บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 เดินทาง

บทที่ 4 เดินทาง

เย็นวันเดียวกันกับที่ น้ำปิง ได้พูดคุยกับอาสาวเรื่องการเดินทาง พันเอกธเนศ ก็กลับมาบ้านกลางดึกเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้มาพร้อมกับภาพที่บาดตาและบาดใจมากกว่าทุกครั้ง ร่างสูงใหญ่โอบกอดเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรที่ดูอายุเพียงประมาณสิบแปดปีเข้าบ้านอย่างหน้าไม่อาย น้ำปิงที่เดินลงมาดูสถานการณ์ก็เห็นภาพนั้นเข้าพอดี เขาได้แต่ยืนกอดอก มองดูพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของผู้เป็นสามีด้วยความอดกลั้นที่ถึงขีดสุด

“พี่เนศ! เมื่อไหร่พี่จะเลิกสำส่อนเอาไม่เลือกแบบนี้!” น้ำปิงเหลืออดกับพฤติกรรมที่เลยเถิด ทุกครั้งที่พันเอกธเนศหายไปสามวัน พอวันที่สี่มักจะมีเด็กใหม่กลับมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย

“กูบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเสือก!” พันเอกธเนศตวาดกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผมต้องเสือก! ผมทนไม่ไหวกับพฤติกรรมพี่แล้ว!”

“นั่นก็เรื่องของมึง! ส่วนเรื่องของกูคือ... ควยกู! กูจะเอาใครมึงก็ไม่มีสิทธิ์เสือก เพราะกูเป็นคนหาเงินเลี้ยงมึงกับลูก! เงียบปากเน่าๆ ของมึงไปซะ!”ถ้อยคำหยาบช้าที่พ่นออกมาอย่างไร้ซึ่งความเคารพ ทำเอาใบหน้าของน้ำปิงชาหนึบราวกับถูกตบด้วยของแข็ง หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความอัปยศที่ถูกลดทอนคุณค่าจนเหลือเพียงผู้อาศัย

“งั้นเราหย่ากันเถอะครับ! ในเมื่อพี่ไม่เห็นค่ากันแล้ว ก็ต่างคนต่างอยู่ไปเลย!”

“กูไม่หย่า!” ธเนศแผดเสียงก้อง

“มึงต้องอยู่ที่นี่เป็นของตายให้กูโขกสับจนกว่ากูจะเบื่อ!”

“พี่เนศครับ... เราขึ้นข้างบนกันดีกว่า ลูกหว้าไม่อยากให้พี่ต้องอารมณ์เสียเพราะของเก่าค้างปีแบบนี้” เสียงของเด็กหนุ่มที่ชื่อ ลูกหว้า ซึ่งเบียดกายอยู่ในอ้อมกอดของสามีเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยั่วยวน ดวงตาคู่นั้นมองจิกมาที่น้ำปิงอย่างผู้ชนะ

“ไปครับคนสวย... คืนนี้พี่จะจัดหนักให้หนูจนเดินไม่ได้เลยเชียว” ร่างสูงหันไปสบตาเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มหื่นกระหาย มือหนาลูบไล้สะโพกมนอย่างเปิดเผย เขาโน้มลงหอมแก้มชู้รักอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตาภรรยาที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า

“ไปสิครับ... ลูกหว้าอยากโดนพี่ตอกจนใจจะขาดจะแย่อยู่แล้ว” เด็กหนุ่มกระซิบเสียงพร่าอย่างไม่อายฟ้าดิน ก่อนจะพากันกอดก่ายเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอน... ห้องที่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขากับธเนศ

“ทุเรศ... ต่ำที่สุด” น้ำปิงพึมพำออกมาอย่างรังเกียจ ความรู้สึกสะอิดสะเอียนมันตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้

“อย่าเสือกปากดี! อีดอก!” เสียงตะโกนด่าทออย่างกักขฬะดังย้อนลงมาจากชั้นบน เป็นดั่งตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลงความสัมพันธ์นี้จนมิด

น้ำปิงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองขึ้นไปบนชั้นสองด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เมื่อไหร่หนอ…เมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมกันเสียที เขาคิดอย่างเจ็บปวด จะโทษใครได้ ในเมื่อเขาเป็นคนเลือกที่จะรักและแต่งงานกับผู้ชายคนนี้มากับมือ คิดว่าจะรักเขาคนเดียว แต่สุดท้ายก็เหลือไว้เพียงร่องรอยของการถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

น้ำปิงยืนรอจนกระทั่งเสียงครางและเสียงเตียงดังมาจากชั้นบนดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเขามีเวลาจำกัดแล้ว เขาเดินขึ้นไปในห้องนอนของน้องปันปันอย่างเงียบเชียบ ลูกชายยังคงหลับใหลอย่างไม่รู้เรื่องราวใด ๆต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น!

เขาเริ่มเก็บของทันที กระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้แล้วถูกนำออกมา เขาเซ็นเอกสารใบหย่าที่ทนายร่างไว้แล้วอย่างเด็ดเดี่ยว วางไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมกับสำเนาหลักฐานทุกอย่าง แล้วหยิบเงินสดและบัตรเอทีเอ็มที่เก็บสะสมไว้ออกมาให้มากที่สุด

หลังจากนั้น เขาอุ้มร่างเล็กของลูกชายที่หลับปุ๋ยลงมาเบา ๆ ห่มด้วยผ้าห่มผืนโปรด แล้วพาเดินออกจากประตูหน้าบ้านราวกับเป็นโจรหนีคดี เขาไม่ได้ห่วงทรัพย์สมบัติใด ๆ ในบ้านแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการพาลูกชายของเขาหนีออกจากขุมนรกนี้ให้เร็วที่สุด

เขาเดินออกมาจากรั้วหมู่บ้านหรูเงียบ ๆ ในยามวิกาลอย่างหวาดระแวง กลัวว่าจะมีรถของพันเอกธเนศตามมา เขาโทรศัพท์เรียกแกร๊บไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารราชบุรีทันที

เมื่อถึงสถานีขนส่ง สิ่งแรกที่น้ำปิงทำคือตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว แม้จะดึกมากแล้ว

“ขอตั๋วรถทัวร์ไป ศรีสะเกษ ด่วนที่สุดครับ!” น้ำปิงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความเหนื่อยล้าและความตื่นกลัว

“รอบถัดไปคือรถสายด่วน ออกตีหนึ่งสี่สิบห้า ถึงศรีสะเกษเช้าเลยค่ะ” พนักงานตอบ

น้ำปิงมองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เขากำตั๋วในมือแน่น แล้วเดินพาลูกชายไปยังจุดรอรถทัวร์ที่เงียบเหงาสถานีขนส่งผู้โดยสารราชบุรี – มุ่งสู่ศรีสะเกษน้ำปิงนั่งอยู่บนม้านั่งแข็ง ๆ โดยมีน้องปันปันซบหลับอยู่ในอ้อมแขน เขาพยายามซ่อนตัวอยู่ใต้เงาเสาไม่ให้เป็นที่สังเกต ดวงตาคมสวยเฝ้ามองประตูทางเข้าตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าร่างของพันเอกธเนศจะปรากฏขึ้นที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก

นี่คือการเดินทางไกลที่สุดในชีวิต…และเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เขาต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งน้ำปิงที่นั่งรออย่างกระวนกระวายไม่นาน รถทัวร์สายด่วน ราชบุรี–ศรีสะเกษ ก็เทียบชานชาลา เขาอุ้มลูกชายที่หลับไม่รู้เรื่องขึ้นไปบนรถอย่างรวดเร็ว หาที่นั่งคู่ริมหน้าต่างตามหมายเลขตั๋ว แล้วจัดแจงวางกระเป๋าสัมภาระไว้ใต้ที่นั่งอย่างแน่นหนา

ทันทีที่ร่างกายได้ทิ้งน้ำหนักลงบนเบาะที่นั่งแคบ ๆ ความรู้สึกตึงเครียดที่สะสมมาหลายชั่วโมงก็ค่อย ๆ คลายลง น้ำปิงมองออกไปนอกหน้าต่าง ตัวเมืองราชบุรีในยามดึกสงัดดูเงียบงันกว่าที่เคยเห็น

เขาหันมามองลูกชายที่ซบอยู่บนไหล่ของเขาอย่างปลอดภัย สูดดมกลิ่นแป้งเด็กจากกลุ่มผมของน้องปันปันอย่างรักใคร่ การตัดสินใจที่เด็ดขาดในคืนนี้ คือทางรอดเดียวของชีวิตพวกเขา

น้ำปิงเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เวลาเพิ่งจะผ่านพ้นตีหนึ่งไปไม่นาน เขาคิดไว้ในใจว่าจะโทรศัพท์ไปหาอาเมื่อเวลาประมาณตีห้า ซึ่งเป็นเวลาที่รถทัวร์น่าจะใกล้เข้าเขตอีสานแล้ว และเป็นเวลาที่อาสาวน่าจะตื่นมาทำวัตรเช้าพอดี

ตลอดการเดินทางข้ามคืน เสียงเครื่องยนต์ที่ดังอื้ออึงและความมืดมิดภายนอกไม่ได้ทำให้เขาสงบลงเลย น้ำปิงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่รถเบรกหรือชะลอความเร็ว หัวใจของเขาก็เต้นรัวด้วยความระแวง กลัวว่าจะมีใครมาหยุดรถเพื่อตามหาเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความระแวงก็ถูกแทนที่ด้วยความหวังอันริบหรี่

เช้ามืด… บนถนนสู่ดินแดนอีสานเมื่อแสงแรกของวันเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างรถทัวร์ น้ำปิงรู้ทันทีว่าเขากำลังเข้าสู่ดินแดนที่คุ้นเคยในความทรงจำวัยเยาว์ ทุ่งนาสีเขียวอมทองเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ ความรู้สึกผ่อนคลายก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว

เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือได้เวลาแล้ว… ในที่สุดเขาก็กดเบอร์โทรศัพท์ของอาสาวยายนิดตามที่ตั้งใจไว้ เสียงโทรศัพท์ดังไปไม่นานก็มีเสียงรับสายที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความง่วงงุนเล็กน้อย

“ติ๊ด… ติ๊ด…”

“ฮัลโหลจ้า” เสียงของยายนิดรับสายด้วยความงัวเงียเล็กน้อย

“อาครับ ผมเอง น้ำปิง ตอนนี้ผมอยู่บนรถทัวร์กำลังจะถึงศรีสะเกษแล้วครับ”

“โอ๊ย! มาอีหลีบ่ลูก! อาดีใจเด้อ!” เสียงของอาสาวเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นและดีใจอย่างออกนอกหน้าทันที

“แล้วเราถึงสถานีตอนใด๋ล่ะ เดี๋ยวอาให้บ่าวนิค ไปรับ ลูกของพี่ชายพ่อเรา จำน้องได้บ่” อานิดถามถึงลูกพี่ลูกน้อง น้ำปิงนึกถึงความทรงจำที่เลือนราง

“จำได้ครับ ตอนนั้นน้องตัวเล็กนิดเดียวเอง”

“ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว”อานิดหัวเราะเบา ๆ

“ครับอา เดี๋ยวผมรออยู่ที่สถานี แล้วน้องจะจำผมได้ไหมครับ” น้ำปิงอดกังวลไม่ได้ เพราะจากกันไปนานมาก

“เดี๋ยวอาเอารูปเราให้น้องดู”

“ครับ” น้ำปิงตอบรับอย่างโล่งใจ

“ถึงแล้วโทรหาอาอีกรอบนะ เดี๋ยวอาให้น้องไปรอ”

“รถน่าจะเข้าถึงสถานีขนส่ง อำเภอโพธิ์ศรีพิสัย ประมาณเก้าโมงเช้าครับ”

“โอเค ๆ เดินทางปลอดภัยเด้อ”

“ครับอา ขอบคุณมากครับ” น้ำปิงตอบรับด้วยหัวใจที่เต้นแรง ด้วยความตื่นเต้นและความหวังอันแรงกล้า การเดินทางครั้งนี้คือการเดิมพันเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สงบสุขสำหรับเขาและลูกชาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel