บทที่ 6 ยินดีต้อนรับกลับอีสาน
บทที่ 6 ยินดีต้อนรับกลับอีสาน
ระหว่างทางที่เดินตรงไปที่รถกระบะสีเข้มคันโตของ สิงห์ น้องปันปันดูจะตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ ดวงตากลมโตจ้องมองรถคันใหญ่ที่สูงสง่ากว่ารถเก๋งที่เคยเห็นจนชินตาที่บ้านราชบุรีอย่างมาก ความไร้เดียงสาของลูกชายตัวน้อยที่พยายามเอื้อมมือไปแตะรถคันยักษ์ ทำให้หัวใจที่บอบช้ำของน้ำปิงพอจะคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง
“โอ้โห รถคุณลุงคันใหญ่จังเลยครับ” เด็กน้อยอุทานตาโต
“ใหญ่ไหมครับปันปัน? บนรถลุงมีขนมด้วยนะ เดี๋ยวปันปันไปนั่งข้างหน้ากับแม่เนาะ” สิงห์พูดหยอกล้อกับเด็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ จนน้ำปิงแอบแปลกใจว่าผู้ชายตัวโตท่าทางลุย ๆ คนนี้ทำไมถึงเข้ากับเด็กได้ดีขนาดนี้
สิงห์เปิดประตูรถกระบะสี่ประตูให้น้ำปิงและปันปันขึ้นไปนั่งด้านหน้าอย่างสุภาพ ส่วนนิคกระโดดขึ้นไปนั่งเฝ้าของอยู่ที่หลังกระบะ ทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่ง ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงพูดคุยของสิงห์ที่พยายามชวนคุยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด
“ทางกลับบ้านเรามันสิมีหลุมมีบ่อแน่เด้อครับ ช่วงนี้รถเกี่ยวข้าวแล่นหลายดินมันเลยแตก”(ทางกลับบ้านเรามันก็จะมีหลุมมีอยู่บ่อหน่อยนะครับช่วงนี้รถเกี่ยวข้าววิ่งกันเยอะดินมันเลยแตก)สิงห์บอกพลางบังคับพวงมาลัยอย่างชำนาญ
“ครับ ผมเคยมาตอนเด็ก ๆ จำได้ว่ามันลำบากกว่านี้เยอะเลย” น้ำปิงตอบพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ทุ่งนาสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองรำไร กลิ่นอายของรวงข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยวลอยละล่องเข้ามาในรถผ่านช่องแอร์
“ตอนนี้บ้านเราเจริญขึ้นหลายแล้วครับ บ่คือแต่ก่อน”(ตอนนี้บ้านเรามันเจริญขึ้นเยอะแล้วครับไม่ได้เหมือนแต่ก่อน) สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
น้ำปิงรับฟังคำบอกเล่าของสิงห์ด้วยหัวใจที่เริ่มพองโต ความรู้สึกหวาดระแวงที่ติดตามเขามาจากราชบุรีค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัย สิงห์ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมเขาถึงหอบลูกหนีมาไกลถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มเพียงแต่เล่าเรื่องสนุก ๆ ในหมู่บ้าน เล่าเรื่องรถเกี่ยวข้าวที่เขาภาคภูมิใจ และคอยหยอกล้อกับปันปันไปตลอดทาง
เพราะตลอดระยะทางจากตัวอำเภอเข้าสู่หมู่บ้าน โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของน้ำปิงสั่นครืดคราดไม่หยุดหย่อน เขารู้ดีว่าเป็นฝีมือของใคร แต่เขาเลือกที่จะเมินเฉยและกดปิดเสียงเอาไว้ ความวุ่นวายที่ราชบุรีมันจบลงตั้งแต่วินาทีที่เขาก้าวขึ้นรถทัวร์มาแล้ว ตอนนี้หัวใจของเขามีเพียงลูกชาย และบ้านที่กำลังจะถึงในไม่กี่อึดใจนี้
แววตาที่เคยมองโทรศัพท์ด้วยความหวาดกลัว บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว เขาจะไม่ยอมให้เสียงเหล่านั้นมาทำลายความสงบที่เพิ่งค้นพบเด็ดขาดรถกระบะสี่ประตูคันโตค่อย ๆเคลื่อนผ่านท้องทุ่งกว้าง สีทองของรวงข้าวที่สุกปลั่งสะท้อนรับแสงแดดระยิบระยับ
“ปันปัน...นั่นเห็นบ่ลูก รถสีส้ม ๆ ทางโน้นน่ะ รถเกี่ยวข้าวลุงสิงห์เองเด้อ” สิงห์ใช้นิ้วชี้ไปที่ทุ่งนาด้านหน้าที่มีเครื่องจักรสีส้มสดกำลังทำงานอยู่
“ปันปันอยากขี่ครับหม่ามี้!” เด็กน้อยตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดนั่งไม่ติดเบาะ
สิงห์หัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ
“ได้เลยครับ เดี๋ยวลุงพาไปเกี่ยวข้าวทุกวันเลยดีไหม? เอาให้เป็นเถ้าแก่น้อยไปเลย”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่เรียบง่าย น้ำปิงลอบมองใบหน้าคมเข้มของคนขับรถ สิงห์อาจจะดูเป็นชายหนุ่มสายลุยที่มีนิสัยโผงผางตามสไตล์คนบ้านๆ แต่ความใส่ใจที่แสดงออกมาผ่านคำพูดและท่าทีที่มีต่อเด็กน้อย กลับดูละเอียดอ่อนจนน้ำปิงรู้สึกอุ่นใจ
“ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านอีโซ” ป้ายหมู่บ้านสีขาวปรากฏแก่สายตา
สิงห์ลอบมองใบหน้าด้านข้างของน้ำปิงที่ดูผ่อนคลายขึ้น แม้ดวงตาจะยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่รอยยิ้มจาง ๆ เมื่อเห็นทุ่งนาก็พอจะทำให้คนขับรถอย่างสิงห์รู้สึกใจชื้น
“ฮอดแล้วครับ (ถึงแล้วครับ)” สิงห์เอ่ยพร้อมกับหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่รั้วบ้านปูนสีเทาทรงโมเดิร์นสวยงาม
น้ำปิงมองบ้านตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ภาพจำในอดีตคือบ้านไม้สองชั้นหลังเก่าที่มีใต้ถุนสูง แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นบ้านทันสมัยที่ดูอบอุ่นและโอ่โถงรอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์
“สาวนิด ๆ ! มาแล้วเด้อ!” เสียงนิคตะโกนลั่นรถพร้อมกับกระโดดลงจากเบาะหลังอย่างคล่องแคล่ว
“เอ้อ ๆ ! มากันแล้วบ่!”(“อ้าว ๆ! มากันแล้วเหรอ!)เสียงตะโกนตอบกลับมาจากในบ้าน พร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนที่ยังดูแข็งแรงรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา
“โอ๊ย! หลานยาย!” ยายนิดพุ่งตรงไปที่ประตูรถทันทีที่สิงห์เปิดให้ น้ำปิงอุ้มปันปันลงมา ยายนิดไม่รอช้าคว้าตัวหลานน้อยเข้าไปกอดแล้วหอมฟอดใหญ่ด้วยความรักใคร่
“คือตาฮักแท้ลูกเอ๊ย (ทำไมน่ารักจังลูก)”
“สวัสดีครับคุณยาย” ปันปันพนมมือไหว้พุ่มสวยตามที่แม่สอน เรียกเอารอยยิ้มกว้างจากคนแก่ได้ทันที
“สวัสดีครับอา” น้ำปิงยกมือไหว้ผู้เป็นอาด้วยความซาบซึ้งใจ ดวงตาเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่ปลอดภัย
“จ้ะลูก มา ๆ เข้าบ้านก่อน เดินทางมาเหนื่อย ๆ ทั้งคืน อาเตรียมน้ำเย็น ๆ กับข้าวปลาไว้รอแล้ว” ยายนิดตบไหล่หลานชายเบา ๆ เป็นเชิงปลอบประโลมโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก
สองยายหลานพากันเดินจูงมือเข้าไปในบ้านด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ทิ้งให้ชายหนุ่มสามคนอยู่กับกองสัมภาระ สิงห์ยกกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นพาดบ่าอย่างไม่อิดออด ส่วนนิคก็ช่วยขนของกระจุกกระจิกตามหลังไป
“น้ำปิง เดินนำอ้ายเข้าบ้านไปเลย เดี๋ยวของพวกนี้อ้ายจัดการให้เอง”(น้ำปิง เดินนำพี่เข้าบ้านไปเลย เดี๋ยวของพวกนี้พี่จัดการให้เอง)สิงห์พูดพร้อมกับขยิบตาให้หนึ่งที รอยยิ้มทะเล้นนั่นทำให้น้ำปิงรู้สึกเขินอายขึ้นมานิด ๆ จนต้องก้มหน้าหลบสายตา
“ขอบคุณมากนะครับคุณสิงห์... ลำบากคุณ
จริง ๆ”
“ลำบากอีหยังกันครับ คนกันเองทั้งนั้น บอกแล้วไงว่ายินดีต้อนรับกลับบ้านครับ”
น้ำปิงมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ถือกระเป๋าของเขาเดินเข้าบ้านไป ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่แบกมานานสิบปี ดูเหมือนจะค่อย ๆ เบาบางลงที่นี่... ที่หมู่บ้านอีโซแห่งนี้
ภายในบ้านปูนทรงโมเดิร์นที่อากาศถ่ายเทสะดวก น้ำปิงวางสัมภาระสุดท้ายลงในห้องนอนที่อาสาวจัดเตรียมไว้ให้อย่างดี ห้องนี้สะอาดสะอ้าน มีกลิ่นแดดจาง ๆ จากผ้าปูที่นอนที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ เขาล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นก่อนจะเดินออกมายังโถงกลางบ้าน เห็นภาพที่ชวนให้หัวใจพองโต... สิงห์ กับ นิค กำลังช่วยกันจัดสำรับกับข้าวอยู่ที่โต๊ะไม้อย่างแข็งขัน โดยมีน้องปันปันนั่งจองที่อยู่ข้าง ๆ ยายนิดเรียบร้อยแล้ว
“มาครับอ้ายน้ำปิง นั่งตรงนี้เลย อ้ายสิงห์เขาจองที่ให้แล้ว” นิคเอ่ยแซวพร้อมยิ้มล้อเลียน ทำให้คนถูกแซวอย่างสิงห์ต้องแกล้งทำเป็นยกจานกับข้าววางแรงขึ้นนิด ๆ แก้เขิน
“ปากสว่างนะบ่าวนิค ตักข้าวไปเลยไป” สิงห์หันไปเอ็ดรุ่นน้อง ก่อนจะหันมามองน้ำปิงด้วยสายตาอ่อนโยน
“ทานเยอะ ๆ นะครับ ของอร่อยบ้านเราทั้งนั้น อยู่ที่โน่นคงไม่ได้ทานแบบนี้”
มื้ออาหารดำเนินไปด้วยเสียงหัวเราะ สิงห์คอยตักนั่นตักนี่ให้ปันปันอย่างเอาใจ ทั้งแกงอ่อมซี่โครงหมูและไข่เจียวฟู ๆ จนเด็กน้อยหัวเราะร่วน น้ำปิงมองดูภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ตลอดหลายปีที่ราชบุรี มื้ออาหารคือช่วงเวลาแห่งความตึงเครียด ต้องคอยสังเกตอารมณ์ของสามี แต่ที่นี่... เขาสามารถทานข้าวได้หมดจานโดยไม่รู้สึกขมคอ
“อาครับ... ผมขอบคุณอามาก ๆ เลยนะครับที่ให้ผมกับลูกมาอยู่ที่นี่” น้ำปิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
“ขอบพงขอบพระคุณอะไรกันลูก ที่นี่ก็บ้านเรา พ่อเราเขาก็ห่วงเรามากนะตอนเขายังอยู่ อาดีใจนะที่เรากลับมาอยู่ที่นี่ กลับมาอยู่กับครอบครัวเรานะลูก”
“ครับ”
“...แล้วก็นี่ อ้ายสิงห์เจ้าของรถเกี่ยวข้าวมันมีทั่วตำบล ใครกล้าแกล้งหลานอา ก็ให้อ้ายสิงห์เอารถเกี่ยวไปทับเลย”
สิงห์ถึงกับสำลักน้ำแกงขำ ๆ ก่อนจะรีบเสริม
“โถ่สาวนิดครับ ผมไม่ใช่คนนักเลงขนาดนั้น แต่ถ้าใครทำให้น้ำปิงไม่สบายใจ บอกผมได้เลยนะครับ ผมรับรองว่าหมู่บ้านอีโซจะไม่มีใครกล้ามายุ่งแน่นอน”คำพูดของสิงห์อาจจะฟังดูติดตลก แต่แววตาคมเข้มที่มองน้ำปิงกลับดูจริงจังและหนักแน่นจนคนมองต้องเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง
หลังมื้ออาหาร สิงห์ขอตัวกลับไปดูงานที่ทุ่งนาต่อ แต่ก่อนจะไป เขาเดินเข้ามาหาน้ำปิงที่กำลังช่วยอาล้างจานอยู่ในครัว
“น้ำปิงครับ...”
“ครับคุณสิงห์?”
“เรียกสิงห์เฉย ๆ ก็ได้ครับ ผมไม่ได้มียศมีตำแหน่งอะไร พี่เป็นแค่เถ้าแก่รับจ้างเกี่ยวข้าว” สิงห์ยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเสน่ห์
“คืนนี้ถ้าได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องดังหน่อยไม่ต้องตกใจนะครับ บ้านเรามันเงียบแบบนี้แหละ... พักผ่อนให้เต็มที่นะครับ พรุ่งนี้ถ้าว่าง ผมจะพาปันปันไปดูรถเกี่ยวใกล้ ๆ บ้าน”
“ขอบคุณ... นะพี่สิงห์” น้ำปิงเอ่ยชื่อเขาเป็นครั้งแรก
ชายหนุ่มหน้าเข้มยิ้มรับด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด ก่อนจะเดินผิวปากออกไปที่รถกระบะคู่ใจ ทิ้งให้น้ำปิงยืนอมยิ้มอยู่เพียงลำพัง
เขารู้สึกได้ถึงความหวังที่เริ่มผลิบาน แต่ในขณะที่เขากำลังจะเดินไปหาลูก โทรศัพท์ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ก็สั่นขึ้นอีกครั้ง... หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าที่เขาไม่อยากเห็นที่สุด
[ ธเนศ ]
น้ำปิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกดปุ่ม ปิดเครื่อง อย่างถาวร เขาจะไม่ถอยกลับไปอีกแล้ว... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
#หยอดแล้วหนึ่ง
