
บทย่อ
"สิบปีในคฤหาสน์หรูที่แลกมาด้วยรอยช้ำ... สู่ทุ่งรวงข้าวหอมกรุ่นที่ช่วยโอบกอดหัวใจ" สิบปีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง ‘ของจืดชืด’ สิบปีที่ต้องทนเป็นแม่ศรีเรือนผู้ซื่อสัตย์ภายใต้รอยฟกช้ำและคราบน้ำตา เมื่อความอดทนสุดท้ายพังทลายลงพร้อมคำดูถูกจากสามีผู้ไม่เคยพอ ‘น้ำปิง’ จึงตัดสินใจหอบลูกชายวัยสามขวบหนีจากขุมนรกในเมืองกรุง กลับคืนสู่บ้านเกิดที่อีสาน... สถานที่ที่เขาหวังเพียงแค่ความสงบ “ในเมื่อพี่เห็นผมเป็นแค่ของจืดชืดที่ไม่มีค่า พี่ก็ไปหา ‘อรรถรส’ ของพี่ให้เต็มที่เถอะครับ... ผมคืนอิสระให้” แต่ใครจะคิดว่า... ท่ามกลางกลิ่นรวงข้าวหอมฟุ้งในหมู่บ้านอีโซ เขาจะได้พบกับ ‘สิงห์’ เจ้าของรถเกี่ยวข้าวหนุ่มมาดกวน ผู้ที่ก้าวเข้ามาปัดเป่าความหนาวเหน็บในใจด้วยความใจดีและลูกอ้อนที่ทำเอาหัวใจคนเพิ่งหย่าต้องสั่นคลอน “เกี่ยวข้าวเกี่ยวนาแค่วันเดียวก็เสร็จ... แต่เกี่ยวน้ำปิงไว้ในใจเนี่ย สงสัยต้องใช้เวลาทั้งชีวิต” จากหัวใจที่เคยร้าวราน สู่ฤดูกาลใหม่ที่จะให้ ‘ความรัก’ นำทางพักพิง… ใน "ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก”
บทที่ 1 รอยร้าวในใจ
บทที่ 1 รอยร้าวในใจ
ณ หมู่บ้านอนันต์ ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี คฤหาสน์หรูสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีเทาขาวตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสองร้อยตารางวา ใกล้กับใจกลางเมืองยิ่งเน้นให้ความโอ่อ่าดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นที่พำนักของครอบครัวนายทหารยศใหญ่ที่ผู้คนภายนอกต่างมองด้วยสายตาชื่นชมในความสมบูรณ์แบบ
ทว่า... ใต้ฉากหน้าอันเลิศหรูที่ฉาบไว้ กลับมีเพียงรอยร้าวอันลึกล้ำที่กัดกินความสุข และฝังรากลึกในหัวใจของคนภายในมานานนับสิบปี
“กูบอกให้ดูลูกดี ๆ มึงเป็นแม่ประสาอะไรห้ะน้ำปิง!”
เสียงก่นด่าที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดังลั่นไปทั่วโถงรับแขกของบ้าน น้ำปิง นภวัฒน์ ในวัยยี่สิบเก้าปีที่ยังคงดูอ่อนหวานและงดงามราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ชะงักมือที่กำลังประคองลูกชายวัยสามขวบอย่างน้องปันปัน ให้หยุดร้องไห้
ร่างกายที่เคยอ่อนนุ่มของเขา บัดนี้กลับชาชินกับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงกร้าวเหล่านั้นเสียแล้ว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา... สิบปีที่เขาอุทิศตนเป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน คอยดูแลบ้านและอาหารการกินอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความดีงามทั้งหมดที่พยายามประคับประคองมานั้น กลับไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่ชีวิตมีความรู้สึกเห็นใจ หรือมองเห็นคุณค่าของการมีอยู่ของเขาเลย
“มันเป็นอุบัติเหตุครับ เด็กๆเล่นกัน ผมก็ดูลูกอยู่ตลอด”
น้ำปิงเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าในความอ่อนหวานปานน้ำค้างนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความพยายามที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงเพราะแค่ลูกชายวัยซนล้มจากจักรยานคันเล็ก ๆ จนเกิดบาดแผลถลอกจาง ๆ ที่หัวเข่าเท่านั้นเอง
แต่สำหรับ พันเอก ธเนศ วรภักดี ในชุดเครื่องแบบที่ยังคงความสง่าและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักนั้น กลับตีความเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าที่ควรจะเป็น แววตาคมกริบฉายชัดถึงความไม่พอใจในความบกพร่องเล็กน้อย
‘เด็กๆเล่นกันมันเป็นธรรมดาที่จะได้รับบาดแผล’ความคิดนี้ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของเขาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาได้แต่เก็บงำความเบื่อหน่ายในความอ่อนแอของอีกฝ่ายไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบตึง
“เดี๋ยวนี้มึงเถียงกูเหรอ!”เสียงตวาดกร้าวของ พันเอกธเนศ ดังก้องสะเทือนไปทั่วบริเวณ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยอำนาจและความดุดันฉายแววไม่พอใจอย่างถึงที่สุด จนทำเอาคนฟังถึงกับตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
“ผมแค่อธิบายครับ” เสียงของน้ำปิงยังคงพยายามจะโต้แย้งอีกครั้งอย่างอ่อนแรง เพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง ทว่าความพยายามนั้นกลับกลายเป็นการเติมเชื้อเพลิงชั้นดีให้แก่ไฟโทสะ เพราะทันทีที่สิ้นคำ ดวงตาของผู้เป็นสามีก็ลุกโชนด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ผัวะ!!!
ฝ่ามือใหญ่ของผู้เป็นสามีที่มียศถาบรรดาศักดิ์ฟาดลงบนมุมปากของน้ำปิงอย่างหนักหน่วงและไร้ปรานี จนร่างเขาถึงกับลอยละลิ่วไปปะทะกับผนังอย่างแรง จนเกิดเสียงที่สั่นสะเทือนหัวใจของผู้ถูกกระทำ พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของน้องปันปันที่โผเข้าซุกในอ้อมแขนของเขา มันเป็นเสียงของความหวาดกลัวที่ตอกย้ำถึงความร้าวฉานภายในบ้านหลังนี้
“โอ๊ย!”น้ำปิงอุทานออกมาเพียงแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดที่ประดังเข้ามา ก่อนจะรู้สึกถึงรสชาติเค็มปร่าที่คุ้นเคยของเลือดที่คลอเต็มช่องปาก มันเป็นรสชาติขมขื่นที่เขากล้ำกลืนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“มึงจำไว้! อย่าริอาจต่อปากต่อคำกับกู!”พันเอกธเนศ จ้องมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนรอยเลือดที่มุมปากของเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ซึ่งความสำนึกผิดใด ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าและก้าวเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่นั้นอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบที่หนักอึ้งจนน่าสะพรึงกลัว
น้ำปิงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เขากอดลูกชายไว้แน่น เขาร้องไห้จนไม่รู้จะร้องอย่างไรให้พอ น้ำตาที่เคยหลั่งไหลเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาจากสามีมาหลายครั้งจนแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกด้านชาและความเจ็บปวดที่เกาะกินหัวใจจนแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทนอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป
บ้านหลังใหญ่ที่สวยงามราคานับสิบล้าน คนภายนอกมองคงคิดว่าเขาเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก ที่ได้เป็นภรรยาของท่านพันเอกธเนศ ได้เชิดหน้าชูตา มีเกียรติ มีลูกชายที่น่ารัก และครอบครัวที่ดูรักใคร่กันดี แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า…ภายใต้ฉากหน้าอันสวยงามนี้ เขาต้องเจ็บช้ำกับคำพูด การกระทำ การนอกทั้งกายและใจของผู้เป็นสามีมามากมายขนาดไหน ความอดทนที่มีมาตลอดสิบปี…มันถึงเวลาที่ต้องพังทลายลงแล้ว
มือเล็ก ๆ ป้อม ๆ อวบอิ่มตามประสาเด็กวัยสามขวบของ น้องปันปัน เอื้อมมาแปะสัมผัสที่มุมปากของคนเป็นแม่ที่เพิ่งถูกทำร้าย ดวงตาคู่กลมโตที่มักจะสุกใสด้วยความไร้เดียงสา บัดนี้กลับฉายแววเศร้าสร้อยเกินวัย พยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดให้กับผู้เป็นที่รัก
“หม่ามี้ครับ…เจ็บไหมครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามแผ่วเบาด้วยความกังวลอย่างจริงใจน้ำปิงฝืนยิ้มแม้ริมฝีปากจะปวดร้าว ใช้หลังมือเกลี่ยน้ำตาที่ยังไม่ทันแห้งของลูกชายออกอย่างอ่อนโยน
“ไม่ครับ หม่ามี้ไม่เจ็บเลย ปันปันไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
“ไว้เราไปอยู่ที่อื่นกันนะครับ พ่อไม่รักเราเลย” คำพูดที่ออกมาจากปากเด็กน้อยวัยสามขวบสร้างความจุกหน่วงในหัวใจของน้ำปิงอย่างแสนสาหัส เขาเองก็ไม่รู้ว่าลูกชายต้องรับรู้ถึงความร้าวฉานนี้มานานเท่าไรแล้ว
“ไม่เอาครับ ไม่พูดแบบนั้นกับคุณพ่อนะครับ” น้ำปิงตำหนิเสียงอ่อน แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก เพราะลึก ๆ ในใจเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“ปันปันขอโทษครับ…” เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่น้ำปิงสอนเสมอมา
“ไว้หม่ามี้จะพาปันปันไปเที่ยวบ้านยายนิดที่ศรีสะเกษ เอาไหมครับ?” น้ำปิงเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูก
“ผมไม่รู้จักครับ” ปันปันเอียงคอสงสัย เพราะตั้งแต่จำความได้ก็อยู่แต่ในคฤหาสน์หลังนี้
“ก็บ้านของ ยายนิด น้องสาวของคุณตาไงละครับ เป็นญาติของเราที่ใจดีมาก ๆ เลย”
“อ๋อ! ไปครับ ผมอยากไปหายาย ๆ” ดวงตาของเด็กน้อยกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำว่า ‘เที่ยว’
“ครับ! งั้นเราไปอาบน้ำกันดีกว่านะครับ
ตัวหอม ๆ จะได้เข้านอนได้”
“ครับ!”
น้ำปิงประคองลูกชายลุกขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวัง แม้จะเจ็บร้าวไปทั้งกายและใจ แต่รอยยิ้มบริสุทธิ์ของลูกคือกำลังใจเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้ เขานึกทบทวนถึงแผนการหนีมาตลอดหลายเดือน พันเอกธเนศ ให้เขาเป็นเพียงแม่บ้านคอยดูแลลูกและสามีอยู่แต่ในบ้าน
ทำให้เขาว่างงานและไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง การจากไปโดยไม่มีจุดหมายไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เขาคิดมาตลอดว่าอยากจะพาลูกชายหนีจากขุมนรกที่สวยงามนี้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสถานที่เดียวที่เขานึกออกคือบ้านเกิดของพ่อที่เสียชีวิตไปนานแล้ว พ่อของเขาจากไปตั้งแต่เขาอายุสิบห้าปี ส่วนแม่แท้ ๆ ก็แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ที่สุพรรณบุรี ถ้าเขาไปอาศัยที่สุพรรณบุรี พันเอกธเนศก็จะตามไปพบได้ง่ายดายเพราะใกล้ราชบุรี
แต่ถ้าเป็นที่ อีสาน… ที่หมู่บ้านอีโซที่ศรีสะเกษ… พันเอกธเนศไม่มีทางตามหาเขาเจอแน่นอน เพราะตลอดเวลาที่แต่งงานกัน เขาไม่เคยพาสามีไปเหยียบที่นั่นเลย เขาเองก็เคยไปอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ตอนที่พ่อเสียชีวิต
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้กลับไปเหยียบผืนดินแห่งนั้นอีกเลยเป็นเวลานับสิบปี ยายนิด น้องสาวของพ่อที่นั่น คือความหวังเดียวและที่พึ่งสุดท้ายที่เขาจะพาลูกชายไปซบพักกายและใจ
การตัดสินใจครั้งนี้…คือการเดิมพันด้วยอิสรภาพและชีวิตใหม่ของเขาและลูก
