บทที่ 2 แต่แบบนี้มันก็ไม่แย่นักหรอก
จิวซื่อที่ได้รับคำสั่งให้แอบซุ่มใกล้ที่ทำงานของเอริค รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีวี่แววคนซกมกผอมแห้งคนนั้นเลย หรือวันนี้เขาจะไม่มาทำงาน จิวซื่อไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อหรือกลับ แต่รอนานกว่า 3 ชม.แล้ว ยังไงก็ควรโทรไปปรึกษาคุณหนูก่อน
“คุณหนูครับ ไม่มีวี่แววเลยครับ ผมว่าวันนี้เขาคงไม่มาทำงาน”จิวซื่อไม่คิดว่าเจ้านั่นจะไหวตัวทันหรือถ้าทันแล้วยังไง ถ้าเขาไม่มาทำงานก็ไม่มีเงิน คุณหนูเล่าให้ฟังว่าเอริคไม่ค่อยมาโรงเรียนหรือถ้ามาก็มักจะนอนหลับในคาบบ่อยๆ เขาจึงคิดว่าเอริคเป็นคนขี้เกียจสุดๆ
แต่จิวซื่อไม่รู้เลยว่าที่เอริคไม่มาทำงานเพราะไปหาเงินและเหนื่อยจนหลับไปห้องเรียน ถึงคะแนนจะไม่ออกมาดีแต่ก็ผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียดทุกครั้ง
“นายพักในโรงแรมแถวๆนั้นไปก่อนยังไงเอริคก็ต้องไปทำงานที่นั่น ถ้าเขาไม่มาหัวหน้าคนงานต้องไล่เขาออกแน่ ดักซักสองสามวันก็เจอแล้ว”เอริน่ามั่นใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าครั้งนี้ต้องจับเอริคได้ เธอตามตัวเขามานานกว่า 5 เดือนแล้ว พอได้เบาะแสเขาก็ย้ายหนีไปซะทุกที ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือย้ายหนีเป็นธรรมเนียมของคนมีความผิดอยู่แล้วกันแน่
“ครับ คุณหนู”จิวซื่อรับปากเสร็จก็เดินคอตกไปหาที่พัก คุณหนูครับ...ที่นี่มันมีโรงแรมซะที่ไหน อย่างมากก็หอพักขนาดเท่าแมวดิ้นตาย แต่บ่นไปก็ไม่ได้อะไร เขาจึงเดินไปขอพักซักคืนนึงราคาอยู่ใน 150 เหรียญต่อคืนถูกจนจิวซื่อคิดว่าสภาพห้องก็คงพอๆกับเงินที่จ่ายไป นี่ขนาดเป็นห้องพักที่ดีที่สุดแล้วนะ
ทางด้านเอริคนั่งรถออกมานอกตัวเมืองแล้ว การอุ้มเด็กทารกวัย 5 เดือนออกมาตะลอนทัวร์แบบนี้เป็นอะไรที่ลำบากมากแต่เป้ที่สปายหลังมามีทั้งผ้าอ้อมและขวดนม และเอริคพึ่งไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกในห้องน้ำเมื่อกี้ ตอนนี้เอริคต้องประหยัดให้มากที่สุด เงิน 2 ล้านเหรียญอาจจะซื้อร้านเล็กๆในตัวเมืองแบบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
จะให้เอาวัตถุดิบออกมากินก็ใช้เรื่อง วัตถุดิบที่ยังไม่แปรรูปก็ยังไม่ใช่อาหาร ตอนนี้เอริคไม่มีแม้แต่มีดทำครัวด้วยซ้ำ เท้าความก่อนว่าเขาทำได้แค่ขนมหวาน ส่วนอาหารคาวทำได้เท่าคนปกติทั่วไป อย่างเช่นทอดไข่ ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ต้มไข่ เออ...แค่นี้แหละ
ห้ะ..อะไรนะ คนปกติทั่วไปเขาทำได้มากกว่านี้เหรอ เอาน่าอย่าไปสนใจคนปกติเลย
เอริคสอดสายตาไปทั่วไปบริเวณ คนเดินเยอะ มีโรงเรียนและมหาลัยอยู่แถวนี้ อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในเครือตระกูลคาร์สันอยู่ด้วย...นั่นมันบริษัทแม่ของลูกนิ
คงไม่เจอหรอกมั่ง เอริคถือคติว่าที่ๆอันตรายที่สุดคือที่ๆปลอดภัยที่สุด
เอริคนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะเจอกับเอริน่านับว่าแทบจะไม่มี คุณหนูตระกูลใหญ่ยักษ์อย่างเอริน่า ไม่มีทางลงมาซื้อขนมด้วยตัวเอง อย่าว่าแต่เอริน่าเลย ลูกน้องของเธอก็จำสภาพเขาตอนนี้ไม่ได้ เอริครู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง ทำเลทองขนาดนี้ไม่อาจปล่อยมือไปได้ เขาต้องรีบมีเงินมากๆและงานที่มั่นคง ถึงจะมีสิทธิเลี้ยงลูกตามกฎหมายประเทศ A ถ้ามีกฎหมายเอริน่าก็ทำอะไรเขาไม่ได้
พลันสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นป้ายขายร้านอยู่ร้านหนึ่งอยู่ริมถนนพร้อมเบอร์ติดต่อ พอลองมองดูร้านนั้นใหญ่กว่าที่เขาต้องการไปซักหน่อย แถมราคาน่าจะแพง
ต้องบอกก่อนว่าเขาไม่สามารถซื้อร้านราคาเต็มในราคา 2 ล้านเหรียญได้ เพราะยังต้องเหลือเงินไว้ใช้จิปาถะอย่างซื้ออุปกรณ์ และปัจจัย 4 อีกมากมายยังดีที่นมผงยังพอเอาออกมาจากมิติได้เพราะถือเป็นวัตถุดิบเหมือนกัน
“อ้าวคุณ มาติดต่อซื้อร้านเหรอ”ชายชราเดินมาทักเอริคที่ยืนลับล่อๆอยู่แถวร้านประกาศขาย
“ใช่ครับคุณลุง แต่ร้านมันใหญ่น่าจะแพง ผมมีงบไม่เยอะเท่าไหร่”เอริคตอบไปตามตรง
“อะแฮ่ม! ฉันเป็นน้องชายเจ้าของร้าน เขาประกาศขายไว้ตั้งนานแล้วยังไม่มีคนมาซื้อเลยส่งฉันมาทำความสะอาดนี่แหละ พ่อหนุ่มมีงบเท่าไหร่ละ”ถึงมาร์ตินจะไม่ใช่คุณลุง และยังไม่แก่ถึงขั้นเรียกลุงด้วย!! แต่เขาจะตามน้ำไปหน่อยล่ะกัน
“น่ะ..หนึ่งล้านเจ็ดแสนเหรียญครับ”เอริคพูดอย่างเขินๆ เงินเท่านี้มันจะไปพออะไร!! ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของราคาเต็มเลยมั่ง!! ดูจากขนาดร้านคงประมาณ 5 ล้านเหรียญแต่ถ้าจะเจ้าเล่ห์หน่อยจะเพิ่มราคามากกว่านั้นก็ไม่มีใครว่า ใครก็รู้ว่าที่นี่ทำเลทองแค่ไหน
“ที่นี่ราคา 7 ล้านเหรียญแต่จะผ่อนจ่ายก็ได้นะพ่อหนุ่ม หรือถ้าสนใจที่อื่นยังเหลืออีกที่ ที่นี้ฉันเป็นเจ้าของเองแต่ขายไม่ได้ซักทีเพราะทำเลไม่ดีเท่าไหร่”
นั่นไง! แพงจริงด้วย!
“ยังก่อนดีกว่าครับ แหะๆ ผมขอไปดูที่ของของคุณลุงหน่อยได้มั้ย เผื่อผมสนใจ”เอริคยังไม่มีปัญญาจ่ายเงิน 7 ล้านเหรียญตอนนี้ ถ้ากู้กับธนาคารก็ไม่ได้ เพราะเอริคไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่งทั้งยังไม่มีสมบัติซักชิ้น ธนาคารไม่มั่นใจก็กู้ไม่ได้ แถมถ้าตัวเขาเป็นหนี้เมื่อไหร่ สิทธิการเลี้ยงลูกก็เป็นไปได้ยากกว่าเดิม ใครจะปล่อยให้คนมีหนี้เลี้ยงเด็กกัน
เมื่อเอริคตามคุณลุงมาเข้าไปในซอย ลึก...ลึกเข้าไปอีก ยัง ยังไม่ถึง จนต้องเดินเท้าถึง 10 นาทีถึงจะถึงที่หมาย สภาพตัวร้านเป็นร้านขนาดเท่ากับร้านราคา 7 ล้านเหรียญเมื่อกี้ แต่ทำเลนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ฉันเคยเปิดร้านตรงนี้ แต่ไปไม่รอดเพราะไม่มีใครผ่านมาเลย ในที่ๆมีทั้งโรงเรียน มหาลัยและบริษัท ทุกคนต่างรีบร้อนกันทั้งนั้น คงไม่มีใครแวะเข้ามาในซอยลึกๆนี่หรอก นอกจากทำมาหากินไม่ได้แล้ว ยังไม่มีใครติดต่อขอซื้อซักคน”
“ไม่เป็นไรครับคุณลุง ผมขอทราบราคาหน่อยได้มั้ย”เอริคคิดว่าเขาพอมีวิธีเรียกลูกค้าอยู่ เคยมีร้านอาหารที่ทำอาหารอร่อยมากขนาดร้านอยู่ลึกและยังเป็นซอยทุรกันดารยังมีคนเต็มร้านได้ทุกวี่ทุกวัน
“ความจริงต้นทุนร้านนี้อยู่ที่ 8 ล้านเหรียญทั้งที่ดิน ตกแต่งร้าน แต่เพราะทำเลแบบนี้ถ้าขายราคานั้น ชาตินี้คงขายไม่ออก ขาย 4 ล้านเหรียญพอไหวไหมพ่อหนุ่ม ผ่อนจ่ายได้นะ”
“ตกลงครับ”เอริคแทบจะลงไปกราบตีนคุณลุง จาก 8 ล้านเหลือ 4 ล้านเหรียญ คุณลุงขาดทุนตั้ง 4 ล้านไม่ใช่เหรอ!! นอกจากตัวร้านยังมีที่เหลือจะทำเป็นที่จอดรถก็ได้หรือต่อเติมร้านเพิ่มก็ดี
“คุณลุงแบบนี้จะดีเหรอครับ คุณขาดทุนเยอะมากเลย”เอริคก็ดีใจอยู่หรอกที่ได้ราคาดีๆ แต่อีกใจนึงถ้าเขาขาดทุนขนาดนั้นคงเจ็บใจน่าดู
“ฉันค่อนข้างมีฐานะดีไม่ลำบากหรอก ที่จริงแล้วร้านอาหารนี่ฉันเปิดเพื่อลองฝีมือ ถ้าทำเลแย่ขนาดนี้แต่ถ้าขายได้ดีก็แปลว่าฉันเก่งใช่มั้ยละ ฮ่าๆๆ แต่สรุปว่าไม่เก่ง...เออ อย่าพูดถึงมันเลย”ลุงว่าพลางหันไปหยิบผ้ามาซับน้ำตา
เอาเถอะ เขาก็กลัวๆเหมือนกันว่ามันจะขายไม่ได้ พื้นที่ๆเขาอยู่คนเยอะก็จริงแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวไม่มีคนที่อารมณ์สุนทรีย์พอจะเดินมาเจอร้านนี้ง่ายๆ ยกเว้นหลังเลิกเรียนหรือเลิกงานอะนะถึงจะพอมีลุ้นบ้าง แต่เขาก็มีวิธีเรียกลูกค้าในแบบของเขา
“วันนี้ฉันถูกพี่ชายใช้มาทำความสะอาดไม่คิดว่าจะขายร้านได้เลยไม่ได้หยิบสัญญามา พรุ่งนี้มาเจอกันตอนเที่ยงได้มั้ย จะได้คุยกันด้วยว่าจะผ่อนจ่ายเดือนละเท่าไหร่”
เอริคตอบตกลงในทันที เอาเถอะยังไงก็ลาออกแล้ว เขาว่างทุกเวลา ก่อนกลับเขาก็แวะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและไส้กรอกจากร้านสะดวกซื้อไปด้วย อย่ามองแบบนั้นเจ้าของร่างกินน้อยกว่านี้อีก อ้างอิงจากความทรงจำเขากินแค่ลูกชิ้น 2 ไม้เป็นข้าวเย็น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไส้กรอกเป็นอาหารหรูที่สุดที่ตกถึงท้องเจ้าของร่างแล้วล่ะมั่ง
เขาเป็นชายโสดที่ทำอาหารคาวไม่เป็นเลยอ่ะนะ เพราะปกติคนที่ทำให้จะเป็นแม่บ้าน ชีวิตเก่าเขาเป็นคนฐานะดี พ่อแม่ตายทิ้งสมบัติไว้ให้มีกินมีใช้อย่างสุขสบายไปจนจบมหาวิทยาลัยค่าเทอมแพงหูฉี่
เพราะฉะนั้นสกิลทำอาหารอย่างการทอดไข่ ต้มไข่ และต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงได้มาตอนไปเข้าค่ายกับเพื่อนเท่านั้น คุณอย่าดูถูกผมนะ อย่างน้อยผมก็เปิดแก๊สเป็นแล้วก็รู้ว่าต้มไข่กี่นาทีไข่จะสุก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่น้ำเท่าไหร่จะไม่จืด...โอเคไม่พูดก็ได้ เขิน…
เอริคนั่งรถกลับมาถึงที่พักก็ตอนเย็นแล้ว วันนี้เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดอีกทั้งยังกระเตงลูกไปเข้าไปในเมืองอีก แขนที่อุ้มลูกตลอดเวลาโดยไม่วางก็เริ่มจะล้า แต่ยังไม่ทันจะเข้าห้องก็สดุดกับคนคุ้นตาที่พึ่งเปิดประตูออกมาจากห้องพักห้องหนึ่งใกล้ห้องของเขา
นั่นมันจิวซื่อ!!! ลูกน้องคนสนิทของเอริน่า...หรือว่าเธอรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ เอริครู้สึกเคว้งไม่รู้จะทำยังไงต่อ เขาอุ้มลูกหลบอยู่หลังกำแพงทันที ดีที่เขาไม่ตัวเหม็นแล้วแถมหน้าตาไม่หน้ากลัวเหมือนแต่ก่อน แคนดี้เลยไม่ร้องไห้งอแงเมื่อเขาอุ้ม
เอริครอจนจิวซื่อออกจากห้องพักและเดินลับตาเขาไปถึงจะยอมเข้าห้อง หลังจากเข้าห้องเอริคก็รีบกินข้าว แล้วมานั่งคิดวิเคราะห์สถานการณ์
มีความเป็นไปได้ว่าเอริน่าอาจจะไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่แต่ให้จิวซื่อมาสังเกตการณ์ไว้หรือไม่ก็รู้แล้วรอจับเขาอยู่ที่นี่ ไม่ว่ายังไงทั้งจิวซื่อและเอริน่าไม่มีสิทธิบุกเข้ามาที่ห้องพักของเขาเพราะเข้าข่ายบุกรุก เธอไม่มีทางให้ชื่อเสียงของเธอป่นปี้เพราะบุกรุกเข้าห้องผู้ชายซกหมกคนหนึ่งแน่
ถือว่าไปตายเอาดาบหน้า พรุ่งนี้ทำสัญญาเสร็จก็อยู่มันที่นั่นเลย เอริคได้ถามคุณลุงมาแล้วว่าระบบน้ำหรือไฟตัดไปรึยัง เขาต้องทำอะไรมั้ย ปรากฏว่าคุณลุงพึ่งปิดกิจการไปได้เดือนเดียวระบบทุกอย่างยังอยู่ดี ร้านที่ตกแต่งแนวคลาสสิกสีโทนไม้ๆออกจะไม่ใช่แนวเอริคซักเท่าไหร่เขาจึงว่าจะเปลี่ยนการตกแต่งร้านใหม่หมด ถึงจะเสียเงินมากหน่อยแต่เขาถือว่าคุ้มค่าแล้ว
อยู่ที่นี่อันตรายเกินไป พูดก็พูดเถอะตอนนี้เอริคถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ทำผิดกฎหมายคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เอริน่าไม่ผิดที่คิดจะตามจับเขา เขานั่นแหละผิดที่คิดจะหนีเธอ แต่ด้วยความหวังสุดท้ายของเจ้าของร่างคืออยากเลี้ยงลูกให้ครบ 1 ปี เขาก็จะทำตามให้ได้ แม้มันจะผิดก็ตาม
“เอริน่า คาร์สัน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะจับผมได้รึเปล่า คุณที่มีอำนาจทุกอย่างกับผมที่ไม่มีอะไรเลย”
ถ้าพูดกันตามตรงเอริคนับว่าเป็นแค่คนมาอาศัยร่าง เขาไม่ใช่พ่อแท้ๆของแคนดี้ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นตอนปกติเขาคงยินดียื่นลูกคืนให้เอริน่าและใช้ชีวิตตามปกติของตัวเองไปพร้อมมิติพิเศษที่พระเจ้ามอบให้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่เมื่อเขาเข้าร่างเอริคทั้งความทรงจำ ความผูกพัน ความรู้สึกดันเข้ามาด้วยนี่สิที่น่าลำบากใจ
สัญชาติญาณความเป็นพ่อผุดเข้ามาเฉย ถ้าไม่มีความรู้สึกของเจ้าของร่างก็คงไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนขนาดนี้...เอริคเหลือบมองเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่บนเปลแล้วเอื้อมมือไปลูบหัว
“แต่แบบนี้มันก็ไม่แย่นักหรอก”ว่าแล้วเขาก็ล้มตัวนอนหลับตามเจ้าตัวเล็กไป
ตี้ดๆๆ
เสียงโทรศัพท์เครื่องเก่าดังขึ้น เอริคเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ที่เน่าเหมือนพึ่งผ่านสงครามโลกมา พอดูที่หน้าจอปรากฏชื่อหัวหน้าคนงาน...
“ว่าไงครับหัวหน้า---”
“เอริคคคคคคคคคคคคคคค ทำไมนายถึงลาออกล่ะ มีเหตุผลอะไร ย้ายบ้านเหรอ หรือเจ้าหนี้ตามทวง หรือๆนายไปเหยียบตีนคนใหญ่คนโตเข้า!”
เอริคเกาหัวไม่รู้จะตอบยังไง ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นหนี้ได้ล่ะมั่งก็เพราะพึ่งติดต่อซื้อร้านไป เจ้าหนี้ยังไม่ได้ทวงหรอก แต่เรื่องไปเหยียบตีนคนใหญ่คนโตนี่เข้าข่ายเพราะไปขโมยลูกสาวเขามา “จริงๆก็ไปเหยียบตีนคนใหญ่คนโตมาจริงๆนั่นแหละครับ”
“จริงๆด้วยสินะ วันนี้มีคนถามหาที่อยู่นายด้วย นายรู้จักเอริน่า คาร์สันคนนั้นรึเปล่า”
รู้จักครับไปนอนกับเขาจนได้ลูกมาสอง... “รู้จักครับ คนใหญ่คนโตขนาดนั้น”
หัวหน้างานเริ่มถามต่อ“แล้วนายไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจจนต้องตามล่าขนาดนั้นล่ะ”
“เรื่องนี้มันยาวน่ะครับหัวหน้า แถมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่บอกใครไม่ได้ด้วย”
“อา...โอเครๆฉันเข้าใจ ยังไงถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็มาหาฉันได้นะ แล้วก็พาหนูแคนดี้มาด้วยนะ”หัวหน้างานพยักหน้ากับตัวเอง ถ้าไปให้คนใหญ่คนโตขนาดนั้นไม่พอใจก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ในการย้ายที่ทำงานและที่อยู่ ส่วนสาเหตุคงเป็นเรื่องที่บอกไม่ได้
“ขอบคุณครับหัวหน้า ไว้ผมจะพาแคนดี้ไปหาบ่อยๆนะครับ”
เอริคมองออกไปที่นอกหน้าต่าง...วันนี้ยังไงก็ต้องไม่ออกไปไหนจนกว่าจะเช้า…
===================================
