บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 มาเยือนอีสาน

บทที่ 5 มาเยือนอีสาน

ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร อำเภอโพธิ์ศรีพิสัย จังหวัดศรีสะเกษเวลาเก้าโมงเช้าตามเวลาที่กะไว้ไม่มีผิดเพี้ยน รถทัวร์สีฟ้าขาวคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าจอดสนิทในชานชาลา น้ำปิงกระชับอ้อมกอดอุ้มลูกชายที่เพิ่งตื่นเต็มตาลงจากรถอย่างทุลักทุเล มืออีกข้างต้องคอยพยุงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุสัมภาระชิ้นสุดท้ายในชีวิตเดิมของเขาเอาไว้

เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ สถานีขนส่งที่ดูเรียบง่ายและเงียบสงบ กลิ่นไอของไอดินและสายลมจาง ๆ ในยามเช้าของภาคอีสานช่างแตกต่างจากความแออัดในเมืองหลวงที่เขาเพิ่งจากมา น้ำปิงตัดสินใจจูงมือลูกชายไปนั่งรอที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่งใกล้ ๆ จุดจอดรถ เพราะกลัวว่าถ้าเดินไปไหนไกล น้องชายที่อาบอกว่าจะมารับจะหากันไม่เจอ

ส่วนน้องปันปัน เด็กน้อยดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ดวงตาคู่กลมโตกวาดมองรถสามล้อเครื่องและผู้คนที่สวมโสร่งหรือผ้าซิ่นเดินขวักไขว่ไปมาอย่างแปลกตา

“หม่ามี้ครับ...เราอยู่ที่ไหนครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ พลางดึงชายเสื้อแม่เบา ๆ

น้ำปิงก้มลงยิ้มให้ลูกชาย ความกังวลในใจดูจะเบาบางลงเมื่อเห็นท่าทางของเด็กน้อย

“เราอยู่อีสานครับ เป็นบ้านเกิดของคุณตา”

“ว้าว!” ปันปันอุทานออกมาเสียงดังพลางยิ้มกว้าง

“ที่นี่สวยจังเลยครับหม่ามี้”

“ครับ...เดี๋ยวรอพี่นิคมารับเรา แล้วเราก็จะไปหายาย ๆ กันนะลูก”

“ครับ!” เด็กน้อยรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะโยกตัวไปมาตามจังหวะเพลงที่ดังแว่วมาจากวิทยุของแม่ค้าแถวนั้น

น้ำปิงได้แต่ลูบหัวทุย ๆ ของเด็กชายด้วยความรักสุดหัวใจ เขาแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้เขาก็พาปันปันออกมาจากกรงทองที่แสนทรมานได้สำเร็จแล้ว เหลือเพียงรอคอยคนที่จะมารับเขาไปสู่บ้านหลังใหม่เท่านั้น

.

.

.

ในโรงจอดรถขนาดใหญ่ที่บ้านของสิงห์เสียงประแจกระทบกับโลหะดังขึ้นเป็นระยะ สิงห์ ในสภาพเสื้อยืดตราห่านคู่คอย้วยที่มีรอยน้ำมันเครื่องเปื้อนประปราย กำลังง่วนอยู่กับการเช็กสภาพลูกปืนรถเกี่ยวข้าวคู่ใจเตรียมรับฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยมี นิค หนุ่มน้อยหน้ามนลูกพี่ลูกน้องของน้ำปิงเป็นลูกมือคอยช่วยอยู่ข้าง ๆท่ามกลางกลิ่นน้ำมันเครื่องและความร้อนของแดดยามเช้า เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของนิคก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

“อ้ายหล่อบ่หลาย แต่บ่หลายใจคือใครคนนั้น….”

“ไผโทรมาว่ะบักนิค โทรศัพท์โตดัง”(ใครโทรมาว่ะ ไอ้นิค โทรศัพท์เองดัง)สิงห์เอ่ยถามพลางปาดเหงื่อที่หน้าผากขณะที่มือยังถือไขควงค้างไว้

นิคลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบมือถือที่วางไว้บนโต๊ะไม้หินอ่อน

“ฮัลโหลครับ”

“บ่าวนิคเหรอลูก นี่สาวนิดเองเด้อ” เสียงปลายสายจากอาสาวนิดดังแว่วออกมา

“ครับสาวนิด”

“ไปรับอ้ายน้ำปิงที่ขนส่งได้บ่”

“อ้ายน้ำปิง ลูกลุงทีแม่นบ่ครับ?” นิคทวนคำด้วยความแปลกใจ เพราะไม่ได้เจอหน้าพี่ชายคนนี้นานแสนนาน

“แม่น ๆ อ้ายเลามากับน้องปันปัน ไปรับเลาแหน่”(ใช่ๆ พี่เรามากับน้องปันปัน ไปรับหน่อย)

“ครับ ๆ คั้นผมไปรับเลย”(ครับๆ งั้นผมไปรับเลย) นิคตอบรับคำสั่งของอาสาวอย่างแข็งขัน

“เค ๆ เดี๋ยวสาวนิดส่งรูปให้เด้อ”

“ครับ ๆ” นิคกดวางสายก่อนจะหันมามองคนพี่ที่กำลังนั่งยอง ๆ ดูเครื่องจักรอยู่

“ใผโทรมาว่ะ บ่าวนิค”(ใครโทรมาว่ะ นิค)สิงห์ถามซ้ำด้วยความอยากรู้ตามประสาคนขี้เล่น

“สาวนิดโทรมาให้ไปรับอ้ายน้ำปิง เพิ่นมาจากเมืองราชบุรี พู้นน่ะ”(น้านิดโทรมาให้ไปรับพี่น้ำปิง เขามาจากราชบุรี โน่นแหละ) นิคอธิบาย

“อ้อ… แล้วสิไปยังไง เอารถอ้ายไปติล่ะ”(อ้อ….แล้วจะไปยังไง เอารถพี่ไปสิ) สิงห์พยักหน้าไปยังรถกระบะสี่ประตูคันโตที่จอดอยู่ไม่ไกล ซึ่งเป็นรถที่ใช้ทั้งลุยงานและขับไปไหนมาไหนในจังหวัด

“อ้ายไปนำติล่ะ ผมบ่อยากขับรถยนต์ปานใด ใจมันมักแต่แว้นมอเตอร์ไซค์” (พี่ไปกับผมดิ ผมไม่ยากขับรถยนต์เท่าไหร่ ใจมันชอบแต่ขี่มอเตอร์ไซค์) นิคหันมาหยั่งเชิงลูกพี่ เพราะรู้ว่าสิงห์ขับรถคล่องและชำนาญเส้นทางกว่า

สิงห์วางประแจลงก่อนจะยืดตัวขึ้นเต็มความสูง 180 กว่าเซนติเมตร เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

“เอ้อ… ไปกะไป อ้ายล้างมือแป๊บเดียว”

“ครับ!”

สิงห์รีบไปล้างคราบน้ำมันเครื่องออกจากมือหนา แม้ตามตัวจะยังมีกลิ่นอายของลูกผู้ชายสายลุยอยู่บ้าง แต่เขาก็คว้าเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตมาสวมทับง่าย ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนรถที่ตำแหน่งคนขับ โดยมีนิคนั่งข้างเพื่อคอยดูรูปน้ำปิงที่น้าสาวส่งมาให้

รถกระบะคันงามของเจ้าของรถเกี่ยวข้าวที่ใหญ่ที่สุดในตำบลโคกม้า เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านอีโซมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอโพธิ์ศรีพิสัย

รถกระบะคันโตสีเข้มเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบในสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอโพธิ์ศรีพิสัยชายหนุ่มสองคนก้าวลงจากรถพร้อมกับกวาดสายตามองหาใครบางคนตามคำสั่งของอาสาว

“ไปคนละทางแล้วกัน ใครเจอก่อนก็โทรบอกด้วยนะ” สิงห์ หันไปสั่ง นิค รุ่นน้องคนสนิทที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับคนที่พวกเขากำลังตามหา

“โอเคครับอ้าย” นิคพยักหน้ารับคำก่อนจะแยกตัวเดินออกไปอีกทาง

ทางด้าน น้ำปิง ที่นั่งรออยู่บนม้านั่งยาวด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางไกล น้องปันปัน ตัวน้อยที่เริ่มอยู่ไม่สุขเพราะนั่งรอมานาน ก็เริ่มวิ่งเล่นซนอยู่รอบตัวแม่เพื่อแก้เบื่อ จนกระทั่ง...

ผลั่ก!!

“โอ๊ย!...” ร่างเล็ก ๆ ปะทะเข้ากับหน้าขาแข็งแรงของชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังเดินหาคนอยู่พอดี ปันปันเซถอยหลังไปนิดหน่อยก่อนจะรีบประนมมือไหว้ด้วยความนอบน้อมตามที่แม่สอนมา

“ปันปันขอโทษครับ...คุณลุง”

สิงห์ชะงักฝีเท้าลงทันที เขาก้มมองเด็กชายตัวป้อมหน้าตาน่ารักที่เพิ่งวิ่งมาชนด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะย่อตัวลงให้เสมอกับระดับสายตาเด็กน้อย

“ไม่เป็นไรครับลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าเนี่ย?”

“ขอโทษแทนลูกผมด้วยนะครับ!” น้ำปิงที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งกุลีกุจอเข้ามาหาทันที เขาประนมมือไหว้ชายแปลกหน้าตรงหน้าด้วยความเกรงใจ

สิงห์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงหวาน ๆ นั้น แล้วเขาก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้ารูปไข่ที่ดูเรียบเนียนละเอียด ดวงตาคู่สวยที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนแต่กลับดูเหนื่อยล้าสะกดให้คนมองถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ

“ไม่...ไม่เป็นไรครับ ไม่เจ็บเลย” สิงห์ตอบกลับเสียงนุ่ม สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าของน้ำปิงอย่างลืมตัว

“ขอบคุณครับ... ปันปัน ไปนั่งรอกันตรงโน้นดีกว่าครับลูก อย่าซนสิครับ” น้ำปิงกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนจะจูงมือน้อย ๆ ของลูกชายกลับไปนั่งที่เดิม โดยมีสายตาคมเข้มของเจ้าของรถเกี่ยวข้าวคนดังมองตามไปด้วยรอยยิ้ม

สิงห์ยืนยิ้มอยู่คนเดียวพลางคิดในใจว่า 'แม่ลูกคู่นี้น่ารักจังว่ะ' ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขามีงานต้องทำ

“เอ้อ... ลืมขอรูปจากไอ้นิคมันเลย แล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่าคนไหนคือน้ำปิง” ร่างสูงบ่นอุบก่อนจะหยิบมือถือออกมากดโทรหานิคทันที

“เอ่อ บ่าวนิค! โตลืมส่งรูปน้ำปิงให้อ้ายหรือเปล่าเนี่ย? แล้ววันนี้จะหากันเจอไหมล่ะ”(เอ่อ นิค เองลืมส่งรูปน้ำปิงให้พี่หรือเปล่าเนี่ย แล้ววันนี้จะหากันเจอไหม)

“ครับ ๆ จั่งซั่นผมโทรหาสาวนิดแป๊บ ให้เพิ่นเอาเบอร์อ้ายน้ำปิงมาให้”(ครับๆ งั้นผมโทรหาน้านิดอาแป๊บ ให้เอาเบอร์พี่น้ำปิงมาให้) ปลายสายตอบกลับมา

“เออ ๆ อ้ายรออยู่ตรงม้านั่งแถวที่ม้าโยกเด็กเล่นนะ”สิงห์เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วขยับไปนั่งลงที่ม้านั่งว่าง ๆ ข้างเด็กชายตัวน้อยคนเมื่อกี้ ปันปันหันมามองลุงตัวโตตาใสแจ๋ว ก่อนจะส่งยิ้มโชว์ฟันน้ำนม

“คุณลุง... เมื่อกี้ปันปันขอโทษนะงับ”

สิงห์อดใจไม่ไหวเอื้อมมือไปลูบผมทุย ๆ ของเด็กน้อยเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู

“ครับผม ลุงไม่เจ็บเลยครับ ปันปันเก่งมากที่รู้จักขอโทษ”

.

.

.

ในขณะที่สิงห์กำลังเพลิดเพลินกับการคุยกับเด็กน้อย เสียงโทรศัพท์ของคนที่นั่งถัดไปก็ดังขึ้น

“ฮัลโหลครับ...” น้ำปิงรับสาย

“ครับนิค พี่รออยู่ตรงม้านั่ง”

สิงห์ขมวดคิ้วนิด ๆ เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย เขาเงยหน้าขึ้นมองนิคที่กำลังเดินกึ่งวิ่งเข้ามาทางนี้ เขาจึงยกมือขึ้นโบกเรียก

“เฮ้ย! นิค ทางนี้!”

แต่นิคกลับเดินเลยเขาไปทักคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แทน

“อ้ายน้ำปิงใช่ไหมครับ!” นิคถามด้วยความดีใจ

“นิคหรือเปล่า?” น้ำปิงย้อนถามพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อจำน้องชายได้

“ใช่ครับอ้าย! โห... ไม่เจอกันนาน สวยขึ้น... เอ้ย! ดูดีขึ้นเยอะเลยครับ”

สิงห์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับทำหน้าเอ๋ออ้าปากค้าง นิคหันมาเห็นลูกพี่ตัวเองทำหน้าเด๋อด๋าอยู่ก็หลุดขำ

“อ้ายสิงห์! เป็นอะไรเนี่ย ทำไมไม่บอกว่าเจออ้ายน้ำปิงแล้ว ก็นั่งอยู่ข้างกันแท้ ๆ”

“อ้าย... อ้ายก็เพิ่งรู้นี่แหละ!” สิงห์โพล่งออกไปอย่างลืมตัว

“อ้าว!!” ทั้งน้ำปิงและสิงห์อุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ เมื่อรู้ว่าคนที่ตัวเองเพิ่งมีเจอคือคนที่จะมารับ คนที่จะไปอยู่ด้วย

“ไป ๆ ไม่ต้องตกใจกันแล้วครับ ป่ะปันปัน มาหาน้านิคเร็วลูก เดี๋ยวลุงสิงห์เขาจะพาเราไปกินของอร่อย ๆ ที่หมู่บ้าน” นิคอุ้มหลานชายขึ้นมาแนบอกด้วยความกระตือรือร้น

น้ำปิงลุกขึ้นยืนพลางมองสิงห์ด้วยสายตาประหม่านิด ๆ ส่วนสิงห์ก็ได้แต่ยิ้มเขิน ๆ เกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ ใครจะไปคิดว่า 'แม่ลูกที่น่ารัก' ที่เขาเพิ่งเจอ คือคนเดียวกันกับที่หา

#แรกพบสบตา ตะลึงต้องใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel