บทที่ 4 การเป็นพระเอกเรื่องนี้มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
“ห้ะ!!!”เอริครู้สึกตกใจอย่างแรงจนอ้าปากค้าง 35...แล้วที่เขาบรรยายพี่แกมาตั้งนานตั้งแต่พบกันครั้งแรกก็ชายชรา...ต่อมาก็คุณลุง เออ...แล้วทำไมไม่ทัก!! ก็คนตรงหน้าน่ะ มีหนวดเครายาวปิดหน้า ผมยาวระต้นคอ ถ้าคุณไม่โกนหนวดผมก็เดาอายุไม่ออกหรอก!!
เอ๋...เดี๋ยวนะ เจ้าของร่างก่อนรีโนเวทสภาพหนักกว่านี้นิ แถมดูแก่กว่าด้วย...เออ โอเค เอริคผิดเองต่อไปจะไม่เรียกใครว่าลุงอีกแล้ว ฮึก อายโว้ย!
“ฮ่าๆๆ ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้น ฉันไม่คิดมากหรอก พอดีว่าช่วงนี้ฉันขี้เกียจโกนหนวดนิดหน่อยน่ะ”คนตรงหน้าว่าพลางลูบหนวดตัวเองเล่น
เออพี่ครับ อีกนิดก็สาวเล่นได้แล้วนะครับ ไม่นิดหน่อยครับ เอริคอยากจะยื่นที่โกนหนวดให้พี่แกจริงๆ
“แล้วสรุปผมจะเรียกคุณว่าอะไรดี”
“งั้นนี่ครับคุณมาร์ติน”เอริคยื่นสัญญาให้มาร์ติน สัญญาสำเร็จรูปที่คนตรงหน้าเอามาด้วยเป็นแบบกรอก เอริคติ้กช่องรายปีแล้วก็กรอกรายละเอียดไว้เรียบร้อยพร้อมลายเซ็นของเขาและคุณมาร์ติน มันถูกทำขึ้นมา 2 ฉบับป้องกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตีมึนทำลืมสัญญา
“เรียบร้อยแล้วครับ ร้านนี้เป็นของคุณแล้ว ขอให้ร้านขายดีนะครับ”เมื่อมาร์ตินเตรียมตัวเอริคก็เรียกเขาไว้ก่อน
“เดี๋ยวครับ!!”เอริคหยิบกระดาษที่เขาทำขึ้นมาตอนนั่งรถมาที่นี่ มันคือคูปองส่วนลดค่าอาหาร ถึงสภาพจะดูไม่ทางการเท่าไหร่แต่มันก็มีลายเซ็นเอริคอยู่ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน เอริคยื่นคูปองให้คนตรงหน้า
“คุณช่วยผมเยอะมาก คูปองนี่คุณจะใช้เองหรือชวนเพื่อนมาก็ได้ครับ”
มาร์ตินรับคูปองปึกหนึ่งมา ดูแล้วในปึกมีประมาณ 10 แผ่น เขายิ้มอย่างดีใจก่อนจะตอบว่า “แล้วเจอกันครับ”
เจอกันแปลว่ามาสินะ...เมื่อมาร์ตินออกไปแล้วเอริคก็ยื่นเท้าสะเอวมองภายในร้านอย่างเหนื่อยๆ
“จะตกแต่งแบบไหนดีเนี่ย...”
เอริคคิดว่าเขาจะเจาะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้หญิง เนื่องจากพวกเธอมักจะอัพรูปอาหารลงอินเตอร์เน็ตหรือไม่ก็เช็คอินสถานที่ๆไป นั่นจะเป็นการเรียกลูกค้าได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเขาต้องตกแต่งร้านไปในแนวที่ผู้หญิงชอบด้วย
ที่ดินที่เขาซื้อมามีขนาด 103 ตารางวา ครึ่งหนึ่งเป็นตัวร้านและอีกครึ่งเป็นสนามหญ้าว่างๆไม่มีอะไร ตอนแรกเอริคคิดจะทำที่จอดรถบริเวณสนามหญ้าแต่พอดูดีๆมันจอดรถได้ 7 คันโดยประมาณ ถ้าจะน้อยขนาดนี้ก็อย่าทำเลยดีกว่า เอริคจึงปล่อยไว้ก่อนและมาคิดเรื่องตกแต่งร้าน
ถึงจะบอกว่าเจาะกลุ่มลูกค้าเป็นผู้หญิงแต่เอริคไม่ต้องการให้มันหวานแหวมากไป เพราะถ้าเป็นอย่างงั้นอย่าว่าแต่ผู้ชายเลยผู้หญิงก็ไม่กล้าเข้าร้าน เขาร่างภาพออกแบบคร่าวๆลงกระดาษ เนื่องจากเขาทำเป็นแต่ขนมแต่ทำพวกน้ำดื่มไม่เก่งเท่าไหร่ พูดง่ายๆก็ไม่เคยทำนั่นแหละ แต่ถ้ามีขนมจะไม่มีน้ำไม่ได้ เอริคจึงว่าจะฝึกทำให้ได้ก่อนเปิดร้าน เพราะฉะนั้นเขาจะให้มันเป็นรูปแบบของคาเฟ่
มีโต๊ะเก้าอี้นั่งฝั่งขวาและซ้ายเคาน์เตอร์ตรงกลางพร้อมตู้โชว์ขนมแบบความเย็นตกแต่งแนวน่ารักโทนสบายตา ส่วนหลังเคาน์เตอร์เอริคก็ให้เป็นที่ๆเขาจะแอบแวบไปดูลูกและทำขนมได้อย่างทันท่วงที
ข้างหลังเคาน์เตอร์จะเป็นครัวแต่มันก็กว้างมากพอที่เอริคจะสั่งทำกำแพงกั้นเพื่อทำห้องสำหรับลูกเขาได้ ส่วนหนึ่งเพราะห้องครัวเอริคไม่อยากติดแอร์แต่เขาก็กลัวลูกร้อนเลยทำห้องแยกดีกว่า
ส่วนข้างเคาน์เตอร์เป็นบันไดขึ้นไปชั้นสองซึ่งนั่นจะเป็นห้องนอนของเขา ความจริงมันมีห้อง 2 ห้องใหญ่ๆข้างบน แต่เอริคอยู่คนเดียวอีกห้องเขาเลยว่าจะปล่อยว่างหรือไม่ก็ให้เป็นห้องเก็บของไป
ที่พูดๆมาทั้งหมดเนี่ยแค่ภาพในจินตนาการนะ ตอนนี้พื้นที่มันโล่งไปหมดยังไม่มีโต๊ะเก้าอี้และห้องนอนยังไม่มีแม้แต่เตียง อย่างที่บอกเอริคหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกเพราะกลัวโดนเจอตัวเพราะฉะนั้นเขาคงต้องใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์เขาจึงกดสั่งเตียงขนาด 5 ฟุตไปก่อนอย่างน้อยวันนี้ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนวันอื่นอย่าพึ่งคิด
เอริคนอนกลิ้งไถโทรศัพท์อยู่บนพื้นที่ว่างเปล่า(มันไม่มีเฟอร์นิเจอร์) หลังจากที่เขากดสั่งเตียงไป เขาก็เลือกดูเฟอร์นิเจอร์ในเว็บเดียวกันแล้วกดสั่งโต๊ะและเก้าอี้ในชุดเดียวกันไป 10 ชุดและโต๊ะตัวใหญ่กับโซฟาไปอย่างละ 2 ตัว รวมๆแล้วเอริคหมดไปประมาณ 9 หมื่นเหรียญ ให้ตายเถอะเขาไม่เคยใช้เงินมากขนาดนี้ในวันเดียวเลย
ของตกแต่งไว้พรุ่งนี้ละกัน แค่วันเดียวเงินโดนสูบไปมากขนาดนี้เอริคก็ไม่ไหวเหมือนกัน ของจะมาส่งตอนเย็นเขาเลือกจ่ายแบบเก็บเงินปลายทาง เอริคต้องถือเงินเป็นปึกไปส่งให้พนักงานส่งของแค่เห็นแบบนั้นเอริคก็แทบจะกระอักเลือดตายแล้ว
พอเข้ามาในมิติเอริคก็พบว่าลักษณะของมิติเป็นเหมือนห้องครัวขนาดใหญ่มีตู้เก็บวัตถุดิบมากมายและมีชื่อกำกับตู้เอาไว้บางตู้เป็นตู้เปล่าๆโล่งๆ เอริคสังเกตเห็นตัวหนังสืออธิบายที่ข้างตู้ว่า ‘ของที่เก็บอยู่ในตู้นี้ไม่มีวันเสีย’
พระเจ้าบอกเขาว่าวัตถุดิบที่อยู่ที่นี่มีทั้งของคาวและหวาน นี่มันสวรรค์ของคนรักอาหารชัดๆ ระหว่างที่กำลังดีใจจนยิ้มแก้มปริเอริคสังเกตเห็นถุงกระดาษอยู่ 3-4 ถุงที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างๆมีจดหมายวางอยู่เอริคจึงหยิบขึ้นมาอ่าน
‘โย่ว ข้าพระเจ้าเอง นี่ถือเป็นของแถมนะ มันคือเมล็ดพันธุ์นำเข้าจากสวรรค์ รสชาติของผลไม้ที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์นี้จะรสชาติดีกว่าของบนโลกนิดหน่อย เออ...จริงๆก็ไม่นิด แต่มันจะเป็นประโยชน์มากถ้าจะใช้สร้างตัว อา..ใช่ วัตถุดิบที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดก็เป็นของนำเข้าจากสวรรค์นะ ไม่มีมนุษย์คนไหนได้กินของอร่อยแบบนี้อีกแล้ว จงดีใจซะเถอะ
อาใช่ ข้ามีราสเบอร์รี่ส่งตรงจากนรกมาให้เจ้าด้วยอยู่ตรงตู้ด้านขวา มันเป็นวัตถุดิบชิ้นเดียวที่มาจากนรก ปกติวัตถุดิบจากสวรรค์จะมีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูบาดแผลหรือกินแล้วหายเหนื่อยและกระชุ่มกระชวยแต่วัตถุดิบจากนรก จะมีสรรพคุณแก้พิษและรักษาโรคบางชนิด ข้าจะไม่ห้ามให้เจ้าใช้มันบ่อยๆหรอกนะ แต่ระวังตัวด้วย การมีของดีอยู่กับตัวก็ทำให้มีอันตรายได้เหมือนกัน...ศัตรูของเจ้าของร่างเยอะทีเดียวเลย
แล้วก็ๆ วัตถุดิบในมิตินี้น่ะจะรีเซ็ตทุกวันไม่มีวันหมด จะเอาขนมที่ทำเสร็จแล้วมาไว้ในตู้ก็ได้มันจะไม่เสียแต่จะไม่เพิ่มจำนวนทุกวันเหมือนพวกวัตถุดิบนะ
สุดท้ายแล้วถ้าเดินไปทางซ้ายเจ้าจะเจอพื้นดินว่างเปล่า ถ้าไม่อยากปลูกเมล็ดพันธุ์จากสวรรค์ข้างนอกให้คนสงสัยละก็จะปลูกที่นั่นก็ได้ มิตินี้มีห้องเยอะมากแต่มันจะปรับสภาพตามความคิดของเจ้านะ จะใช้ยังไงก็ระวังด้วย’
หลังจากอ่านข้อความของพระเจ้าเสร็จเอริคก็เดินไปทางตู้ด้านขวาเพื่อดูว่าราสเบอร์รี่จากนรกนี่มันหน้าตาเป็นยังไง แต่สิ่งที่พบกลับเป็นราสเบอร์รี่สีแดงสดจนเหมือนเลือด ซึ่งสีปกติของมันจะเป็นสีชมพูเข้ม แต่เอริคไม่ได้ตกใจเพราะยังไงมันก็นำเข้ามาจากนรก แต่ที่ตลกคงเป็นเพราะมันมาทั้งพวงต่างหากไม่ได้มาเป็นลูก พวงราสเบอร์รี่ที่มีทั้งก้านและใบครบวางอยู่บนจานสีขาว
หลังจากเอริคตรวจสภาพตู้เก็บวัตถุดิบแล้วพบว่าในห้องนี้ไม่ได้มีวัตถุดิบทุกชนิดบนโลก พอเอริคหาอะไรไม่เจอเขาก็นึกภาพสิ่งๆนั้น ตู้ที่ว่างเปล่าก็จะมีวัตถุดิบที่เขาต้องการทันที แต่ตู้ที่ว่างอยู่ก็ไม่ได้ลดลงเลย เป็นห้องครัวนี่ต่างหากที่ใหญ่ขึ้น เอริคมั่นใจว่าในอนาคตเขาอาจจะหลงทางในห้องครัวได้ถ้าไม่ระวังดีๆ ตามที่พระเจ้าพูดไว้เป๊ะ ห้องในมิตินี้จะปรับสภาพตามความคิดของเขา
แต่ที่น่าแปลกก็คือวัตดิบในตู้ทั้งหมดกลับไม่มีผลไม้เลย พอลองนึกภาพส้มดู เอริคก็ไม่พบว่าจะมีตู้ไหนที่มีส้มขึ้นมา หรือว่าพระเจ้าจะกลัวเขาสบายไปจึงให้เมล็ดมาปลูกเองกันนะ ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงนี่ก็ไม่ใช่ของแถมแล้ว เพิ่มภาระต่างหาก นี่มันภาระชัดๆ
ในห้องครัวยังมีประตูมากมายหลายบานอยู่ที่ผนังคาดว่าเปิดไปคงมีห้องมากมาย แต่เอริคเลือกที่จะไปห้องฝั่งซ้ายก่อนตามที่พระเจ้าบอกไว้มันจะมีพื้นดินว่างเปล่าอยู่ เขาหยิบถุงเมล็ดพันธุ์มาด้วย เผื่อลงมือปลูกเลย
เมื่อเปิดประเข้ามาเอริคก็พบกับพื้นดินว่างเปล่าจริงๆ ว่างเปล่าแบบไม่มีอะไรเลยน่ะ เอริคมองถุงเมล็ดพันธุ์ในมือทั้ง 4 ถุง มีทั้ง สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม องุ่น และแอปเปิ้ล มีพืชที่ต้องใช้อากาศเย็นด้วย เอริคลองนึกให้สภาพอากาศมีความเย็น จู่ๆอากาศก็เย็นขึ้นมาทันที แปลว่าปรับสภาพอากาศได้สินะ
ถึงจะบอกว่าพื้นที่นี้ว่างเปล่าแต่เอริคก็เหลือบไปเห็นป้ายไม้ที่ปักอยู่กลางดินไกลๆสายตา เพราะมันเล็กเขาจึงพึ่งสังเกตเห็น เอริคเดินไปอ่านไปป้ายไม้นั่นทันที มันเขียนว่า
‘วิธีปลูกพืชบนโลกมนุษย์ใช้ไม่ได้กับเมล็ดพันธุ์สวรรค์จ้า’
เกิดบรรยากาศเดดแอร์ขึ้นทันทีทันใด...
“...เอ๋”
แล้วตรูจะปลูกพืชยังไง!!!!!!!!!!!!!
เหมือนพระเจ้าจะไม่ต้องการให้เขาสบายเกินไปจริงๆ กลัวชีวิตมันง่ายไปสินะ กลัวเขาไม่เหนื่อยเหรอ!!!
เอริคได้แต่กุมขมับแต่ก็พอจะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้เขาจึงเดินออกจากห้อง ในมิติมีห้องมากมาย เขาจึงซุ่มเลือกห้องๆหนึ่งแล้วเดินเข้าไป แล้วจินตนาการให้ห้องนี้มีหนังสือ จู่ๆห้องที่ว่างเปล่าก็ปรากฏชั้นหนังสือมากมายวางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ การตกแต่งดูเรียบง่ายและสวยงามตามแบบที่เอริคชอบ...มิตินี้รู้ยันรสนิยมเขาเลยเหรอเนี่ย
ในเมื่อเป็นห้องหนังสือที่เขาสร้างขึ้นมาเองจากจินตนาการมันจึงมีแต่หนังสือที่เขาชอบและอยากอ่าน รวมถึงหนังสือวิธีเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์จากสวรรค์ด้วยว่ามันอยู่ตรงไหน มิตินี่เขาควบคุมโดยสมบูรณ์ถึงไม่ได้สำรวจทุกที่ในนี้แต่ก็รู้ทุกซอกทุกมุม เอาเถอะวิธีปลูกเมล็ดพันธุ์จากสวรรค์อาจจะง่ายกว่าก็ได้
“มีของมาส่งครับ!!!!!!!!”
ของมาส่งแล้ว เร็วชะมัด ไม่รู้ว่าเวลาในมิติมันต่างกันหรือเดินเพลินกันแน่ แต่เอริคคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง ถ้าเวลาต่างกันพระเจ้าน่าจะบอกในจดหมายแล้ว หรือไม่เขาก็ต้องกำหนดมันเอง
เอริคแวบออกมาจากมิติก่อนจะตระโกนตอบกลับไปว่า “ครับๆมาแล้วครับ!!”
โชคดีที่บริษัทที่เขาสั่งเฟอร์นิเจอร์มีบริการยกของให้ด้วย ไม่งั้นเอริคไม่อยากคิดเลยว่าตัวเองจะยกเตียงขึ้นชั้น 2 ไหวไหม
“ยกขึ้นไปชั้น 2 เลยครับ ส่วนพวกโต๊ะเก้าอี้ผมจัดเองได้”
พนักงานพยักหน้าก่อนจะพากันแบกเตียงและฟูกขึ้นไปบนชั้น 2 เอริคอุ้มแคนดี้ไว้ในอก ความจริงในมิตินี้คนอื่นจะเข้าไม่ได้ เอริคเคยลองเอาแคนดี้เข้าไปแล้วแต่ไม่สำเร็จ ถึงเขาจะอยากนอนในมิติเพราะน่าจะเป็นส่วนตัวและสะดวกกว่าแต่จะทิ้งแคนดี้ไว้ข้างนอกทั้งคืนได้ยังไง
เมื่อพนักงานจัดวางเตียงได้ถูกใจเอริคแล้วพวกนั้นก็กลับไป เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วล้มตัวหลับเป็นตาย เออ...เอริคไม่ได้ไม่อาบน้ำนะ แต่อาบในมิติแล้วต่างหากเล่า!!
รุ่งเช้าเอริคก็จัดโต๊ะกับเก้าอี้ที่ซื้อมาให้เข้าที่ เหลือแค่ของตกแต่ง เขาเลือกซื้อในแอพราคาถูกและค่าส่งไม่มาก ของในแอพนี้มีตั้งแต่ของมีคุณภาพยันของเกรดต่ำ ถามว่าทำไมเอริคไม่เอามาจากมิติคงต้องบอกว่าถึงเขาจะควบคุมมิติได้ แต่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนห้องในมิติได้ เอริคสามารถทำให้ห้องนั้นกลายเป็นห้องอะไรก็ได้แต่ได้ชนิดเดียว
ยกตัวอย่างง่ายๆก็ห้องครัวก็ต้องมีแต่อาหารกับวัตถุดิบ เอริคจะเสกอย่างอื่นขึ้นมาไม่ได้ ห้องสมุดก็ต้องมีแต่หนังสือ ห้องเพาะปลูกก็ต้องมีแต่พืชผักจะมีอย่างอื่นไม่ได้ พระเจ้าไม่ได้บอกแต่เขาทดลองเสกแล้วถึงรู้เอง ดีที่เขาสามารถทำให้ห้องใหญ่ขึ้นได้ พอเอริคเข้าไปในมิติห้องส่วนกลางคือห้องครัวขนาดใหญ่แยกออกไปเป็นห้องเพาะปลูกและห้องสมุดยังมีห้องว่างๆอีก 6 ห้องที่ยังไม่ได้ทำอะไร
แล้วเอริคจะเสียห้องเปล่าๆไปเพื่อทำเป็นห้องเก็บของตกแต่งทำไม? เขาถึงต้องมานั่งไถดูรีวิวสินค้าในแอพซื้อของราคาถูกว่าอันไหนมีคุณภาพอันไหนหลอกลวง ถึงจะดูไม่ค่อยออกก็เถอะ...
สุดท้ายก็กดซื้อของตกแต่งที่ดูน่ารักๆมา 10 อย่าง พวกรูปภาพหรือแจกัน แล้วก็ตู้โชว์ขนมแบบติดความเย็นด้วยเอริคเลือกให้จัดส่งแบบเร็วที่สุด ของจึงมาส่งตอนบ่ายๆ
โต๊ะที่เอริคสั่งซื้อมาเมื่อวานเป็นโต๊ะไม้ จึงเข้ากันได้ดีกับแจกันสีขาวทรงเหลี่ยมๆที่เขาเจอในแอพ เขามีโต๊ะไม้อย่างละ 5 ชุดทั้งฝั่งซ้ายและขวาและมีโต๊ะใหญ่สำหรับมาเป็นกลุ่มใหญ่ฝั่งละ 1 เอริคจัดกรอบรูปที่มีภาพดอกไม้สีพาสเทลอยู่ข้างในไว้บนผนังซัก 3-4 รูป...เป็นอันเสร็จ!!
แคนดี้ที่นอนมองนู่นมองนี่อยู่ในเปลเมื่อเห็นพ่อกำลังง่วนกับการจัดนู่นจัดนี่อยู่จึงอยากส่งเสียงเรียก “ป้อๆ”
เอริคที่กำลังใช้กำลังภายในยกตู้โชว์ขนมอยู่ถึงกับปล่อยตู้ทับตีน แคนดี้พูดได้แล้ว?? เอริครีบวิ่งไปอุ้มเจ้าตัวเล็กอย่างลืมว่าตัวเองพึ่งโดนตู้ทับตีนมา
“พูดให้พ่อได้ยินอีกรอบสิลูก”
