ตอนที่ 3. ศึกชิงไหวพริบกลางโต๊ะอาหาร
แม้เหตุการณ์ระทึกขวัญที่งานเลี้ยงน้ำชาและการพบเจอชายชุดดำปริศนาที่ข้างกำแพงจะเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม แต่เจเจกลับไม่มีเวลาได้พักหายใจหายคอหรือเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาขบคิดต่อ เพราะทันทีที่ตะวันลับขอบฟ้า สมรภูมิรบครั้งใหม่ก็เปิดฉากขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนหลัก
บรรยากาศภายในห้องโถงรับประทานอาหารของตระกูลเจียงเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบถ้วยกระเบื้องเคลือบดังแผ่วเบาเป็นจังหวะ เจเจในร่างของคุณหนูรองเจียงรั่วอีได้แต่นั่งหลังตรงประหนึ่งถูกดามด้วยไม้กระดาน สายตาจับจ้องไปยังอาหารหน้าตาวิจิตรบรรจงที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่ดูมันย่อง ผัดผักกวางตุ้งสีเขียวสด และน้ำแกงไก่ตุ๋นยาจีนที่ส่งกลิ่นหอมฉุย ทั้งหมดดูน่ารับประทานสมฐานะตระกูลขุนนางใหญ่ แต่เมื่อได้ลิ้มรสเข้าไปคำแรก เจเจก็แทบอยากจะคายทิ้งแล้วตะโกนเรียกหาพริกน้ำปลา
รสชาติจืดชืดไร้มิติ ราวกับพ่อครัวกลัวว่าหากใส่น้ำปลาหรือน้ำตาลเกินครึ่งช้อนชาแล้วจะถูกสั่งประหารชีวิต
‘ขาดผงชูรสอย่างรุนแรง! นี่มันอาหารผู้ป่วยพักฟื้นชัด ๆ มิน่าล่ะคนยุคนี้ถึงได้หน้าตาอมทุกข์กันนัก’
เจเจลอบถอนหายใจพลางคีบผักเข้าปากอย่างเสียไม่ได้ ด้านหลังของนางมีเสี่ยวเถาสาวใช้คนสนิทยืนคอยปรนนิบัติพัดวีให้อยู่ไม่ห่าง แม้ลมจากพัดจะเย็นสบาย แต่เจเจสัมผัสได้ถึงรังสีความวิตกกังวลที่แผ่ออกมาจากตัวสาวใช้ผู้นี้ มือที่ถือพัดของเสี่ยวเถาสั่นระริกทุกครั้งที่บิดาของนางขยับตัว ราวกับลูกนกที่กลัวว่าจะถูกพรานป่าจับไปย่างกิน
ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะคือภาพลักษณ์ของครอบครัวสุขสันต์จอมปลอม เสนาบดีเจียง ผู้เป็นบิดานั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งแบกความมั่นคงของชาติไว้บนบ่า ด้านขวาคือ ฮูหยินหลิว แม่เลี้ยงที่ฉีกยิ้มการค้าตลอดเวลา และถัดไปคือ เจียงโหรว น้องสาวต่างมารดาผู้กำลังสวมบทบาทลูกสาวผู้กตัญญู
“ท่านพ่อเจ้าคะ ลองชิมเป็ดตุ๋นจานนี้ดูสิเจ้าคะ ลูกเข้าครัวไปกำชับพ่อครัวด้วยตนเองเลยนะเจ้าคะ”
เจียงโหรวคีบเนื้อเป็ดใส่ถ้วยของบิดาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับเรียกร้องคำชมเชย
‘คัท! เล่นใหญ่รัชดาลัยมากแม่คุณ เข้าครัวไปกำชับแต่หน้าไม่มันผมไม่ยุ่งเลยนะ เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะขนาดนี้ นี่ไปดูเขาทำหรือไปยืนเกะกะเขากันแน่’
เจเจวิจารณ์การแสดงของน้องสาวในใจอย่างเมามัน แต่ภายนอกยังคงรักษามาดนางร้ายผู้เย่อหยิ่งเอาไว้ นางแสร้งทำเป็นไม่สนใจภาพความรักใคร่กลมเกลียวตรงหน้า แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวเปล่าต่อไป
ทันใดนั้น เสนาบดีเจียงก็วางตะเกียบลงบนแท่นวางเสียงดัง กริก เป็นสัญญาณว่ามื้ออาหารแห่งความเงียบนี้กำลังจะมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ทุกคนบนโต๊ะหยุดการเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง แม้แต่เสี่ยวเถาก็หยุดพัดจนลมหายไปวูบหนึ่ง
“รั่วอี”
เสียงเรียกชื่อนางดังขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เจเจรีบวางตะเกียบลงบนแท่นวางอย่างเรียบร้อย เงยหน้าขึ้นสบตาบิดาพร้อมกับยืดหลังตรง ปรับสีหน้าให้ดูสงบนิ่งเหมือนนางพญาที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
“เมื่อช่วงบ่าย พ่อได้ให้คนไปดูฤกษ์ยามกับไต้ซือมาแล้ว” เสนาบดีเจียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบหนักแน่น
“ฤกษ์มงคลที่เร็วที่สุดและดีที่สุดสำหรับงานแต่งงานของเจ้ากับคุณชายหลิน คืออีกสิบห้าวันข้างหน้า”
เคร้ง!
เสียงตะเกียบไม้ราคาแพงร่วงลงกระทบพื้นหินอ่อนดังสนั่นไปทั่วห้องโถงอันเงียบกริบ
เจเจสะดุ้งสุดตัว มือไม้ที่วางอยู่บนตักเผลอกระตุกด้วยความตกใจสุดขีดจนไปปัดโดนตะเกียบที่วางอยู่บนแท่นร่วงลงไป ครั้งนี้ไม่ได้มาจากการแสดง แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่รับความจริงไม่ทัน
‘สิบห้าวัน! บ้าไปแล้ว!’
เจเจพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา แต่หัวใจกลับเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก สิบห้าวันงั้นหรือ ในนิยายต้นฉบับมันอีกตั้งสามเดือนไม่ใช่หรือไง ทำไมไทม์ไลน์มันถึงได้รวนจนเละเทะขนาดนี้
‘สิบห้าวันเนี่ยนะ? จะบ้าเหรอ พรีโปรดักชันยังไม่เริ่มเลย สคริปต์ก็ยังไม่ได้แก้โลเคชันก็ยังไม่ได้ดู จะให้เปิดกล้องถ่ายทำแล้วเรอะ นี่มันงานเผาชัด ๆ’
หากแต่งงานอีกสิบห้าวัน นั่นหมายความว่านางมีเวลาเหลือแค่สองสัปดาห์ในการหาทางหนีตาย เจเจประมวลผลอย่างรวดเร็ว นางจะปฏิเสธตรง ๆ ไม่ได้ เพราะเจียงรั่วอีคนเก่าเคยอาละวาดเรียกร้องจะแต่งงานแทบเป็นแทบตาย ขืนบอกว่าไม่อยากแต่ง พ่อต้องสงสัยแน่ว่านางโดนผีเข้า
นางต้องใช้ทักษะการแสดงขั้นสูง งัดเทคนิคสวมบทบาทลูกกตัญญูผู้ซาบซึ้งแต่ยังไม่พร้อมจะออกเรือน
เจเจปรับสีหน้าจากตื่นตระหนกเป็นเศร้าสร้อย แววตาไหวระริกดูน่าสงสาร นางช้อนตามองบิดาด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ท่านพ่อเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยพองาม
“ลูก... ลูกดีใจยิ่งนักที่ท่านพ่อเมตตาจัดการเรื่องฤกษ์ยามให้กับลูก แต่ลูกรู้สึกว่าตัวเองยังขาดความรู้เรื่องการดูแลเรือน ลูกอยากจะอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่ให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยจะได้ไหมเจ้าคะ สัก... สักสามเดือน หรือครึ่งปีก็ยังดี”
เสนาบดีเจียงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ปกติลูกสาวคนนี้มีแต่จะเร่งรัดให้เขาจัดงานแต่ง แต่วันนี้กลับปฏิเสธเสียอย่างนั้น
ยังไม่ทันที่บิดาจะเอ่ยปาก ฮูหยินหลิวแม่เลี้ยงตัวดีก็แทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบยาพิษไว้ภายใน
“โธ่ รั่วอี เจ้าคงจะตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูกกระมัง ท่านพี่เจ้าคะ อย่าไปฟังคำพูดของเด็กสาวขี้อายเลยเจ้าค่ะ นางคงจะดีใจมากแต่ไม่กล้าแสดงออก สาว ๆ แรกรุ่นก็เป็นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ ปากไม่ตรงกับใจ”
เจียงโหรวรีบรับลูกต่อทันทีราวกับนัดแนะกันมา “ใช่เจ้าค่ะท่านพ่อ พี่หญิงรองรักมั่นในตัวคุณชายหลินมานานหลายปี หากเลื่อนงานออกไป พี่หญิงคงตรอมใจแย่ ลูกว่ารีบจัดงานให้พี่หญิงสมปรารถนาเถอะเจ้าค่ะ ลูกยินดีช่วยเตรียมงานเต็มที่”
เจเจกำมือแน่นใต้โต๊ะ เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือเพื่อระงับอารมณ์โกรธ สองแม่ลูกคู่นี้ช่างเข้าขากันดีเหลือเกิน พยายามจะถีบหัวส่งนางออกจากบ้านให้เร็วที่สุดเพื่อฮุบสมบัติสินเดิมของแม่นางล่ะสิ
“แต่ข้าคิดว่า...” เจเจพยายามจะแย้งอีกครั้ง
ปัง!
เสนาบดีเจียงตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนถ้วยชากระเด็น เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือกจนตัวโยน รีบก้มหน้ามองพื้นตัวสั่นงันงก เจเจเองก็ต้องหุบปากฉับทันที
“พอได้แล้ว” เสนาบดีเจียงประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ห้ามโต้แย้ง
“ข้าตัดสินใจแล้ว ทางตระกูลหลินเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย เจ้าเลิกหาเรื่องโยกโย้เสียที เจียงรั่วอี ข้าเตือนเจ้าไว้เลยนะ ในช่วงสิบห้าวันนี้ ห้ามเจ้าก่อเรื่องงามหน้า หรือวางแผนพิเรนทร์อันใดเด็ดขาด เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวให้ดี ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย”
คำขาดของบิดาเปรียบเสมือนคำพิพากษาประหารชีวิต เจเจมองดูใบหน้าของทุกคนบนโต๊ะ พ่อที่มองนางเป็นภาระ แม่เลี้ยงที่ยิ้มเยาะมุมปาก และน้องสาวที่แสร้งทำตาใสซื่อ
ไม่มีใครอยู่ข้างนางเลยสักคน
ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกาะกุมหัวใจ แต่มันกลับจุดประกายไฟแห่งการต่อสู้ให้ลุกโชนขึ้นมาแทนที่ความกลัว ในเมื่อบทละครเดิมมันเฮงซวยและทุกคนพยายามจะยัดเยียดบทตัวประกอบที่ต้องตายตอนจบให้นาง เจเจก็สาบานกับตัวเองในวินาทีนั้น
นางจะไม่ยอมเล่นตามบทของใครหน้าไหนทั้งนั้น นางจะเขียนบทใหม่ กำกับเอง และแสดงเอง ให้มันรู้กันไปว่า แอคติ้งโค้ชจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจะพ่ายแพ้ให้กับพล็อตนิยายน้ำเน่าแบบนี้!
