บทที่ 4 คุยกันหน่อยดีไหม
“คุณกรณ์ป้อนเอมเสร็จแล้ว และตัวเองก็กินข้าวเสร็จแล้ว เอมคิดว่าคุณกรณ์ควรปล่อยมือของเอมได้แล้วนะคะ” ศิวกรณ์ยังจับมือของเธออยู่ ตอนแรกเฌอเอมเข้าใจว่าถ้าเธอนั่งนิ่งๆปล่อยให้เขาป้อนข้าวไปหลังจากหมดจานเขาจะยอมปล่อยมือของเธอให้เป็นอิสระ
แต่มันไม่ได้เป็นไปตามที่เฌอเอมคิดเอาไว้ หลังจากเขาป้อนเถอะเสร็จศิวกรณ์ยังจับมือเธอเหมือนเดิมและเขาก็จัดการทานข้าวในส่วนของเขาด้วยมือข้างเดียว เป็นคนที่มึนสุดๆ ขนาดเธอทั้งกัดทั้งหยิกบนหลังมือ เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บเลยยังนั่งตักอาหารเข้าปากหน้าตาเฉย
“นี่ผมจับมือเอมอยู่ตลอดเลยเหรอครับเนี่ย” คนเจ้าเล่ห์ เขาจับมือเธอจนเหงื่อชื้นเปียกไปหมดแล้วยังจะมาทำหน้าซึนถามอีกนะ แต่ครั้งนี้ศิวกรณ์ยอมคืนมือให้เฌอเอมแต่โดยดี เขาปล่อยมือเธอเสร็จแล้วก็พลิกดูรอยแดงๆบนหลังมือของตัวเอง
“เอม...ขะ ขอโทษค่ะ” เห็นเขาทำใบหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงอาการว่าจะโกรธหรือไม่โกรธ แต่เฌอเอมคิดว่าเธอควรจะขอโทษเขาไว้ก่อน ถึงต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องกัดมือเขามันมาจากที่เขาจับมือเธอไม่ยอมปล่อยก็ตาม
“ผมรับครับขอโทษของเอมครับ แต่ผมจะกัดเอมคืนเพราะผมบอกเอมแล้วว่า ถ้ากัดผม ผมจะกัดคืนแล้วเอมก็กัดผมไปทั้งหมด 4 ครั้ง” เห็นเขานั่งนิ่งแต่เขาจำได้หมดนะว่าเธอหยิกเขาไปกี่ทีแล้วกัดมือเขาไปกี่ครั้ง จำได้หมดเดี๋ยวคิดบัญชีทีเดียว
“อะไรครับ?” หัวคิ้วขมวดชิดกันเมื่อเฌอเอมยื่นมือของเธอมาตรงหน้าเขา
“ก็คุณกรณ์บอกจะกัดคืนนี่ค่ะ” แม้จะไม่เต็มใจหนักแต่เธอก็แฟร์ ในเมื่อทำเขาก่อนก็ต้องยอมรับที่จะโดนเขาทำคืนบ้าง
“ฮึ” ศิวกรณ์ขำในลำคอขณะมองคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง ทำเป็นใจกล้าแต่ข้างในกลัวหัวหด
“ผมยังไม่รีบทำตอนนี้ครับ” ดันมือเธอออกแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่ระหว่างนั้นสายตาของเขาก็ไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานเลย ‘น้ำเปล่าที่นี่มีรสชาติ หวานนะ’
“ทำไมเราต้องมานั่งคุยกันในห้องนอนของคุณกรณ์ด้วยคะ เอมไม่อยากอยู่กับคุณแค่สองคน”
หลังจากรับประทานมื้อค่ำเสร็จ ศิวกรณ์บอกเธอว่าเขามีเรื่องที่อยากคุยกับเธอและคิดว่าควรจะรีบคุยให้เร็วที่สุด เฌอเอมเองก็มีเรื่องที่อยากถามเขาเหมือนกันเธอเลยเห็นด้วยและเดินตามเขาขึ้นมาชั้นสองของบ้าน เดินไปคุยกันไปเรื่อยจนมารู้ตัวอีกทีเธอก็เดินเข้ามาในห้องนอนของเขาและนั่งลงบนโซฟาหน้าทีวีแล้วเรียบร้อย (...?)
และเพื่อความบริสุทธิ์ใจว่าศิวกรณ์ไม่ได้มีความคิดที่จะจับเธอปล้ำ เขาเปิดประตูห้องค้างเอาไว้
“ผมแค่คิดว่าเอมน่าจะอยากอยู่ใกล้ๆกับพ่อของคุณ”
นี่เป็นเหตุผลหลักที่เขาเลือกมานั่งคุยกับเฌอเอมในห้องนี้ เธอจะด่าว่าเข้ายุ่งเขาคิดแทนก็ได้ แต่อยากให้รู้ว่าเขาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่ไม่ดี การที่เขาย้ายมาบ้านหลังนี้และเลือกห้องนอนที่เคยเป็นของบิดาและมารดาของเฌอเอมก็เพราะห้องนี้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดก็เขาเป็นเจ้าของบ้าน จะขอเลือกอยู่ห้องที่มีพื้นที่เยอะกว่าห้องอื่นก็คงไม่ผิดอะไร
เธอต้องคิดถึงพวกท่านแน่ ศิวกรณ์คิดและเฌอเอมเองก็สร้างกำแพงสูงมากกับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน เธอจะไม่มีทางเอ่ยปากขอเข้ามาในห้องนี้เพื่อมามองภาพและคิดถึงบรรยากาศเก่าๆที่เคยมีร่วมกับบิดาและมารดาของเธอแน่ เพราะคิดว่าเธอจะไม่ขอเขาเลยต้องการทำให้
“คุณกรณ์...”
เป็นครั้งแรกที่เธอมองหน้าเขาและพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจปนซาบซึ้งอยู่ในนั้น แม้ว่าท่าทางของเฌอเอมจะดูเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันแต่ศิวกรณ์มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เขาไม่ได้หวังให้เธอรู้สึกดีกับเขาแต่ก็ไม่ได้อยากให้เกลียดเขาเหมือนกัน
“ขอบคุณนะคะ” เรื่องนี้เขาทำเธอรู้สึกซาบซึ้งจากใจจริงๆ เฌอเอมไม่คิดว่าคนที่ทำตัวมึนแบบเขาจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ นอกจากจะดูแลเก่งแล้วเขายังใส่ใจเก่งเหมือนกันนะ มองๆดูแล้วคุณกรณ์ก็ไม่ได้แย่เท่าที่คิดไว้
“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นสิครับ เอมกำลังทำใจผมสั่นอยู่นะ” อันนี้พูดจริงไม่ได้หยอกเล่นนะ ใจแกร่งก็สั่นเป็น
“เอมว่าเรามาเริ่มคุยกันดีไหมคะ” เธอเบือนหน้าทำเป็นมองไปรอบๆห้องของเขาแทน สายตาและคำพูดของเขาเมื่อสักครู่นี้ทำให้เฌอเอมรู้สึก เขิน เป็นความรู้สึกที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นมาได้
‘ทำไมเราเขินเขาได้เนี่ย’
“อืม...” พอจะเริ่มคุยกันศิวกรณ์เองก็ไม่รู้ว่าเขาควรจะเริ่มพูดเรื่องอะไรก่อนดี
“ผมให้เอมเป็นฝ่ายถามก่อนครับ” ถ้าลองเทียบกันดูแล้ว ศิวกรณ์มองว่าเฌอเอมน่าจะมีเรื่องอยากถามเขามากกว่า และเพื่อไม่เป็นการปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเขาเลยเลือกที่จะให้เธอถามก่อน
“ให้เอมถามก่อนเหรอคะ”
“ครับ อยากรู้อะไร สงสัยอะไรก็ถามผมได้เลยครับ”
“ก็ได้ค่ะ...” เอาละ ในเมื่อเขายืนยันแบบนั้น เธอก็จะเริ่มถามเขาแล้วนะเพราะตอนนี้สิ่งที่เฌอเอมอยากรู้ได้ผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด
“คุณพ่อของเอมไปรู้จักครอบครัวของคุณกรณ์ได้ไงคะ”
“เท่าที่ผมรู้มา พ่อของเราสองคนเคยเป็นเพื่อนเก่ากันมาก่อนครับ ผมเองพึ่งได้รู้จักกับคุณพ่อของเอมได้ไม่นานนี้เอง ท่านเป็นคนใจดีนะครับ มีรอยยิ้มเหมือนเอมเลย” รอยยิ้มที่เวลาอยู่บนใบหน้าของบิดาเธอจะมองเป็นรอยยิ้มอบอุ่น แต่พอมาประดับอยู่บนใบหน้าของเฌอเอมจะกลายเป็นรอยยิ้มที่สวยมาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองต้องเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว
“เอมมีรอยยิ้มเหมือนคุณพ่อ มีดวงตาเหมือนคุณแม่” เป็นเรื่องที่มีใครหลายๆคนยืนยัน ตั้งแต่เด็กๆเฌอเอมจะได้ยินคนรอบข้างพูดแบบนี้เสมอ
“หนูเอมยิ้มสวยเหมือนพ่อ ตาหวานเหมือนแม่” ฮึก ฮึก พอนึกถึงคำพูดเหล่านี้แล้วมันอดที่จะทำให้เธอคิดถึงท่านทั้งสองไม่ได้ เธอพยายามที่จะเป็นลูกสาวที่เข้มแข็งแต่ตอนนี้เธอยังทำไม่ได้ การสูญเสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับมันยากเกินจะให้เธอทำใจได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน มันหนักเกินไป
“ผมยังไม่เคยเห็นคุณแม่ของเอม...” ศิวกรณ์ยกมือขึ้นมาเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอาบแก้มเนียนใสของเฌอเอมอย่างแผ่วเบา ตอนเห็นก้อนน้ำใสๆไหลลงมาหัวใจเขาดันกระตุกไปด้วย
“แต่ผมมั่นใจ ว่าท่านต้องเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ เพราะความสวยงามนั้นได้ส่งต่อมาที่เอมด้วย”
“คุณกรณ์...”
“คุณพ่อและคุณแม่ของเอมจะต้องภูมิใจมากแน่ครับ เพราะว่า ลูกสาวของท่านทั้งสองเป็นผู้หญิงที่เติบโตมาอย่างสมบูรณ์แบบและเข้มแข็งมาก”
“...”
อีกแล้ว ความอ่อนโยนของเขาทำหัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ เฌอเอมไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือแค่อยากพูดให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่คำพูดที่เขาพูดออกมา ความนุ่มนวลตอนที่เขาเช็ดน้ำตาให้เธอ สิ่งที่เขาทำมันเริ่มทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน และตอนนี้เขาทำให้อุณหภูมิบนใบหน้าของเธอเริ่มร้อนขึ้นมาซะแล้วสิ
