บทที่ 1.9
‘ใช่ นางไปล้างหน้าล้างตา เดี๋ยวคงจะมา ฮูหยินข้าชอบนางมากเลย ทั้งสวยทั้งฉลาด แถมเป็นหมออีกด้วย นี่ฮูหยินข้าถึงขนาดยกชุดนี้ให้ นางรักชุดนี้มากเลยนะนานๆ ครั้งถึงจะใส่ แต่ก็ยอมยกให้ฮูหยินของเจ้า’
‘นางบอกพวกท่านว่าข้าเป็นสามีของนางหรือ’
‘หรือว่าพวกเจ้าเพิ่งจะหนีตามกันมาเลยโดนทำร้ายใช่ไหม เฮ้อน่าเศร้าจริงๆ นี่เจ้าคงจะไปรักกับคุณหนูสูงศักดิ์ละสิ’
‘คือ...ว่า’
‘ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจพวกเจ้า ข้าดูแล้วเจ้าสองคนเป็นคนดีเหมาะสมกันด้วย อีกอย่างดูก็รู้ว่านางรักเจ้ามาก นางดูร้อนใจมาตอนเจ้านอนเจ็บ ข้าก็ไม่รู้ว่านางทำได้อย่างไรแต่นางถึงกับยอมแบ่งลมหายใจให้ท่านเลยนะ’
‘ท่านหมายความว่าอย่างไรที่นางยอมแบ่งลมหายใจให้ข้า’
‘ก็ข้าเจอท่านตอนนั้น ท่านไม่มีลมหายใจแล้ว แต่นางกลับเป่าลมหายใจของนางเข้าไปในปากท่าน ผ่านปากของนางเองเลย ตอนแรกข้านึกว่านางเป็นบ้าไปแล้ว เพราะความเสียใจแต่ที่ไหนได้ หลังจากนางทำแบบนั้น เจ้าก็กลับมามีลมหายใจอีกครั้งไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะ’
‘จริงหรือ’ เขาแตะริมฝีปากตังเองอย่างลืมตัว
‘ว่าแต่ฮูหยินเจ้าชื่ออะไรเล่าพ่อหนุ่ม ข้าลืมถามนางซะสนิทเลย’
‘ชื่อของนาง...’
‘ใช่ข้าจะได้จำเอาไว้เพราะเมื่อคืนนี้นางช่วยรักษาอาการป่วยของลูกข้าเอาไว้ด้วย’ ทันใดนั้นร่างแบบบางของหญิงสาวที่กำลังเดินใกล้เข้ามาก็ปรากฏขึ้น
‘หว่านเอ๋อร์... ชื่อของนางคือหว่านเอ๋อร์’ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยออกมา
‘หว่านเอ๋อร์ ชื่อเพราะสมตัวนาง เจ้าล่ะพ่อหนุ่ม’
‘เหยียนเจี๋ยคือชื่อของข้า’ เขาไม่ได้เอ่ยออกมาทั้งหมดว่าเขาคือองค์ชายจ้าวเหยียนเจี๋ย องค์ชายสามแคว้นจ้าวและแม่ทัพใหญ่รักษาดินแดน เพราะในระหว่างการเดินทางนี้ เขาตัดสินใจว่าเขาจะเป็นเพียงแค่เหยียนเจี๋ย นายทหารคนหนึ่งเท่านั้น
‘สองคนทั้งรูปงามนามก็เพราะช่างเหมาะสมกันจริงๆ’
‘งามนัก เจ้าสวมชุดนี้แล้วสวยมากเลยแม่นางหว่านเอ๋อร์’ ฮูหยินพ่อค้าเอ่ยชมจนเหยียนหว่านเอ๋อร์รู้สึกขัดเขิน
‘นั่นเพราะชุดที่ท่านให้มาแท้ๆ เลยขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ’
‘อย่าได้เกรงใจไปเลย ท่านช่วยรักษาลูกชายของเราแค่นี้ยังน้อยไปวันหน้าหากเจ้าไปที่เมืองจงตูก็แวะไปหาข้าได้ตลอดเลย มาเถอะสายมากแล้วเจ้าและข้าต่างก็สมควรออกเดินทางได้แล้ว’
เมื่อเดินเข้ามารวมกับคนอื่นๆ ทุกคนในขบวน ต่างก็มองมาที่เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นตาเดียวกัน พวกเขาเอ่ยชมเป็นเสียงเดียวกัน จ้าวเหยียนเจี๋ยเองก็มองนางด้วยความชื่นชมเขาคิดไว้มิผิดจริงๆ เหยียนหว่านเอ๋อร์เหมาะกับชุดของหญิงสาวแคว้นจ้าว อีกทั้งชุดสีขาวสลับเหลืองช่วยขับให้ผิวเนียนสดใสของนางให้แลดูอ่อนเยาว์ ผมยาวสลวยของนางที่เคยถูกพันไว้ลวกๆ ตอนนี้ครึ่งหนึ่งถูกปล่อยสยายลงมาเต็มบ่า ส่วนอีกครึ่งถูกถักเอาไว้แล้วม้วนเป็นวงยึดเอาไว้กึ่งกลางศีรษะด้วยปิ่นไม้
เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินยิ้มเข้ามาหาจ้าวเหยียนเจี๋ย ตอนนี้เขาเองก็เปลี่ยนมาใส่ชุดสีน้ำตาลเข้มที่ได้รับมาจากพ่อค้าซึ่งมีรูปร่างใกล้เคียงกัน “ข้าดูเป็นอย่างไรบ้าง”
“สวยมากเลยแม่นาง” ทุกคนเอ่ย
ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจาก ฮูหยินพ่อค้ายังใจดีมอบเสบียง และช่วยจัดของเหยียนหว่านเอ๋อร์ใหม่ โดยเก็บไว้ในห่อผ้าแบบแคว้นจ้าวจะได้ไม่ดูผิดสังเกต เพราะทั้งหมดยังเข้าใจว่าทั้งคู่หนีตามกันมาอยู่
จ้าวเหยียนเจี๋ยรับห่อผ้านั้นมาและผูกเอาไว้บนหลัง เขาตัดสินใจไม่ใช้เส้นทางหลักที่ตัดเข้าเมืองหลวง เพราะเกรงว่าหากโดนโจมตีอีกครั้ง เขาเองซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่อาจไม่สามารถคุ้มครองเหยียนหว่านเอ๋อร์ คนทั้งสองเดินแยกไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ เพื่ออ้อมไปเข้ายังเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านชนบทต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะมีเหล่าชาวยุทธ์ และนักเดินทางใช้ นอกจากจะเป็นพ่อค้าและคนพื้นที่
ตลอดการเดินทางเหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย จ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นปกติชอบความสงบ ทว่าตอนนี้เขาออกจะแปลกใจที่ดูเหมือนเขาจะชอบบรรยากาศรอบๆ ตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ตอนนี้เหลือเกิน
ทั้งสองเดินเท้าเกือบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย ในที่สุดก็มาถึงโรงเตี้ยมเล็กๆ ริมแม่น้ำที่นักเดินทางส่วนใหญ่จะมากิน ดื่ม และนอนพักเอาแรงในระหว่างที่รอเรือข้ามฟากที่จะมีทุกสามถึงสี่ชั่วยาม ก่อนหน้านี้เหยียนหว่านเอ๋อร์ส่งถุงเงินที่ได้รับมาจากฮูหยินพ่อค้า และถามจ้าวเหยียนเจี๋ยว่ามันใช้อย่างไร เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วสอนการใช้ให้กับหญิงสาวช้าๆ