว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแซ่เหยียนของตนเองนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเหยียนคือชื่อรองขององค์ชายทั้งสามพระองค์ของแคว้นจ้าว
“แม่นางเราคงจะต้องออกเดินทางแล้ว อิงสงคงจะออกตามหาเราเช่นกัน”
“อิงสง ท่านคงจะหมายถึงคนที่หน้าบึ้งๆ บนสะพานคนนั้นใช่หรือเปล่า”
“ใช่” จ้าวเหยียนเจี๋ยยิ้มอย่าขบขันเมื่อได้ยินเช่นนั้น
รอยยิ้มเขาน่ามองชะมัด หญิงสาวคิดในใจ “ว่าแต่ท่านเป็นคนตั้งชื่อข้า อย่าเรียกแม่นางสิ ต่อไปเราสองคนคือเพื่อนกันแล้วนะ”
“เพื่อนหรือ”
“เอ่อ...หมายถึงสหายน่ะ สหายกันก็ต้องเรียกชื่อโอเคนะ”
“อะไรคือ โอเค”
“เอ่อ...ลืมตัวแฮะ...เอาเป็นว่าท่านเรียกชื่อข้าหว่านเอ๋อร์ ข้าก็จะเรียกท่านว่าเหยียนเจี๋ย ว่าแต่ว่าท่านรู้สึกดีขึ้นแล้วหรือ ท่านเสียเลือดไปมาก”
“ข้าไม่เป็นไร ข้าต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ”
“ขอล่ะ ตั้งแต่เช้าเจอแต่คนขอบอกขอบใจจนตัวข้าจะลอยขึ้นไปแล้ว”
“ได้ยินมาว่าเจ้าช่วยลูกชายคนเดียวของหัวหน้าพ่อค้าเอาไว้ด้วย”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก แต่เปลี่ยนเป็นช่วยข้าตามหาหมอจางก็พอ ตกลงตามนี้” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ย และเดินเข้าไปหาฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าที่ยังคงยืนรออยู่
จ้าวเหยียนเจี๋ยมองตามร่างอรชรที่เดินห่างออกไปด้วยอารมณ์หลากหลาย หลังจากที่ได้สนทนากับหัวหน้าพ่อค้า ที่เล่าเรื่องราวตอนที่เขาหมดสตินั้น เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่ และคิดอย่างไรกับหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ที่มีที่มาไม่ธรรมดา
‘ฮูหยินท่านคงจะรักท่านมากนะ’
‘ฮูหยินของข้า’