บท
ตั้งค่า

4 เดินเข้ากับดัก

‘ดูแลหวานให้ดี ทดแทนที่พ่อไม่เคยดูแลน้องกับแม่ของเขา ส่วนอีกเรื่อง…’

‘พ่อพูดมาเถอะ อะไรที่ผมพอจะทำได้ผมรับปาก’

‘เคยบอกแกไว้นานแล้ว แต่แกว่ามันไร้สาระ’

‘แต่งงานเหรอครับ’

‘มันเป็นคำสัญญาระหว่างลูกผู้ชาย คุณศักดิ์ชัยเขาช่วยครอบครัวเราไว้เยอะ’

‘เขาอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ อีกอย่างผมไม่รู้จักลูกสาวของเขา กระทั่งคนที่ชื่อศักดิ์ชัยก็เคยแค่เห็นหน้า’

‘เพลิง...คำสัญญามันไม่มีวันจางหาย ถ้าเราซื่อสัตย์ต่อมัน และคนอย่างพ่อไม่เคยผิดคำพูด พ่อดีใจที่มีแกเชื่อว่าถ้าหมดพ่อสักคนทุกอย่างคงยังไปได้ด้วยดี’

‘พักผ่อนเถอะ วันนี้พ่อพูดมากเกินไปแล้ว เรื่องหวานพ่อไม่ต้องเป็นห่วง น้องโทรหาผมอยู่บ่อยๆ ช่วงไหนผมขึ้นไปกรุงเทพฯ ก็แวะไปหาตลอด’

‘แต่งงานกับลูกสาวของศักดิ์ชัย พ่อจริงจังไม่ได้พูดเล่น ตอนนี้แกก็ยังโสดลองทำความรู้จักกับน้องเขาดูก่อนก็ได้’

‘โสดก็จริง แต่ผมยังไม่คิดจะหาบ่วงมาผูกคอ’

‘พ่อบอกศักดิ์ชัยไว้ว่าถ้าลูกคนแรกเป็นผู้ชายแล้วเขามีลูกสาวจะให้แต่งงานด้วย ทางโน้นเขามีเชื้อจีนเลยค่อนข้างยังเชื่อเรื่องคลุมถุงชน เขากับคุณหญิงปรุงจิตก็ถูกจับคู่เหมือนกัน’

‘ผมคนไทยแท้’

‘ไอ้ลูกคนนี้ !’

ปลายนิ้วหนาเคาะบนพวงมาลัยรถระหว่างติดไฟแดง หวนนึกถึงคำพูดของบิดาก่อนที่ท่านจะจากไปหลังจากนั้นสักประมาณอาทิตย์กว่าๆ แน่นอนว่าคนอย่างพลาธิปไม่มีคำว่าบิดพลิ้ว เขาทำตามที่พ่อบังเกิดเกล้าสั่งเสียเอาไว้ อย่างน้อยๆ มันอาจทำให้ท่านจากไปอย่างสงบ พอจะจำได้อยู่ว่าเมื่อก่อนฐานะทางบ้านค่อนข้างไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ก็จริงแต่ก็ยังเริ่มจากเลขหลักเดียว

กระทั่งมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวถึงได้มั่นคงมากขึ้น จากคำบอกเล่าของคนเป็นพ่อนั้น ศักดิ์ชัยไม่ได้แค่ให้ยืมทรัพย์ทว่ายังสอนถึงเรื่องการลงทุนรวมถึงการบริหารต่างๆ

พวกเขาคือเพื่อนกันตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พอเรียนจบต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว ไม่รู้เหมือนกันว่ามาเจออีกครั้งได้อย่างไรไม่ได้เซ้าซี้ถามเอาความ

ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาร่วมงานศพแถมยังเกริ่นๆ ถึงเรื่องสัญญาที่บิดาของเขาเคยพูดไว้ เรื่องแบบนี้มันมีอยู่จริง เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมศักดิ์ชัยถึงพยายามอยากดึงตัวเขาไปเป็นลูกเขยนัก

จะว่ามีปัญหาทางธุรกิจก็คงไม่ใช่ เพราะได้ข่าวว่าตอนนี้ลูกชายคนโตขึ้นแท่นบริหารแทนเสียแล้ว

‘ผมจะหมั้นกับลูกสาวของคุณลุง แต่มีข้อแม้’

‘ว่ามา’

‘อยากศึกษานิสัยใจคอกันก่อน อีกอย่างผมไม่ต้องการให้เธอรู้ว่าผมเป็นคู่หมั้น’

‘ทำไม’

‘เธอจะต่อต้าน’

ผู้หญิงคนนั้นชื่อดรัณยา เธอเป็นคนสวยและค่อนข้างไว้ตัวคนหนึ่ง เขาจงใจทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องบังเอิญ จนในที่สุดเธอก็เริ่มรู้ตัวและเริ่มเปิดใจมากขึ้น

ถ้าจะเป็นเรื่องบังเอิญก็คงมีอยู่อย่างหนึ่ง ดรัณยาเรียนที่เดียวกับมธุรสหนำซ้ำยังเคยเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน มันอาจจะเป็นปัญหาจุกจิกของผู้หญิงซึ่งเรื่องนี้เขาไม่เข้าไปยุ่ง

ดรัณยาไม่มีวันรู้ว่าทุกครั้งที่เธอพูดให้ร้ายมธุรส คนฟังอย่างเขายิ่งมองเห็นบางอย่างชัดเจนขึ้น

‘พี่เพลิงจะทนใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนนั้นได้จริงๆ เหรอคะ’

มธุรสพูดถูก...เขาคงทนไม่ได้

คำสั่งเสียของบิดามีเพียงสองข้อ หนึ่งให้ดูแลมธุรสให้ดีที่สุด สองให้เขายอมรับหมั้นกับลูกสาวของศักดิ์ชัยแล้วแต่งงานกัน

ในเมื่อมันเดินมาถึงจุดนี้ หากต้องตัดออกสักข้อพลาธิปไม่มีความลังเลเลยสักนิด

“พ่อคงไม่รักคำสัญญามากกว่าลูกสาวตัวเองใช่ไหม”

ในเมื่อเจ้าหล่อนเล่นงานน้องสาวเขาเกือบตาย ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาผลลัพธ์คงไม่ต่างกันนัก !

ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดยังมีแสงสว่างตามทางพอให้มองเห็นหญิงสาวร่างเล็กที่นั่งอยู่ม้าหินอ่อนบริเวณสวนสาธารณะ จากที่ได้คุยกันล่าสุดพลาธิปพอจะเดาออกว่าดรัณยากำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก

สอดส่องมองรอบๆ กลับไม่พบรถยนต์คู่ใจของเจ้าตัว

ชายหนุ่มเหยียดยิ้มคิดว่าสิ่งที่คาดคะเนไว้คงไม่ต่างจากที่คิดสักเท่าไหร่

“เพลิง”

พลาธิปเห็นใบหน้างามเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่เหลือเค้าผู้หญิงใจทรามที่ตามไปราวีน้องสาวเขาถึงโรงพยาบาลสักนิด คนอย่างดรัณยาสมควรเจ็บปวดมากกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า

“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว นายพาฉันไปหน่อยได้ไหม” เธอพอมีเงินอยู่ในบัญชีอยู่บ้าง โชคดีตรงที่สมัยนี้กดเงินที่ตู้แบบไม่ใช้บัตรก็ได้หากมีโทรศัพท์ผูกกับบัญชีนั้นแล้ว แต่จำนวนเงินที่เช็คดูนั้นก็ไม่ได้มากมายถึงขนาดจะดำรงชีวิตได้ตลอดไป

ก็คง...ต้องหางานทำ จะมีปัญหาก็ตรงส่วนเอกสารสำคัญๆ เธอไม่ได้เอาติดตัวมาสักอย่าง

“ไปไหน”

“หมอชิต” นึกถึงถ้อยคำฟาดฟัน ดรัณยายิ่งชอกช้ำน้อยเนื้อต่ำใจ บางทีการออกมาอาจมีความสุขมากกว่าทนอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ของเรา

พลาธิปแสร้งถอนหายใจยกมือสองข้างจับบ่าบอบบาง มองจากมุมนี้เขาเห็นได้ชัดว่าดรัณยาตัวเล็กกว่ามธุรสเสียอีก แต่ความร้ายกาจนั้นมากกว่าหลายเท่า

“ทะเลาะกับคนที่บ้านรุนแรงขนาดไหนถึงได้อยากหนีออกจากบ้าน”

“ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้ว แค่ต้องการไปพักผ่อนสักพัก ไม่ได้หนีออกจากบ้านเสียหน่อย”

“พักผ่อนยังไงไม่มีสัมภาระติดมา”

“ถ้านายไม่พาไปก็ปล่อย ฉันจะนั่งแท็กซี่ไปเอง”

ช่วยไม่ได้ !

มันประจวบเหมาะพอดีทุกอย่างโดยที่เขาไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรด้วยซ้ำ ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษโชคชะตาของเธอเองที่เดินเข้าปากเสืออย่างเขา

อยากบอกว่าเข้าไปแล้วไม่มีสิทธิ์ได้ออก นอกจากเขาจะเป็นฝ่ายสำรอกออกมา และกว่าจะถึงวันนั้นดรัณยาจะต้องได้รับบทเรียนชนิดที่ว่าชาตินี้ไม่มีวันลืมได้ลง

“ขึ้นรถ แล้วค่อยว่ากันอีกที”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel