ตอนที่ 4. วางแผนการหนีจุดจบ
เจเจก้าวเท้ายาว ๆ เดินจ้ำสาวเท้าออกมาจากเรือนใหญ่ด้วยความรวดเร็ว บรรยากาศยามค่ำคืนของจวนตระกูลเจียงที่ควรจะเงียบสงบและร่มรื่น กลับดูวังเวงและน่าอึดอัดใจสำหรับนางในเวลานี้ ลมหนาวพัดกรูเกรียวผ่านกิ่งไม้แห้ง ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากโชคชะตา
เสี่ยวเถาสาวใช้ร่างเล็กต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังมาติด ๆ พร้อมกับหอบหายใจแฮก พยายามประคองโคมไฟในมือไม่ให้ดับ
"คะ... คุณหนู รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ! ท่านเดินเร็วยิ่งกว่าม้าศึกเสียอีก"
เจเจไม่สนใจเสียงเรียก นางยังคงมุ่งหน้าสู่เรือนท้ายน้ำซึ่งเป็นที่พำนักของตน สมองแล่นเร็วรี่ประมวลผลสถานการณ์วิกฤตที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ราวกับคอมพิวเตอร์ที่กำลังโอเว่อร์โหลดจนควันขึ้น
สิบห้าวัน... สิบห้าวันเท่านั้น
ทันทีที่เท้าก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอน เจเจก็หันขวับกลับมาสั่งเสียงเข้มจนเสี่ยวเถาสะดุ้ง
“ปิดประตู ลงดานให้แน่นหนา ห้ามใครเข้ามาเด็ดขาด”
เสี่ยวเถารีบวางโคมไฟแล้ววิ่งไปลงกลอนประตูด้วยมือไม้สั่นเทา ก่อนจะหันกลับมามองเจ้านายด้วยแววตาตื่นตระหนก “คะ... คุณหนู จะให้บ่าวเตรียมน้ำอุ่นหรือเจ้าคะ หรือคุณหนูอยากจะพักผ่อน”
“พักผ่อนกับผีน่ะสิ” เจเจสวนกลับทันควัน นางเดินวนไปวนมากลางห้องราวกับหนูติดจั่น
“ฉันจะเอาอะไรไปทัน แค่คิดบทก็หมดเวลาแล้ว พรีโปรดักชันก็ยังไม่เริ่ม แคสติงก็ยังไม่ได้ทำ นี่มันหายนะชัด ๆ”
เสี่ยวเถาเบิกตากว้าง มองดูคุณหนูของตนที่จู่ ๆ ก็พูดภาษาประหลาดที่ฟังไม่รู้เรื่องอีกแล้ว นางค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“คุณหนู... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ บ่าวไม่เข้าใจ ท่านควรจะดีใจมิใช่หรือเจ้าคะ ที่นายท่านหาฤกษ์แต่งงานให้เร็วปานนี้ คุณชายหลินเองก็รูปงาม เป็นบัณฑิตอนาคตไกล สตรีทั่วเมืองหลวงต่างอิจฉาท่านกันทั้งนั้น”
เจเจหยุดเดินกะทันหัน หันมาจ้องหน้าสาวใช้เขม็ง
“หยุดพูดชื่อไอ้หมอนั่นเดี๋ยวนี้!” นางยกมือห้าม
“เสี่ยวเถา เจ้าฟังข้าให้ดีนะ งานแต่งครั้งนี้มันไม่ใช่งานมงคล แต่มันคือลานประหาร เจ้าลองใช้สมองอันน้อยนิดของเจ้าคิดดูสิ ทำไมแม่เลี้ยงกับเจียงโหรวถึงได้กระดี๊กระด๊าอยากให้ข้าแต่งออกไปนัก ทั้งที่ปกติสองแม่ลูกนั่นเกลียดข้าจะตาย แถมยังหวงสมบัติยิ่งกว่าจงอางหวงไข่”
เสี่ยวเถาเอียงคอครุ่นคิด คิ้วขมวดมุ่น “เอ่อ... คงเพราะฮูหยินอยากให้คุณหนูมีความสุข แล้วก็อยากให้คุณหนูเป็นฝั่งเป็นฝากระมังเจ้าคะ?”
เจเจกลอกตามองบนให้กับความโลกสวยของสาวใช้จนตาแทบกลับ “โอ๊ย! นังหนูเอ๊ย เจ้านี่มันซื่อจนบื้อจริง ๆ ที่พวกนางอยากให้ข้าแต่งเร็ว ๆ เพราะพวกนางต้องการสินเดิมของแม่ข้าต่างหากเล่า”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจเสี่ยวเถา สาวใช้นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ สินเดิมของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับนั้นมีมูลค่ามหาศาล ทั้งที่ดินทำเลทองในเมืองหลวง ร้านค้าเครื่องหอมที่ทำกำไรมหาศาล และเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าอีกนับไม่ถ้วน ตามกฎหมายแคว้นต้าหมิง ทรัพย์สินเหล่านี้ต้องตกเป็นของบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกเท่านั้น
“ทะ... ท่านหมายความว่า” เสี่ยวเถาเสียงสั่น
“พวกนางวางแผนจะฮุบสินเดิมหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่แค่ฮุบ” เจเจแสยะยิ้มเย็นยะเยือก
“แต่พวกนางต้องการให้ข้าแต่งออกไปพร้อมสินเดิม แล้วพอข้าตาย หรือเกิดอะไรขึ้น ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะตกเป็นของสามีข้า ซึ่งก็คือหลินจื่ออัน และเจียงโหรวที่รอเสียบต่อก็จะสบายไปทั้งชาติ”
เจเจเดินไปที่หีบใส่เสื้อผ้าใบเก่าที่มุมห้อง กระชากฝาเปิดออกแล้วรื้อค้นข้าวของด้านในอย่างบ้าคลั่ง นางหยิบเสื้อตัวในสีขาวตัวหนึ่งที่ดูเก่าเก็บออกมา สะบัดมันกางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วคว้าแท่งถ่านเขียนคิ้วขึ้นมา
“คุณหนูฉีกเสื้อทำไมเจ้าคะ” เสี่ยวเถาร้องเสียงหลง
“ช่างมัน เสื้อผ้าหาใหม่ได้ แต่ชีวิตหาใหม่ไม่ได้” เจเจไม่สนใจ นางเริ่มขีดเขียนแผนผังความสัมพันธ์และไทม์ไลน์ลงบนผ้าสีขาวราวกับแม่ทัพที่กำลังวางแผนยุทธการรบ ผงถ่านสีดำติดเปรอะเปื้อนเนื้อผ้า แต่กลับทำให้ตัวอักษรดูขลังและน่าเกรงขาม
เป้าหมาย: ยกเลิกงานแต่งและรักษาชีวิตรอด
อุปสรรค: พ่อ (กลัวเสียหน้า) แม่เลี้ยง (โลภ) เจียงโหรว (ตอแหล/อยากได้ผัวพี่) หลินจื่ออัน (แมงดา/ฆาตกร)
เวลาที่เหลือ: 15 วัน
เจเจถอยหลังออกมามองผลงานบนผืนผ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สมองเริ่มจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นไปได้
“ทางเลือกที่หนึ่ง: หนี” นางพูดกับตัวเองพลางขีดเส้นโยง
“ถ้าข้าหนีแล้วข้าจะไปไหนได้ เงินสดก็ไม่มีติดตัว ใบผ่านทางก็ไม่มี แถมโลกข้างนอกนั่นอันตรายจะตายชัก เกิดไปเจอโจรป่าฆ่าหมกป่าก็จบเห่ หรือถ้าถูกจับได้ พ่อคงสั่งโบยข้าจนตายแล้วมัดใส่เกี้ยวส่งไปบ้านตระกูลหลินอยู่ดี ทางเลือกนี้: ตาย”
“ทางเลือกที่สอง: ยอมแต่ง” นางขีดเส้นอีกเส้น
“ก็เท่ากับเดินเข้าปากเสือ รอวันโดนวางยาพิษ แล้วให้พวกมันเสวยสุขบนกองเงินของแม่ข้า ทางเลือกนี้: ตายอนาถกว่าเดิม”
เสี่ยวเถามองดูเจเจที่เดี๋ยวก็พึมพำ เดี๋ยวก็ทำท่าทางฟึดฟัด เดี๋ยวก็ขีดฆ่าตัวหนังสือบนผ้าด้วยความหวาดกลัว “คุณหนู... บ่าวว่าคุณหนูโดนผีเข้าสิงแน่ ๆ บ่าวจะไปตามหมอผีนะเจ้าคะ”
เจเจหันขวับมามองสาวใช้ แววตาที่เคยสับสนเริ่มเปลี่ยนเป็นประกายมุ่งมั่น ราวกับผู้กำกับที่เพิ่งคิดฉากจบระดับมาสเตอร์พีซได้
“ไม่ต้องตามหมอผี แต่ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าเตรียมฉาก”
“ตะ... เตรียมฉาก?”
“ใช่” เจเจแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มแบบนางมารร้ายที่นางเคยฝึกหน้ากระจกมาเป็นพันครั้ง แต่วันนี้มันดูน่าขนลุกกว่าทุกครั้ง
“ในเมื่อพวกมันอยากเล่นละครบท 'ครอบครัวสุขสันต์' กับ 'คู่กิ่งทองใบหยก' นัก ข้าก็จะจัดให้ แต่ข้าจะไม่เล่นเป็นนางเอกแสนดีที่ยอมให้พวกมันโขกสับอีกต่อไป”
เจเจเดินเข้าไปจับไหล่เสี่ยวเถา บีบแน่นจนสาวใช้หน้าเหยเก
“เสี่ยวเถา ในเมื่อข้าขอถอนหมั้นเองไม่ได้ เพราะท่านพ่อจะหาว่าข้าบ้า งั้นข้าก็ต้องทำให้ฝ่ายชายเป็นคนขอถอนหมั้นเอง”
“ทำอย่างไรหรือเจ้าคะ? คุณชายหลินดูจะรักคุณหนูมากนะเจ้าคะ”
“รักเงินข้าน่ะสิ” เจเจแค่นเสียงหัวเราะ
“คนอย่างหลินจื่ออัน หลงตัวเอง รักหน้าตา และเกลียดความอับอายที่สุด ถ้าข้าทำตัวให้ 'เสื่อม' จนถึงที่สุด ถ้าข้าทำลายภาพลักษณ์สตรีผู้เพียบพร้อมที่เขาหวังจะใช้เชิดหน้าชูตา เจ้าคิดว่าเขาจะยังอยากแต่งกับข้าอีกไหม?”
เสี่ยวเถาเริ่มเข้าใจราง ๆ แต่ก็ยังกังวล “แต่คุณหนูเจ้าคะ ชื่อเสียงของท่าน หากท่านทำเช่นนั้น ท่านอาจจะขายไม่ออกไปตลอดชีวิตนะเจ้าคะ”
“ชื่อเสียงกินไม่ได้ แต่เงินกินได้ และที่สำคัญ ชีวิตข้าสำคัญกว่า” เจเจประกาศกร้าว นางหันกลับไปมองข้อความบนผ้า แล้วใช้มือลบคำว่า 'หนี' ออก เหลือไว้เพียงคำว่า 'สู้'
“มาเริ่มกันเลยดีกว่า” เจเจถลกแขนเสื้อขึ้น “เสี่ยวเถา ไปเปิดหีบเสื้อผ้าใบนั้น ใบที่ข้ายัดเสื้อผ้าเก่า ๆ ทิ้งไว้”
สองนายบ่าวช่วยกันลากหีบไม้ใบเก่าออกมาจากมุมห้อง ฝุ่นคลุ้งกระจายจนต้องไอแค่ก ๆ เมื่อเปิดฝาหีบออก กลิ่นอับชื้นก็ลอยออกมาเตะจมูก ข้างในเต็มไปด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดและลวดลายล้าสมัยที่เจียงรั่วอีคนเดิมเคยซื้อมาแต่ไม่กล้าใส่
เจเจหยิบชุดกระโปรงสีเขียวสะท้อนแสงปักลายดอกโบตั๋นสีแดงสดออกมาทาบตัว สีของมันตัดกันอย่างรุนแรงจนคนมองแทบจะปวดตา
“อืม... สีเขียวมะนาวตัดกับแดงเลือดหมู ช่างเป็นคู่สีที่... วินาศสันตะโรดีแท้” เจเจพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เสี่ยวเถา เจ้าว่าชุดนี้เป็นอย่างไร?”
เสี่ยวเถาทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนยาขม “คุณหนูบ่าวว่ามันดู เอ่อ... แสบตาไปหน่อยนะเจ้าคะ มันดูเหมือน... นกแก้วป่วย”
“นั่นแหละที่ข้าต้องการ!” เจเจหัวเราะร่า แล้วโยนชุดนั้นไปที่เตียง นางรื้อค้นต่อไป หยิบปิ่นปักผมทองเหลืองอันเบ้อเริ่มเทิ่มที่มีตุ้งติ้งห้อยระย้ายาวเฟื้อยออกมา
“แล้วอันนี้ล่ะ? ถ้าข้าปักสักสิบอันบนหัว เดินทีคงเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเหมือนวัวเทียมเกวียน”
“คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวเถาเริ่มน้ำตาคลอเบ้า
“ท่านเอาจริงหรือเจ้าคะ นายท่านต้องโกรธมากแน่ ๆ”
“โกรธสิดี ยิ่งโกรธยิ่งไล่ข้าออกจากตระกูลเร็วขึ้น ข้ายิ่งชอบ” เจเจตอบอย่างไม่ยี่หระ นางเลือกหยิบเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ดู ‘ไร้รสนิยม’ ที่สุดเท่าที่จะหาได้มากองรวมกัน ราวกับสไตล์ลิสต์ที่กำลังเตรียมชุดสำหรับธีม ‘แฟชั่นหลุดโลก’
“พรุ่งนี้เราจะเริ่มเปิดกล้องฉากแรกกัน” เจเจสั่งเสียงเฉียบขาด พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูบานเย็นขึ้นมาโบกเล่น
“เราจะแต่งตัวไปเดินตลาด ไปร้านเครื่องประดับ ไปโรงน้ำชา ให้ชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ดว่า ว่าที่เจ้าสาวตระกูลเจียงสติเฟื่องไปแล้ว”
เสี่ยวเถาอ้าปากค้าง มองดูคุณหนูของตนที่กำลังสนุกสนานกับการจับคู่เสื้อผ้าวิปลาสเหล่านั้น นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจียงรั่วอีคนเดิม แต่เจียงรั่วอีคนใหม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ ดูน่ากลัว บ้าบิ่นแต่ก็น่าเลื่อมใสในเวลาเดียวกัน
เจเจหันกลับไปมองกระจกทองเหลืองบานใหญ่ เงาสะท้อนในนั้นคือหญิงสาวหน้าตาสวยเฉี่ยวที่มีแววตานักสู้ นางหยิบปิ่นปักผมอันใหญ่ยักษ์มาทัดหู ลองโพสท่าฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ ซึ่งผิดหลักกุลสตรีอย่างร้ายแรง
"เอาล่ะ เจเจ... ถึงเวลา Show Time แล้ว ทำให้โลกใบนี้รู้ว่า ตัวร้ายเกรดบีอย่างเธอ ก็มีวิธีเอาคืนที่แสบสันไม่แพ้ใคร เตรียมตัวรับมือความวินาศสันตะโรได้เลย คุณชายหลิน"
