
บทย่อ
'เหยียนหว่านเอ๋อร์' หญิงสาวนักเดินทางข้ามเวลาจากยุคปัจจุบัน ผู้กุมชะตาขององค์ชายสามแคว้นจ้าว 'จ้าวเหยียนเจี๋ย' แรกพบนางหัวใจของเขาพลันถูกสั่นคลอน การได้พบกันของสองโชคชะตา ทำให้คำตอบของโศกนาฏกรรมในอดีตค่อยๆ เฉลยออกมา คำทำนายที่ทำให้ชีวิตสั่นคลอน อดีตที่ยังคงส่งผลถึงอนาคต ไม่ว่าสิ่งใดที่นางเลือก ก็ล้วนแล้วแต่ต้องเจ็บปวด แม้จะรู้ทั้งรู้นางก็ยังคงเลือกที่จะปกป้องเขา บุรุษผู้เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ
บทที่ 1.1
เสียงกุบกับของกีบม้าซึ่งควบมาด้วยความเร็วดังสนั่นไปทั้งผืนป่า เนื่องจากคนกลุ่มหนึ่งกำลังโดนโจมตีจากลุ่มนักฆ่าฝีมือดีที่ยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในแนวต้นไม้หนาทึบ ม้าพ่วงพีสีดำลักษณะดีนับได้มากกว่าสิบตัว ห้อมล้อมม้าสีน้ำตาลขนเป็นมันเอาไว้ตรงกลาง มองออกได้โดยทันทีว่าคนผู้นั้นคือเป้าหมายของมือสังหาร ชายหนุ่มถูกอารักขาอย่างแข็งขันจากองครักษ์ที่ฝีมือหาได้ด้วยไปกว่าเหล่ามือสังหาร กระนั้นจำนวนที่น้อยกว่าย่อมเสียเปรียบ พวกเขาจึงทำได้เพียงเร่งเดินทางให้ถึงจุดหมาย
ป้อมเจิ้งจิน ที่พำนักของแม่ทัพใหญ่รักษาชายแดน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นหนานอยู่ห่างออกไปไม่ไกลและนั่นคือจุดหมายของกลุ่มคนเหล่านั้น
สงครามสองแคว้นเพิ่งจะจบลงไปได้ไม่นาน ดังนั้นสถานการณ์จึงยังตึงเครียด เนื่องจากการทำสงครามระหว่างสองแคว้นที่ยืดเยื้อมานานจบลงด้วยการเจรจาของสงบศึก แคว้นหนานขอยอมแพ้โดยยินยอมที่จะส่งเครื่องบรรณาการมาให้แคว้นจ้าวทุกปี แม้ว่าสงครามจะจบลงทว่าองค์ชายสามแคว้นจ้าว จ้าวเหยียนเจี๋ย ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่รักษาดินแดน ยังคงรั้งรอเพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งนี่คือสาเหตุหลักที่บุรุษผู้ตกเป็นเป้าสังหารต้องเดินทางมายังชายแดนด้วยตัวเอง เขาก็คือจ้าวเหยียนเว่ย องค์รัชทายาทแคว้นจ้าว จ้าวเหยียนเว่ยเกรงว่าข่าวลือเรื่องที่จ้าวเหยียนเจี๋ยบาดเจ็บสาหัสจะเป็นเรื่องจริง จึงเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าน้องชายของตนยังคงปลอดภัยดีทุกประการ การมาของเขาครั้งนี้เป็นความลับสุดยอด ดังนั้นการที่เขาถูกลอบโจมตี ก็เป็นไปได้ว่ามีคนในรู้เห็น
“ถวายการอารักขาองค์รัชทายาท!” จางอวี้หัวหน้าราชองครักษ์ของจ้าวเหยียนเว่ยตะโกน มือใหญ่ตวัดกระบี่ออกมาเมื่อมองเห็นกลุ่มมือสังหารกำลังพุ่งตัวเข้ามา
“องค์รัชทายาท” เสียงคุ้นเคยของบุรุษที่ควบม้าใกล้เข้ามาด้วยท่วงท่าองอาจ ทำให้จ้าวเหยียนเว่ยยิ้มออกมาอย่างยินดี
“น้องสาม” จ้าวเหยียนเว่ยเอ่ยเสียงเบา
“อารักขาองค์รัชทายาทกลับเข้าไปในป้อม!” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“เสด็จเข้าไปในป้อมก่อนเถิดพะย่ะค่ะ” จางอวี้รีบเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นว่าผู้เป็นนายยังคงมองตามแผ่นหลังของจ้าวเหยียนเจี๋ย
“เสด็จพี่เชิญเสด็จก่อนพะย่ะค่ะ” จ้าวเหยียนเจี๋ยตะโกนแข่งกับเสียงคมดาบ เมื่อมีมือสังหารเข้ามาใกล้เขา
อู๋อิงสงซึ่งเป็นทั้งรองแม่ทัพ และองครักษ์ของจ้าวเหยียนเจี๋ยรีบฟาดคมดาบเข้าไปสกัดไว้ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายถูกจู่โจม จางอวี้กับทหารองครักษ์ส่วนหนึ่ง ต่างคุ้มกันจ้าวเหยียนเว่ยเข้าไปในป้อม ส่วนจ้าวเหยียนเจี๋ยกับอู๋อิงสงพร้อมกับองครักษ์บางส่วน ยังคงช่วยกันรับมือกับกลุ่มมือสังหารที่ดูเหมือนฝีมือแต่ละคนจะไม่ธรรมดา
เมื่อเห็นว่าต่างฝ่ายต่างก็สู้กับแบบไม่มีที่สิ้นสุด เหล่ามือสังหารจึงได้ล่าถอยไป ทว่าไอสังหารที่ยังคงล้อมรอบอยู่ภายนอกป้อมเจิ้งจิน ทำให้เหล่าองครักษ์และนายทหารประจำการณ์ต่างก็ตื่นตัวในการเฝ้ายามและถวายอารักขา
“น้องสามลำบากเจ้าแล้ว ข้าไม่นึกว่าจะมีผู้อื่นล่วงรู้การมาถึงของข้า” จ้าวเหยียนเว่ยขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“อย่าทรงตรัสเช่นนั้นเลย การที่ขบวนเสด็จโดนโจมตีวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าในวังหลวงอาจจะมีเกลือเป็นหนอน มีไม่กี่คนที่ล่วงรู้กำหนดการของพระองค์ ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือเราจำเป็นจะต้องหาต้นตอ”
“เจ้าพูดก็ถูก”
“ตอนนี้เราต้องรีบส่งเสด็จก่อนที่จะมีคนล่วงรู้ว่ามิได้ทรงประทับอยู่ในวังหลวงพะย่ะค่ะ” จางอวี้เองก็อดกังวลไม่ได้
“จางอวี้พูดถูก เราต้องหาทางส่งเสด็จพระองค์กลับวังหลวงโดยเร็วที่สุด หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันมีวิธี” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยแล้วมองอู๋อิงสง “คิดว่าได้เวลาที่หม่อมฉันจะกลับวังหลวงซะที อิงสงตามรองแม่ทัพจางมา”
“ขอรับท่านแม่ทัพ” อู๋อิงสงเดินออกไป
“พี่ได้ยินไม่ผิดกระมัง”
“ไม่ผิดพะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะกลับเข้าวังหลวง”
“ดีจริงฝ่าบาทกับไทเฮาคงจะพอพระทัยยิ่ง พี่มาไม่เสียเปล่าจริงๆ” จ้าวเหยียนเว่ยเอ่ยด้วยความยินดี
แผนการของจ้าวเหยียนเจี๋ยคือการทอนกำลังของฝ่ายตรงข้าม หลอกให้อีกฝ่ายสับสนด้วยการปลอมตัวปิดหน้าและแบ่งเป็นสามกลุ่มออกจากป้อมเจิ้งจิน ให้แต่ละกลุ่มแต่งกายเหมือนกันออกจากป้อม โดยมีจางซานจิ่วรองแม่ทัพรักษาแผ่นดินรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลป้อมเจิ้งจินแทน ในช่วงที่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับเข้าเมืองหลวง
