ร่วมมือกับท่านอ๋องปากแข็งเพื่อพังงานแต่งของพระเอกนิยาย

96.0K · จบแล้ว
Ocean Books
46
บท
5.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

คำโปรย เมื่อตัวแม่วงการมายา ต้องมารับบทนางร้ายเกรด B... งานนี้ไม่มีดราม่า มีแต่ฮาจนท้องแข็ง! เรื่องย่อ ใครจะไปคิดว่าสกิลการด่ากราดและการเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ของ เจเจ จะกลายเป็นอาวุธชั้นดีในยุคโบราณ! เมื่อนางทะลุมิติมาอยู่ในร่างของนางร้ายเกรดบีที่กำลังจะถูกคู่หมั้นและน้องสาวต่างแม่รวมหัวกันฆ่าเพื่อฮุบสมบัติ เจเจจึงต้องงัดตำราการแสดงมาสู้ยิบตา เป้าหมายคือ ฉีกหน้ากากคู่หมั้นจอมปลอม สั่งสอนน้องสาวดอกบัวขาวให้รู้สำนึก และหาทางหนีไปใช้ชีวิตเสวยสุขบนกองเงินกองทอง แต่แผนการข้อสุดท้ายกลับสะดุดกึก เมื่อนางดันไปสะดุดตา (และสะดุดรัก) เข้ากับ ท่านอ๋องเซียวจิ่ง ผู้ชายหน้านิ่งที่ปากบอกรำคาญ แต่การกระทำกลับตามใจนางทุกอย่าง ไม่ว่านางจะอยากพังงานแต่ง อยากขุดสวน หรืออยากกินหมูกระทะ เขาก็พร้อมจะเนรมิตให้! นี่คือนิยายรักจีนโบราณที่จะทำให้คุณหัวเราะร่า น้ำตาเล็ด และเขินจนตัวบิด ไปกับความแสบสันของนางเอกและความคลั่งรักของพระเอก!

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคข้ามมิติฟินๆเกิดใหม่ในนิยายแฮปปี้เอนดิ้งแบดเกิร์ล

ตอนที่ 1. ตื่นมาก็ซวยเลย

เจเจกะพริบตาถี่เพื่อปรับโฟกัสภาพเบื้องหน้า ท่ามกลางกลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนที่ปลิวว่อนลงมาราวกับฉากในภาพยนตร์รักโรแมนติกฟอร์มยักษ์ที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาล

ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความโรแมนติกชวนฝัน แต่เป็นอาการปวดหัวตุบ ๆ เหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบกลางกะโหลกศีรษะ กลิ่นเครื่องหอมฉุนกึกผสมปนเปกับกลิ่นชาร้อนลอยมาเตะจมูกจนรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอม ยิ่งไปกว่านั้นคือความรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอกและเอวที่เหมือนถูกรัดด้วยเชือกเส้นหนาจนแทบหายใจไม่ออก

‘คัท! ใครเป็นคนจัดแสงตรงนี้ หน้ามืดไปหมดแล้ว’

เจเจกวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความงุนงง หวังจะหันไปดุทีมงานฝ่ายแสงที่ปล่อยให้แสงแดดจ้าส่องหน้านักแสดงจนแสบตา แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้คำด่าที่เตรียมไว้จุกอยู่ที่คอหอย

เบื้องหน้าไม่ใช่กองถ่ายละครย้อนยุคที่คุ้นเคย ไม่มีกล้องถ่ายทำราคาแพงระยับ ไม่มีไมค์บูมลอยอยู่เหนือหัว ไม่มีผู้กำกับนั่งหน้าเครียดคิ้วขมวดอยู่หลังจอมอนิเตอร์ มีเพียงศาลาไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงตั้งอยู่กลางสวนสวยร่มรื่น เหล่าหญิงสาวในชุดจีนโบราณหลากสีสันนั่งล้อมวงจิบชา บ้างก็กระซิบกระซาบ บ้างก็ใช้พัดจีบปิดปากหัวเราะคิกคักด้วยจริตที่ดูปรุงแต่งเกินมนุษย์ปกติ

‘เดี๋ยวนะ... นี่มันไม่ใช่กองถ่าย แล้วทำไมทุกคนถึงมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น’

สายตาเหล่านั้นไม่ได้มีความชื่นชมหรือเป็นมิตรแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม ขยะแขยง และสะใจ ราวกับกำลังมองดูตัวร้ายในละครหลังข่าวที่กำลังจะถูกรุมตบกลางตลาด เจเจพยายามประมวลผลในสมอง ความทรงจำสุดท้ายคือการนอนอ่านนิยายเรื่อง ‘ดวงใจจอมมาร’ อยู่บนโซฟาที่บ้าน พร้อมกับก่นด่านักเขียนที่แต่งให้ตัวละคร ‘เจียงรั่วอี’ ตายโง่ ๆ ในตอนจบ

ทันใดนั้น ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลบ่าเข้ามาในหัว ทั้งความน้อยใจ ความริษยา และความรักโง่งมที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง เจเจยกมือขึ้นกุมขมับ พยายามตั้งสติกับความจริงที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าพล็อตหนังไซไฟ

นี่เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ เจียงรั่วอี ตัวร้ายเกรดบีที่มีจุดจบอนาถที่สุดในโลกนิยาย!

“พี่หญิงรอง ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ หรือว่าชาถ้วยนี้รสชาติไม่ถูกปาก?”

เสียงหวานใสปานกระดิ่งแก้วดังขึ้นขัดจังหวะความคิด เจเจเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง พบกับดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา สวมชุดสีชมพูอ่อนดูบอบบางน่าทะนุถนอม ดวงตากลมโตฉายแววห่วงใยเจือความหวาดกลัวเล็กน้อย ราวกับลูกกวางน้อยที่กำลังเผชิญหน้ากับนางเสือร้าย

เจียงโหรว น้องสาวต่างมารดาผู้ได้รับบทนางเอกดอกบัวขาวแสนบริสุทธิ์

เจเจรับถ้วยชาที่อีกฝ่ายยื่นให้อย่างเสียไม่ได้ พลางจ้องมองใบหน้านั้นแล้ววิเคราะห์ด้วยสัญชาตญาณของครูสอนการแสดงมืออาชีพ

‘แอคติ้งเบอร์ห้ามากหนู สายตาล่อกแล่ก มุมปากกระตุกเล็กน้อยตอนพูด นี่มันบทนางร้ายแอ๊บใสชัด ๆ ใครเป็นคนแคสต์บทนี้มา จ้างร้อยเล่นล้านจนดูปลอมไปหมด’

“พี่หญิงรอง อย่าโกรธน้องเลยนะเจ้าคะ น้องทราบว่าท่านไม่พอใจที่น้องได้รับคำชมจากฮูหยินผู้เฒ่า แต่น้องมิได้ตั้งใจจะทำให้ท่านขายหน้าเลยจริง ๆ”

เจียงโหรวเริ่มบีบน้ำตา หยาดน้ำใสเอ่อคลอเบ้าตาอย่างรวดเร็วราวกับสั่งได้ ประโยคนี้ดูเผิน ๆ เหมือนการขอโทษอย่างนอบน้อม แต่เนื้อแท้คือการประกาศให้คนทั้งงานรู้ว่า เจียงรั่วอีเป็นคนขี้อิจฉาและใจแคบเพียงใด

เจเจชะงักค้างไปชั่วขณะ สมองที่กำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วงเหมือนคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ถูกสั่งรันโปรแกรมกราฟิกทำงานติดขัด เธอกะพริบตาปริบ ๆ มองหยาดน้ำตาเม็ดโตที่ร่วงเผาะลงมาอย่างสวยงามนั่นด้วยความอึ้ง

‘เฮ้ย... เอาจริงดิ? นี่ฉันหลุดเข้ามาในฉากละครน้ำเน่าแบบ 4K เลยเหรอเนี่ย? ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ก็โดนโยนบทนางร้ายใส่หน้ากันดื้อ ๆ แบบนี้เลย?’

ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่างจนมือที่ถือถ้วยชาเริ่มสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความ ‘Culture Shock’ ขั้นรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาโดยไม่ให้สัญญาณเตือน

แต่ยังไม่ทันที่เจเจจะได้กรีดร้องโวยวายในใจให้หนำใจ เสียงซุบซิบก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ดึงสติของเธอให้หันไปสนใจหายนะที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบด้าน

“ดูสิ คุณหนูรองตระกูลเจียงรังแกน้องสาวอีกแล้ว”

“นางช่างจิตใจคับแคบนัก ตนเองทำตัวเหลวแหลกจนผู้คนเอือมระอา ยังจะไปพาลใส่น้องสาวผู้แสนดีอีก”

“ข้าได้ยินมาว่านางถึงขั้นวางยาบ่าวรับใช้เพียงเพราะทำผมไม่ถูกใจ ช่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์”

คำวิจารณ์เหล่านั้นพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย เจเจถอนหายใจยาวเหยียด หากเป็นเจียงรั่วอีคนเดิมคงจะกรีดร้องอาละวาดและปาถ้วยชาใส่หน้าเจียงโหรวไปแล้ว ซึ่งนั่นจะเข้าทางนางเอกดอกบัวขาวทันที

แต่เสียใจด้วย วันนี้คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ใช่คุณหนูรองสมองกลวงคนเดิม แต่เป็น เจเจ ตัวแม่แห่งวงการมายาที่ปั้นดาราหน้าใหม่ให้ดังระเบิดมาแล้วนับไม่ถ้วน

เจเจยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน องศาการยิ้มแบบนางพญาที่ฝึกหน้ากระจกมาเป็นพันครั้ง ดวงตาเฉี่ยวคมตวัดมองเจียงโหรวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมินค่า

“ขอบใจที่เป็นห่วงนะเจียงโหรว แต่ข้าว่าเจ้าเอาเวลาห่วงข้าไปห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม”

น้ำเสียงของเจเจราบเรียบ เย็นชา แต่กังวานก้องไปทั่วศาลา เจียงโหรวชะงักไปเล็กน้อย น้ำตาที่กำลังจะไหลย้อนกลับแทบไม่ทัน

“พี่หญิงรองหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

เจเจวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง กริก เพื่อเรียกความสนใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปเชยคางน้องสาวตัวดีขึ้นมาพิจารณาใกล้ ๆ การกระทำที่อุกอาจนี้ทำให้ทุกคนในงานเงียบกริบ

“ก็สีชาดบนปากเจ้าน่ะสิ วันนี้เจ้าทาสีอะไรมา ดูซีดเซียวราวกับคนป่วยใกล้ตาย หรือว่าช่วงนี้เจ้าพักผ่อนน้อยเพราะมัวแต่คิดแผนการ... เอ๊ย คิดบทกลอนจนดึกดื่น” เจเจจงใจเปลี่ยนคำพูดในตอนท้ายพร้อมรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

“ดูสิ หน้าหมองคล้ำเหมือนคนโดนคุณไสยเข้าตัวไม่มีผิด”

เจียงโหรวหน้าถอดสี รีบสะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุม มือไม้สั่นเทาด้วยความโกรธที่ถูกวิจารณ์ซึ่งหน้า แต่ยังต้องรักษาภาพลักษณ์นางเอกผู้อ่อนแอเอาไว้

“พี่หญิงรอง ท่าน... ท่านกล่าวหาข้าเกินไปแล้ว”

“ข้าก็แค่เป็นห่วงในฐานะพี่สาว” เจเจจีบปากจีบคอพูดพลางหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างไม่แยแสสายตาใคร

“อุตส่าห์แต่งตัวมาเสียสวยแต่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม เดี๋ยวคุณชายทั้งหลายเขาจะนึกว่าเป็นโรคร้ายแรงเอานะ”

เหล่าคุณหนูไฮโซที่เตรียมจะรุมทึ้งเจียงรั่วอีต่างพากันอ้าปากค้าง ไม่มีใครคาดคิดว่านางร้ายผู้มักจะใช้อารมณ์นำหน้าจะเปลี่ยนมาใช้ฝีปากเชือดเฉือนได้เจ็บแสบขนาดนี้ บรรยากาศในศาลาเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมพัด 

ทันใดนั้น เสียงประกาศของบ่าวรับใช้หน้าประตูก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ

“คุณชายใหญ่ตระกูลหลิน... หลินจื่ออัน มาถึงแล้ว”

สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศกดดันเมื่อครู่ก็มลายหายไปในพริบตา ราวกับมีใครสะบัดพัดเปลี่ยนฉาก เหล่าดรุณีน้อยที่เคยจับกลุ่มนินทาต่างรีบกระวีกระวาดจัดแต่งทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่ บางคนหยิบกระจกบานเล็กขึ้นมาส่องสำรวจความงามอย่างรวดเร็ว

เสียงกระซิบกระซาบเปลี่ยนโทนจากเย้ยหยันเป็นเสียงหวีดร้องในลำคอด้วยความขัดเขินระคนตื่นเต้น สายตาทุกคู่ที่เคยจ้องจับผิดเจเจ บัดนี้พากันย้ายโฟกัสไปจับจ้องที่ทางเข้าสวนดอกท้อเป็นตาเดียว ราวกับกำลังรอคอยการเสด็จลงมาของเทพบุตร

เจเจมองตามสายตาเหล่านั้นไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะเห็นหน้าคู่หมั้นตัวดีที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะทั้งปวง

ร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ในมือถือพัดจีบโบกไปมาเบา ๆ ทั้งที่อากาศยังไม่ร้อน ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลานั้นประดับด้วยรอยยิ้มละไมที่ทำให้สาว ๆ ในงานแทบละลายลงไปกองกับพื้น

ทว่าในสายตาของเจเจ ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

นางไม่ได้เห็นออร่าความหล่อเหลาหรือความสง่างามใด ๆ แต่สิ่งที่ซ้อนทับอยู่บนใบหน้าของหลินจื่ออัน คือสัญลักษณ์รูป หัวกะโหลกไขว้สีแดงเถือก ขนาดใหญ่ มันลอยเด่นหราอยู่เหนือศีรษะเขาราวกับป้ายเตือนภัยอันตรายระดับสูงสุด

‘นั่นมันอะไร... Death Flag งั้นหรือ? นี่ฉันตาฝาดหรือระบบเกมมันบั๊กเนี่ย!’

หัวกะโหลกนั้นกะพริบวิบวับทุกครั้งที่หลินจื่ออันก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ สัญญาณเตือนภัยในหัวของเจเจก็ยิ่งกรีดร้องดังขึ้นเท่านั้น

สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกนางทันทีว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พระเอกขี่ม้าขาว แต่เป็นยมทูตที่มาพร้อมกับใบมรณบัตร หากนางเผลอใจไปแต่งงานกับเขาตามพล็อตเดิม จุดจบเดียวที่รออยู่คือความตายสถานเดียว

เจเจจ้องมองสัญลักษณ์มรณะนั้นตาไม่กะพริบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลังจนขนลุกชัน ลมหายใจเริ่มติดขัดไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวสุดขีดที่ร่างกายตอบสนองออกมาเอง