บทที่ 3 ยากูซ่าไม่ใส่กิโมโน เขาเรียกว่ามาเฟีย
ย้อนกลับก่อนที่จิวซื่อจะออกจากห้อง
จิวซื่อที่ออกไปตระเวนสำรวจบริเวณย่านนี้ทั้งหมดตั้งแต่เที่ยงจรดเย็น จึงกลับมาอย่างเหน็ดเหนื่อยจนแทบจะเลื้อยแทนเดิน
โครก~~
เสียงท้องร้อง...จิวซื่อเด้งตัวลุกจากที่นอนเก่าๆ เขาพึ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงรวมถึงข้าวเย็นด้วย นอกจากหมดแรงแล้วข้าวก็ยังไม่ได้กิน ทำงานหนักขนาดนี้คุณหนูจะมีเงินโบนัสให้ไหมนะ
จิวซื่อเปิดประตูออกจากห้องพัก ยังน้อยก็หาอะไรให้ตกถึงท้องก่อนดีกว่า ระหว่างทางเขาก็กดโทรหาคุณหนูเพื่อรายงานเรื่องที่ไปสืบมา
“ฮัลโหล”เอริน่ารับสายพลางตอบเสียงเนือยๆ ผู้นำตระกูลคาร์สันมีลูกสาวคนเดียว งานของตระกูลทั้งหมดจึงตกมาที่เอริน่า คาร์สันทั้งหมด บริษัทในเครือของตระกูลคาร์สันมีเยอะพอจะทำให้เอริน่าตายเพราะงานได้เลยก็ว่าได้ เธอจึงเหนื่อยมากในตอนเย็นแต่เอริน่าก็มีวินัยพอจะนอนให้ตรงเวลานั่นคือตอน 4 ทุ่ม ไม่ใช่เพราะรักสุขภาพแต่เพราะกลัวร่างกายรับไม่ไหวและทำงานต่อไม่ได้ต่างหาก ก็พ่อของเธอเกษียณตั้งแต่เธอเรียนจบนิ
“ผมสำรวจบริเวณย่านนี้ทั้งหมดแล้วครับมีที่พักเดียวคือหอพักที่ผมพักอยู่ มีทั้งแบบเช่ารายเดือนและรายวัน ผมคิดว่าเอริคน่าจะพักอยู่ที่นี่ แล้วก็คนงานของบริษัทที่เขาทำงานอยู่เริ่มงานตอน 8 โมงทุกคน ผมคิดว่าอีกไม่นานก็ได้ตัวเขา”
“เพื่อไม่ให้พลาด ไปดักเขาตั้งแต่ตี 5 ฉันมีลางสังหรณ์ว่าเขาจะรู้ตัวแล้ว”
เอริน่ามีอำนาจมากพอที่จะจ่ายเงินให้เจ้าของหอพักให้เปิดห้องสำรวจ(ค้น)คนในหอพักทั้งหมด ถึงจะผิดกฎหมายแต่ถ้าเจ้าของพอพักไม่แจ้งตำรวจก็ไม่มีความหมาย แต่ที่ทำไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็คุณธรรมในใจ..แค่กๆ แล้วก็ถ้ามีข่าวลือออกไปว่าเธอใช้อำนาจค้นห้องในหอพักเล็กๆ มันจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาว คนประเทศ A เมื่อพบว่าบริษัทใดทำผิดกฎหมายหรือเรื่องที่ไม่ดีจะพากันแบรนสินค้าของบริษัทนั้นๆจนยอดขายตกฮวบ
“ได้ครับ”จิวซื่อตอบตกลง...พลางคิดในใจว่าเขาต้องในนั่งตบยุงหน้าห้องตั้งแต่ตี 5 เลยเหรอเนี่ย...
เอริคตื่นขึ้นมาในตอนตี 2 มาเปลี่ยนผ้าอ้อมน่ะแล้วหลับต่อแล้วก็ตื่นมาตี 5 อีกทีเพื่อป้อนนมแล้วเขาก็หลับต่ออีก สลับไปแบบนี้จนกระทั่ง 10 โมงเอริคถึงตื่นเต็มตา หากนับๆดูแล้วร่างของเอริคนอนมากที่สุดเท่าที่เจ้าของร่างเคยนอนเลยก็ว่าได้ ถึงจะตื่นเป็นช่วงๆแต่เอริคก็นอนมากกว่าเจ้าของร่างเคยนอนอยู่ดี ร่างกายเขาเลยกระปรี้กระเปร่าสุดๆ
และเขายังกินข้าวมากกว่าที่เจ้าของร่างเคยกินถึง...อาไม่ถึง 2 เท่า แต่ก็มากกว่าเดิมอยู่ดี เอริคไม่บ้าขนาดที่จะยัดอาหารทีเดียวๆเยอะเพื่อเพิ่มน้ำหนักนอกจากไม่ดีต่อสุขภาพแล้ว กระเพาะเล็กๆของเจ้าของร่างยังรับไม่ไหวอีกด้วย เขาจึงใช้วิธีค่อยๆเพิ่มปริมาณอาหารเอา อย่างน้อยตัวเล็กๆบางๆแบบนี้จะได้เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง
เอริคพึ่งรู้ว่ามันมีนวัตกรรมอย่างเป้อุ้มเด็กอยู่ด้วย เขาจะได้ไม่ต้องอุ้มลูกจนแขนล้าแบบเมื่อวาน เออ..เกริ่นมาขนาดนี้ เอริคยังไม่ได้ซื้อหรอก เขารอให้ย้ายไปที่นั่นก่อนถึงจะสั่งของได้ ตอนนี้เอริคต้องหลีกเลี่ยงการออกไปซื้อของเอง เพราะถึงจะเปลี่ยนรูปลักษณ์แล้ว แต่ยังไงก็เสี่ยงถ้ามีคนจำเจ้าของร่างได้อยู่ที...จะว่าไปคุณป้าเจ้าของหอพักก็จำเขาได้ตั้งแต่ครั้งแรกเลยนิ!!
ไม่รู้ว่าจำได้เพราะเขาอุ้มแคนดี้อยู่หรือว่ายังไง แต่ยังไงก็คงต้องระวังตัวหน่อยแล้วล่ะ
เอริคเก็บของเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าของร่างมีของไม่ค่อยเยอะด้วยนั่นแหละ หากจะให้ยกตัวอย่างคงจะเป็นเสื้อผ้าที่มีแค่ 3 ตัวแถมมีรูทุกตัวอีกต่างหากยังดีที่กางเกงไม่ขาดไปด้วย ไม่งั้นเอริคคงไม่กล้าออกจากบ้าน
เอริคแง้มประตูดูว่าข้างนอกมีคนรึเปล่า ปรากฏว่าทางสะดวก เขาใช้แอพแชทสีเขียวส่งข้อความไปบอกเจ้าของหอพักแล้วว่าขอออกก่อนครบเดือน เจ้าของหอพักก็ส่งสติกเกอร์โอเคเรียบร้อยแล้วด้วย เมื่อเห็นว่าทางสะดวกเอริคก็รีบวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็วมือสองข้างอุ้มเด็กทารกแล้วเป้สัมภาระสะพายอยู่ข้างหลัง
ก่อนจะถึงชั้นล่างเอริคสังเกตเห็นคนคุ้นตากำลังยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าทางออก ถึงขอบตาจะคล้ำและใบหน้าดูอิดโรยแต่เอริคจะจำได้อย่างดีว่าเขาคือใคร
นั่นมันจิวซื่อ!!!!!
แย่แล้ว จิวซื่ออาจจะจำเอริคไม่ได้ แต่จำลูกของเขาได้แน่ กะแล้วจิวซื่อคงรู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ อันตรายเกินไป...บางทีเขาน่าจะหาทางออกอื่น
“แอ้ๆ”แคนดี้ร้องออกมาอย่างอารมณดี
แคนดี้ลูกอยู่มาตั้ง 2 บทไม่ร้อง ทำไมมาอารมณ์ดีเอาป่านนี้!!
“นั่นใครน่ะ!!”จิวซื่อหันกลับมาที่บันไดทันทีที่ได้ยินเสียง
ฉิบหายแล้ว วิ่งสิรออะไร!! เอริครีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วแต่คนผอมแห้งแถมยังอุ้มเด็กและสัมภาระอย่างเขาไม่มีทางเร็วไปกว่าจิวซื่อลูกน้องที่ฝึกมาอย่างดีของเอริน่า ไม่นานจิวซื่อวิ่งมาตีคู่กับเอริค เมื่อเห็นว่ายังไงก็ไม่มีทางวิ่งหนีทันเอริคจึงหยุดวิ่ง
“คุณวิ่งตามผมมาทำไมน่ะ เห็นมั้ยลูกผมตกใจหมดแล้ว”เอริคมั่นใจว่าจิวซื่อจำเขาไม่ได้ บางทีเขาอาจจะมีทางรอดไปแบบไม่ต้องเสียแรง
จิวซื่อขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าคนที่เขาวิ่งตามไม่ใช่เอริคแต่เป็นหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งแล้วเด็กที่อุ้มอยู่ก็ใส่ชุดคลุมหูกระต่ายหน้าซุกอกคนตรงหน้าจนเขาไม่เห็นหน้าเด็ก
“แล้วคุณวิ่งหนีผมทำไม”จิวซื่อยังไม่หายเคลือบแครงใจ ถ้าคนตรงหน้าบริสุทธิ์ใจจริงๆจะวิ่งหนีเขาทำไม
“ก็ผมนึกว่าคุณเป็นแก๊งลักพาตัวเด็ก ไม่มีใครใส่แว่นดำกับชุดสูทมาหอพักเล็กๆแบบนี้หรอกครับ ผมแจ้งความคุณข้อหาทำตัวน่าสงสัยได้เลยนะ”ว่าแล้วก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาที่หูทำท่าเหมือนจะโทรแจ้งตำรวจจริงๆ
“ห้ะ! เดี๋ยวๆผมไม่ใช่คนน่าสงสัยนะ ไม่ใช่แก๊งลักพาตัวเด็กด้วย”
“โอเคๆ ผมจะเชื่อคุณก็ได้ แต่ถ้าคุณเป็นแก๊งลักพาตัวเด็กจริงๆคุณไม่รอดแน่ ผมให้เจ้าของหอพักจับตาดูคุณไว้แล้ว”อันนี้เอริคไม่ได้แถ เขาบอกคุณป้าเจ้าของหอพักไว้จริงๆทางแอพสีเขียว แถมคุณป้าก็ดูคล้อยตามเนื่องจากเห็นคนใส่แว่นดำเดินไปเดินมาทั่วหอพักแถมไปยืนดักหน้าทางออกตั้งแต่ตี 5 ราวกับมีคำว่าน่าสงสัยแปะอยู่บนหน้า
จิวซื่อไม่ได้ตอบเขาได้แต่อ้าปากค้างกว่าวิญญาณจะกลับเข้าร่างเอริคก็เดินออกไปไกลแล้ว เมื่อได้สติเขาก็โทรหาคุณหนูทันที
“คุณหนู ผมยืนรอที่หน้าทางออกตั้งแต่ตี 5 แต่ไม่เจอเขาเลยครับ”
“ฉันว่าแล้วว่าเขาต้องไหวตัวทัน ลองไปถามเจ้าของหอพักดูเผื่อมีประวัติเขา”
“เออ...คุณหนูครับผมของถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
“ว่ามา”
“ผมเหมือนแก้งลักพาตัวเด็กเหรอครับ...”
“...”
“...”
“นายเหมือนยากูซ่าไม่ใส่กิโมโน”
หลังจากที่จิวซื่อไปถามเจ้าของหอพักว่ามีคนชื่อเอริคไหม เจ้าของหอพักเมื่อเห็นคนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นแก๊งลักพาตัวเด็กตามที่เอริคแจ้งไว้ให้ระวังตัว เธอก็โกหกหน้าตายไปว่า “ไม่มีค่ะ”
เมื่อตอบว่าไม่มีจิวซื่อก็คาดคั้นอะไรกับเจ้าของหอพักไม่ได้ เขาจึงได้แต่เดินคอตกกลับบ้าน ไม่รู้ว่าเจ้าของหอพักไม่รู้จริงๆหรือแค่โกหกเขาเพื่อช่วยเอริคกันแน่ แต่ที่แน่ๆเอริค..เจ้าหมอนั่นไหวตัวทัน คงหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ทางด้านเอริคที่พอหนีออกมาได้ก็แทบปาดเหงื่อรีบโบกรถนั่งเข้าเมืองทันที ฟังดูเหมือนจิวซื่อเป็นตัวร้ายแต่ใครจะรู้เขานี่แหละตัวร้ายแค่เปลี่ยนมุมมองในการบรรยายเท่านั้นเอง
มาถึงก็ราวๆ 11โมงครึ่งแล้ว เอาเถอะมาถึงก่อนเวลาก็ดีกว่ามาช้า อย่างน้อยก็หนีรอดไปอีกวัน เมื่อเดินมาถึงเอริคก็สังเกตเห็นคุณลุงคนเมื่อวานอยู่ในร้านที่เขาจะซื้อ
“อ้าวมาแล้วเหรอ ฉันพึ่งเก็บของเสร็จเมื่อกี้เอง มาๆเรามาคุยเรื่องสัญญากัน”
คุณลุงลากเอริคมานั่งโต๊ะในร้าน เอริคมองโต๊ะไม้และการตกแต่งในร้านที่เป็นแนวคลาสสิก ความจริงร้านนี้ตกแต่งสวยอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าคุณลุงจะขนโต๊ะไม้และของตกแต่งกลับไปด้วยเขาคงไม่เปลี่ยนอะไรในร้านนี้เลย จริงอยู่ที่เขาไม่ได้ชอบการตกแต่งแนวนี้นักแต่ถ้ามันลดค่าใช้จ่ายมันก็ไม่แย่ใช่มั้ยละ
“ฉันมีข้อเสนอให้เธอสองแบบคือผ่อนจ่าย 3 ปีกับ 4 ปี ถ้า 3 ปีเธอต้องจ่ายให้ฉัน 8 หมื่นกว่าเหรียญต่อเดือนแต่ถ้า 4 ปีก็ 6หมื่นเหรียญกว่าๆ นี่คือกรณีรายเดือนนะ”
เอริคคิดตามที่คุณลุงพูด 8 หมื่นเหรียญกับ 6 หมื่นเหรียญถือว่าหนักหนามากเลยสำหรับเขา ตอนนี้สิ่งที่เอริคต้องจ่ายทั้งหมดคือ 3 ล้านเหรียญถามว่าอีก 1 ล้านเหรียญไปไหน พอดีว่าเขาพึ่งโอนให้คุณลุงไปเมื่อคืน เขาก็ระแวงว่าจะถูกโกงเหมือนกันถ้าเดินทางมาถึงแล้วคุณลุงชิ่งเงินหนีคงมีเครียด
แต่จะดีหน่อยก็ตรงกฎหมายประเทศ A ค่อนข้างแรงเกี่ยวกับการโกงเงินเอริคเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่
“แล้วถ้าเป็นรายปีละครับ”ถึงจ่ายรายปีจะดูเยอะแต่ก็ไม่ต้องเร่งจ่ายเหมือนรายเดือน เพราะช่วงเดือนแรกเอริคมั่นใจว่ารายได้เขาคงไม่ถึงแม้แต่ 6 หมื่นเหรียญ เขาต้องใช้เวลาสะสมลูกค้าประจำสักระยะ
“ถ้าเป็นรายปี 3 ปีคิดง่ายๆก็ปีละล้าน 4 ปีก็ 7 แสนห้าเหรียญ”
“คุณลุงผมขอเป็น 5 ปีได้มั้ย”ถึงจะดูหน้าด้านถ้าขอกันแบบนี้ ใครๆก็อยากได้เงินเร็วๆ แถมยังขายขาดทุนถ้าเจอลูกค้าต่อรองแบบนี้อีกถ้าเป็นเอริคเองคงไม่ยอม แต่เขาจำเป็นต้องทำ ถ้าจ่ายไม่ทันเอริคและผิดสัญญาคงแย่แน่ อย่างที่บอกกฎหมายเรื่องการเงินประเทศ A แรงมาก
เจ้าของร้านถึงจะไม่อยากยอมเท่าไหร่แต่เมื่อเห็นเด็กทารกที่อีกฝ่ายอุ้มอยู่ก็พอเข้าใจ อีกฝ่ายยังมีเด็กคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายคงเยอะ เอาเถอะครั้งนี้จะยอมๆไปก็ได้
ถ้าพี่รู้เข้าคงโกรธเขา เขาเป็นลูกคนเล็กกิจการทุกอย่างตกเป็นของพี่ชาย แต่ถึงอย่างงั้นพี่ชายก็โอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีเขาทุกเดือนชดเชยที่ตัวเขาไม่ได้อะไรเลย พี่ชายบริหารจัดการกิจการทุกอย่างเก่งมาก ชีวิตเขาไม่เคยมีคำว่าขาดทุน ถ้ารู้ว่าน้องชายตัวเองขายร้านในครึ่งราคาคงโดนอบรมไป 3 ชม.
“ได้ กล้าขอฉันก็กล้าให้”เอาเถอะพี่ชายไม่รู้เขาก็ไม่ผิด
“งั้น 5 ปี ผมจ่ายปีละ 6 แสนนะครับ”เอริคยิ้มแก้มปริ แถมจะอยากกราบคุณลุงซักร้อยรอบพร้อมกล่าวสรรเสริญ จะกลัวก็แต่ว่าถ้าทำจริงๆจะโดนหาว่าบ้านี่สิ
“เออ..จะว่าไปแล้ว เลิกเรียกฉันว่าคุณลุงได้มั้ย”
“อา..คุณลุงเอ้ยคุณอยากให้ผมเรียกว่าอะไรเหรอครับ”เอริคพอจะรู้ว่าบางคนก็ไม่ชอบให้เรียกคุณลุงเพราะทำให้ดูแก่
“ฉันพึ่ง 35 เองนะเธอเรียกฉันว่าคุณลุงแล้วเหรอ”
=====================================
