ตอนที่ 5. แฟชั่นนิสต้าหลุดโลก
ณ หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเจียง บ่าวไพร่ชายหญิงต่างมายืนเข้าแถวรอส่งนายท่านออกไปทำงานตามปกติด้วยความสงบเรียบร้อย เสนาบดีเจียงในชุดขุนนางเต็มยศยืนยืดอกด้วยมาดผู้นำตระกูลที่เปี่ยมไปด้วยบารมี เขาพยักหน้าให้พ่อบ้านเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาตให้เปิดประตูเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งและโลหะกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง ถี่รัวราวกับมีใครกำลังเขย่าระฆังไล่ควาย ดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง ทุกคนต่างหันขวับไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเสนาบดีเจียงถึงกับตาเหลือกลาน ลมหายใจสะดุดกึกเหมือนมีใครมากระชากวิญญาณออกจากร่าง
ร่างระหงของคุณหนูรองเจียงรั่วอี ก้าวเดินออกมาด้วยท่วงท่ามั่นใจเกินร้อย ราวกับนางแบบระดับโลกที่กำลังเฉิดฉายอยู่บนรันเวย์ปารีสแฟชั่นวีก แต่สิ่งที่ทำลายประสาทสัมผัสการมองเห็นของทุกคน คือเครื่องแต่งกายที่นางสวมใส่
ชุดกระโปรงผ้าไหมสีเขียวมะนาวสะท้อนแสง ตัดกับเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงเลือดหมูฉูดฉาด เป็นคู่สีที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนใครเห็นก็ต้องร้องขอชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น บนศีรษะของนางยังปักปิ่นทองเหลืองอันใหญ่ยักษ์นับสิบอัน ที่ห้อยระย้าตุ้งติ้งยาวลงมาถึงไหล่ ทุกย่างก้าวที่เดินจึงเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับศาลเจ้าเคลื่อนที่
"ทะ... ท่านพ่อ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"
เจเจฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ โบกไม้โบกมือทักทายบิดาด้วยจริตจะก้านที่ดู 'เยอะ' เกินมนุษย์ปกติ นางจงใจหมุนตัวหนึ่งรอบเพื่อให้ชายกระโปรงสีเขียวมะนาวบานออก สะบัดพลิ้วตัดกับสีแดงของเสื้อคลุม สร้างความวินาศสันตะโรทางสายตาให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
เสนาบดีเจียงยกมือกุมหน้าอก สีหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม "รั่วอี! นี่เจ้า... เจ้าแต่งตัวบ้าบออะไรของเจ้า เจ้าจะไปเล่นงิ้วที่ไหน"
เจเจแสร้งทำหน้ามุ่ย เอียงคอเล็กน้อยจนปิ่นปักผมตีกันเสียงดังเกรียวกราว
"โธ่ ท่านพ่อเจ้าคะ นี่คือแฟชั่นล่าสุดที่ลูกเพิ่งคิดค้นขึ้นมา เรียกว่าสไตล์ 'นกแก้วคืนชีพ' เจ้าค่ะ ลูกตั้งใจแต่งตัวสวยงามเพื่อออกไปเดินตลาด ท่านพ่อไม่ภูมิใจหรือเจ้าคะที่มีลูกสาวทันสมัยเยี่ยงนี้"
"ภูมิใจกับผีน่ะสิ" เสนาบดีเจียงตวาดลั่นจนหนวดกระตุก
"เจ้ากลับเข้าไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ยอมให้เจ้าเดินออกไปประจานตระกูลเจียงด้วยสภาพเหมือนนางเอกละครงิ้วเคลื่อนที่แบบนี้เด็ดขาด!"
เจเจลอบยิ้มมุมปากในใจ พลางวิเคราะห์การแสดงของบิดา
แอคติ้งท่านพ่อใหญ่ไปนิดนะ แต่ให้อภัยได้เพราะหน้าแดงจริง เส้นเลือดปูดจริง อินเนอร์ความอายมาเต็ม
"ท่านพ่อเจ้าคะ" เจเจบีบน้ำตาอย่างรวดเร็ว เป็นเทคนิคที่เจเจเพิ่งขโมยมาจากเจียงโหรวเมื่อวาน
"ลูกเพียงแค่อยากจะสดใสรับวันใหม่ หากท่านพ่อรังเกียจลูก ลูกก็จะ..." นางแกล้งทำท่าจะวิ่งเอาหัวชนเสาประตู
เสนาบดีเจียงรีบหลับตาปี๋ โบกมือไล่อย่างหมดแรง "ไป! จะไปไหนก็ไป รีบไปให้พ้นหน้าข้าก่อนที่ข้าจะเป็นลม"
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ"
เจเจเปลี่ยนอารมณ์จากเศร้าเป็นร่าเริงในเสี้ยววินาที นางกระโดดขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ทิ้งให้บิดายืนทำท่าจะเป็นลมอยู่หน้าประตู
บรรยากาศในตลาดกลางเมืองฉางเล่อนั้นคึกคักไปด้วยผู้คน ทั้งพ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่ออกมาจับจ่ายใช้สอย แต่ทว่าความคึกคักนั้นกลับหยุดชะงักลงชั่วขณะ เมื่อรถม้าตระกูลเจียงจอดเทียบท่าหน้าหอสุราชื่อดัง 'เมฆาสำราญ'
เจเจก้าวลงจากรถม้าด้วยความมั่นใจ แสงแดดยามสายตกกระทบชุดสีเขียวแดงและเครื่องประดับทองเหลืองจนเกิดแสงวิบวับแสบตา ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันอ้าปากค้าง บางคนถึงกับทำตะกร้าผักหลุดมือ
"นั่น... นั่นใช่คุณหนูรองเจียงรั่วอีหรือไม่?"
"ข้าว่าใช่นะ แต่ทำไมนางแต่งตัวเช่นนั้น หรือว่าตระกูลเจียงกำลังถือเคล็ดสะเดาะเคราะห์?"
"ดูสิ สีชุดนางช่างบาดตาข้ายิ่งนัก ข้ามองนานไม่ได้ ข้าปวดหัว"
เสียงซุบซิบดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ เจเจเดินเชิดหน้าผ่านฝูงชนราวกับดาราฮอลลีวูดเดินพรมแดง นางแอบฟังเสียงวิจารณ์เหล่านั้นด้วยความพึงพอใจ
ดีมากลูกสาว ลือกันให้หนัก ถ่ายรูปไม่ได้ก็เมมโมรี่ใส่สมองกันไว้เลยนะจ๊ะ ว่าว่าที่เจ้าสาวตระกูลหลินสติเฟื่องไปแล้ว
เจเจเดินตรงเข้าไปในหอสุราเมฆาสำราญ เลือกโต๊ะที่นั่งบริเวณระเบียงชั้นสองซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์และให้คนข้างล่างมองเห็นนางได้อย่างชัดเจน
"เสี่ยวเอ้อร์" เจเจตะโกนเรียกพนักงานเสียงดังลั่นแบบไม่เกรงใจใคร
"เอาไก่ย่างน้ำผึ้งตัวใหญ่ที่สุด เป็ดพะโล้ ขาหมูน้ำแดง และสุราดอกท้อกาใหญ่ที่สุดมาเดี๋ยวนี้!"
เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มน้อยรีบวิ่งเข้ามารับออเดอร์ด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก ไม่เคยเจอคุณหนูตระกูลใหญ่คนไหนสั่งอาหารด้วยน้ำเสียงดุดันเหมือนโจรป่าเช่นนี้มาก่อน
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เจเจก็เริ่มการแสดงฉากต่อไปทันที
นางยกขาข้างหนึ่งขึ้นชันบนเก้าอี้ด้วยท่านั่งแบบนักเลงหัวไม้ มือข้างหนึ่งถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างลวก ๆ อีกข้างคว้าน่องไก่ชิ้นโตขึ้นมาแทะอย่างมูมมาม ซอสสีน้ำตาลเปรอะเปื้อนมุมปาก แต่นางหาได้สนใจไม่ กลับใช้หลังมือเช็ดปาดออกอย่างหยาบคาย
เสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ด้านหลังหน้าซีดเผือด พยายามเอาตัวบังคุณหนูของตนไว้ "คุณหนูเจ้าคะ นั่งดี ๆ เถิดเจ้าค่ะ คนมองกันหมดแล้ว"
"ให้มองสิ" เจเจตอบทั้งที่ไก่ยังเต็มปาก
"ข้ากำลังทำการตลาดอยู่นะเสี่ยวเถา การสร้างภาพจำน่ะสำคัญที่สุด ถ้าข้ากินแบบผู้ดี ใครเขาจะเอาไปนินทาเล่า"
เจเจกัดน่องไก่คำโต เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย พลางสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อเช็กเรตติ้ง ทันใดนั้น สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับร่างของชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังเดินลับ ๆ ล่อ ๆ เข้ามาทางประตูด้านหลังของหอสุรา
แม้ฝ่ายชายจะพยายามสวมหมวกสานใบใหญ่ปิดบังใบหน้า แต่พัดจีบที่เหน็บอยู่ที่เอวและการเดินบิดสะโพกเล็กน้อยด้วยความมั่นหน้านั้น เจเจจำได้แม่นยำแม้จะเห็นแค่เงา
หลินจื่ออัน คู่หมั้นตัวดีของนางนั่นเอง
และสตรีร่างเล็กบอบบางที่เดินตามหลังมาติด ๆ ในชุดสีขาวบริสุทธิ์คลุมด้วยผ้าคลุมหน้าบางเบา แม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่ท่าทางการเดินย่องเบาเหมือนแมวขโมยปลายย่างแบบนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่ดอกบัวขาว เจียงโหรว
สัญชาตญาณปาปารัสซี่ในตัวเจเจตื่นตัวขึ้นมาทันที นางทิ้งน่องไก่ลงจานดังแผละ
"นั่นมัน... สกู๊ปเด็ดชัด ๆ"
เจเจดวงตาลุกวาว รีบคว้าผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือแบบลวก ๆ แล้วดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้
"เสี่ยวเถา จ่ายเงิน แล้วรอข้าอยู่ตรงนี้ ห้ามตามมาเด็ดขาด"
"คะ... คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ" เสี่ยวเถาร้องเสียงหลง แต่เจเจไม่รอฟังคำตอบ นางย่อตัวลงต่ำแล้วค่อย ๆ ย่องตามเป้าหมายทั้งสองไปราวกับสายลับ 007 ในชุดนกแก้ว
หลินจื่ออันและเจียงโหรวเดินขึ้นบันไดไม้ด้านหลังไปยังห้องรับรองพิเศษชั้นสาม ซึ่งเป็นโซนวีไอพีที่มีความเป็นส่วนตัวสูง เจเจรอจนทั้งคู่เข้าห้องและปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย นางจึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อน
นางแนบหูลงกับบานประตูไม้แกะสลัก พยายามฟังบทสนทนาภายใน แต่ทว่าผนังและประตูของหอสุราแห่งนี้ช่างเก็บเสียงดีเยี่ยมสมราคาคุย นางได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์
บ้าจริง! นี่ใช้ไม้กันเสียงเกรดเอเลยหรือไง ไม่ได้การแล้วต้องเปลี่ยนมุมกล้อง
เจเจกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วพบว่าระเบียงทางเดินด้านนอกมีหน้าต่างบานหนึ่งของห้องนั้นเปิดแง้มไว้อยู่เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ แต่มันอยู่ห่างจากจุดที่นางยืนไปพอสมควร และต้องปีนข้ามราวระเบียงออกไปเดินเลาะตามขอบบัวแคบ ๆ ด้านนอกตัวอาคาร
ถ้าเป็นเจียงรั่วอีคนเดิมคงถอดใจไปแล้ว แต่สำหรับเจเจผู้เคยปีนรั้วหนีปาปารัสซี่และปีนขึ้นไปติดตั้งกล้องแอบถ่ายในกองละครเพื่อจับผิดชู้รักดารามาแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย
"เอาวะ เพื่ออิสรภาพ และเพื่อการเผือก"
เจเจถลกกระโปรงสีเขียวมะนาวขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว เผยให้เห็นกางเกงขายาวสีขาวด้านใน นางปีนข้ามราวระเบียงออกไปอย่างทุลักทุเล ลมแรงพัดมาวูบหนึ่งทำเอาปิ่นปักผมบนหัวตีกันเสียงดังจนนางต้องรีบเอามือตะครุบไว้
เท้าที่สวมรองเท้าผ้าปักลายดอกไม้ค่อย ๆ แตะลงบนขอบบัวไม้นอกระเบียงอย่างระมัดระวัง นางค่อย ๆ กระดึ๊บตัวไปทีละนิด หัวใจเต้นตึกตักยิ่งกว่าตอนลุ้นผลรางวัลออสการ์
อีกนิดเดียว... อีกนิดเดียวก็จะถึงหน้าต่างบานนั้นแล้ว
ทว่าโชคชะตามักเล่นตลกกับนางร้ายเสมอ
ขณะที่เจเจกำลังจะเอื้อมมือไปจับขอบหน้าต่าง เท้าเจ้ากรรมดันไปเหยียบเข้ากับตะไคร่น้ำสีเขียวอ๋อยที่เกาะอยู่บนขอบไม้
วูบ!
ความรู้สึกไร้น้ำหนักเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที รองเท้าปักลายดอกไม้ลื่นไถลพรืด ร่างของเจเจเสียหลักหงายหลังเคว้งคว้างกลางอากาศ มือทั้งสองข้างไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะแต่คว้าได้เพียงลม
"ฉิบหายแล้ว คิวบู๊ไม่มีสลิง ใครก็ได้มารับที"
เสียงกรีดร้องของนางดังก้องอยู่ในใจ ขณะที่ภาพท้องฟ้าสีครามและหลังคาหอสุราหมุนติ้วอยู่ในสายตา เจเจหลับตาปี๋ เตรียมรับความเจ็บปวดจากการกระแทกพื้นดินเบื้องล่าง มโนภาพเห็นตัวเองขาหัก นอนร้องโอดโอยเป็นผักต้มอยู่ในโรงหมอ
แต่ทว่า... ความเจ็บปวดนั้นกลับมาไม่ถึง
