ตอนที่ 2. บทเกี้ยวพาราสีที่เชยชะมัด
เจเจพยายามเรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง แม้ภาพหัวกะโหลกสีแดงเถือกที่ลอยเด่นหราอยู่เหนือศีรษะของหลินจื่ออันจะดูน่าสยดสยองเพียงใด แต่นางจะแสดงอาการหวาดกลัวออกไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจผิดคาแรคเตอร์ตัวร้ายผู้หยิ่งยโส และอาจนำไปสู่จุดจบที่ไม่สวยงามตามบทดั้งเดิม
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามจะก้าวถอยหลังเพื่อทิ้งระยะห่างจากตัวอันตราย ทว่าชายกระโปรงผ้าไหมปักดิ้นทองที่ทั้งหนักทั้งยาวรุ่มร่ามราวกับชุดเกราะกลับเป็นอุปสรรค เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยก็แทบจะสะดุดขาตัวเองล้มคว่ำ
‘ให้ตายเถอะ คอสตูมเรื่องนี้ใครเป็นคนออกแบบ จะเดินเหินยังลำบากขนาดนี้แล้วจะให้ไปตบตีกับใครได้’
ในขณะที่เจเจกำลังนึกก่นด่าฝ่ายเสื้อผ้าในใจ หลินจื่ออันก็ได้เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านางเป็นที่เรียบร้อย เขาสะบัดพัดจีบในมือหนึ่งครั้ง พัดกระดาษวาดลวดลายทิวทัศน์คลี่ออกด้วยท่วงท่าที่เจ้าตัวคงมั่นใจว่าสง่างามบาดใจ ก่อนจะส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้
“รั่วอี” น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่ม จงใจดัดให้ดูอ่อนโยนจนฟังดูคล้ายพระเอกโรงงิ้วหลงโรง
“วันนี้เจ้าช่างงามพิลาสดุจดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ แม้แต่ดอกท้อในสวนนี้ยังต้องอับอายเมื่อได้ยลโฉมเจ้า”
เจเจต้องใช้ความอดทนอย่างสูงในการกลั้นขำและกลั้นความรู้สึกพะอืดพะอมไปพร้อมกัน คำชมที่ฟังดูประดิดประดอยเกินความจำเป็นเช่นนี้ หากเป็นในยุคปัจจุบันคงถูกนำไปประจานในโลกออนไลน์ข้อหาเลี่ยนจนน่าขนลุก
‘บทพูดเชยสะบัด! ใครเขียนสคริปต์ให้ตานี่ หน้าตาก็ดีแต่ทำไมถึงได้พูดจาเหมือนหลุดมาจากวรรณคดีเปื้อนฝุ่นแบบนี้’
แม้สมองของเจเจจะกำลังวิพากษ์วิจารณ์การแสดงของคู่หมั้นอย่างเผ็ดร้อน แต่ร่างกายของเจียงรั่วอีกลับทรยศ หัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายเต้นระรัวแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ลมหายใจเริ่มติดขัด นี่คงเป็นความรู้สึกตกค้างของเจ้าของร่างเดิมที่เคยรักผู้ชายคนนี้อย่างหัวปักหัวปำ
เจเจกัดฟันแน่น บังคับควบคุมร่างกายตัวเองไม่ให้แสดงอาการเขินอายออกไป นางต้องสู้กับวิญญาณความรักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายใน
‘หยุดเดี๋ยวนี้นะยัยเจียงรั่วอี เธอจะมาใจเต้นกับไอ้หมอนี่ไม่ได้ ดูบนหัวมันสิ นั่นมันป้ายเตือนเขตอันตรายชัด ๆ ขืนเธอหลงกลมันอีกรอบ เราได้กอดคอกันตายคู่แน่!’
หลินจื่ออันเห็นหญิงสาวตรงหน้ายืนนิ่งเงียบ หน้าแดงระเรื่อ ก็ตีความเข้าข้างตัวเองทันทีว่านางกำลังเขินอายจนทำตัวไม่ถูก รอยยิ้มมุมปากของเขาขยายกว้างขึ้นด้วยความลำพองใจ
“ข้ารู้ว่าเจ้าคงดีใจที่ได้พบข้า” เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว ยื่นมือขาวผ่องราวกับสตรีออกมาหมายจะกอบกุมมือนาง
“รั่วอี ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก ช่วงนี้ข้ายุ่งอยู่กับการเตรียมสอบขุนนาง จึงมิได้มีเวลาไปเยี่ยมเยียนเจ้าที่จวน”
ทันทีที่เห็นมือของเขายื่นเข้ามา สัญญาณเตือนภัยในหัวของเจเจก็กรีดร้องดังลั่น ภาพนิมิตแห่งความตายฉายวาบเข้ามาในสมอง หากยอมให้เขาแตะตัวตอนนี้ เท่ากับเป็นการยอมรับสถานะคู่หมั้น และนั่นคือการก้าวขาข้างหนึ่งลงไปในโลงศพ
นางต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องหลบเลี่ยงการสัมผัสนี้ให้ได้โดยไม่ให้ดูผิดสังเกต
เจเจคำนวณจังหวะและระยะห่างอย่างรวดเร็ว นางตัดสินใจงัดทักษะการแสดงตลกเจ็บตัวแบบที่เคยสอนลูกศิษย์ออกมาใช้
ในวินาทีที่ปลายนิ้วของหลินจื่ออันกำลังจะสัมผัสโดนหลังมือ เจเจก็แสร้งทำเป็นเสียหลัก นางบิดข้อเท้าเล็กน้อยแล้วทิ้งน้ำหนักตัวไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว
“ว้าย!”
เจเจร้องอุทานเสียงหลง ร่างระหงในชุดรุ่มร่ามเซถลาไปชนเสาไม้ของศาลาอย่างจัง เสียงดัง ตึง จนทุกคนในงานสะดุ้งโหยง
หลินจื่ออันที่หมายมั่นว่าจะคว้ามือสาวงาม กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า เขาเสียหลักเล็กน้อยจนเกือบจะหน้าทิ่มคะมำลงไปกองกับพื้นเพราะแรงส่งที่ยั้งไม่ทัน พัดจีบในมือหลุดร่วงลงพื้นอย่างดูไม่จืด
บรรยากาศในศาลาเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม ทุกสายตาจับจ้องมาที่ฉากละครตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน
เจเจรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจัดทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างรวดเร็วด้วยท่าทางมั่นใจราวกับนางแบบมืออาชีพที่ล้มบนแคตวอล์กแล้วลุกขึ้นมาเดินต่อทันที นางหันไปมองหลินจื่ออันที่กำลังก้มลงเก็บพัดด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ แล้วส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้
“ขออภัยเจ้าค่ะคุณชายหลิน พอดีข้า... ข้าตื่นเต้นน่ะเจ้าค่ะ” เจเจกัดฟันพูดประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูจริงใจที่สุด แม้ในใจจะอยากสำรอกออกมาเต็มที
“ข้าเป็นโรคแพ้... คนหล่อ เอ๊ย..ชายหนุ่มรูปงามน่ะเจ้าค่ะ เจอหน้าท่านใกล้ ๆ ทีไร เข่าข้ามันอ่อนแรงพับลงไปทุกทีเจ้าค่ะ”
คำแก้ตัวหน้าตายของเจเจทำเอาหลินจื่ออันชะงัก คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออกทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างที่ดูภาคภูมิใจในเสน่ห์ของตนเองยิ่งกว่าเดิม
“โธ่ รั่วอี เจ้านี่ช่างปากหวานเสียจริง ข้าไม่ถือโทษโกรธเจ้าหรอก” เขาหัวเราะร่า พลางปัดฝุ่นออกจากพัด
“แต่เจ้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ หากเจ้าเจ็บตัวไป ข้าคงปวดใจแย่”
เจเจมองดูท่าทางหลงตัวเองของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจในใจอย่างปลงตก
‘เชื่อคนง่ายชะมัด ผู้ชายคนนี้โง่หรือซื่อบื้อกันแน่ ชมแค่นี้ก็ตัวลอยแล้ว’
ในขณะที่หลินจื่ออันกำลังยิ้มร่า ภาพความจริงที่น่าสะพรึงกลัวก็กระแทกเข้ากลางใจของเจเจอย่างจัง ฉากงานแต่งงานสีเลือดในนิยายซ้อนทับกับภาพผู้ชายตรงหน้า หลินจื่ออันยื่นถ้วยเหล้าพิษให้นางดื่มด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่สามีในอนาคต และไม่ใช่พระเอกของเรื่องนี้ เขาคือเพชฌฆาตที่มาในคราบของคู่หมั้น เขาคือตัวร้ายที่จะหลอกใช้นางเพื่อก้าวไปสู่อำนาจ และเมื่อหมดประโยชน์ เขาก็จะกำจัดนางทิ้งอย่างไม่ไยดี
เจเจสบตากับหลินจื่ออันอีกครั้ง แววตาของนางเปลี่ยนจากความล้อเล่นเป็นความเด็ดขาด
‘ฉันปั้นดารามาเป็นสิบคน แก้ปัญหาให้นักแสดงมานับร้อยเคส จะมายอมตายโง่ ๆ เพราะบทละครห่วยแตกแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ฉันจะต้องฉีกสัญญาทาสฉบับนี้ งานแต่งบ้าบอนี่จะต้องถูกยกเลิก!’
“คุณชายหลินเจ้าคะ” เจเจเอ่ยขึ้นตัดบทก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มร่ายกลอนบทใหม่
“ข้าคงต้องขอตัวกลับจวนก่อน รู้สึกว่าอาการแพ้ความรูปงามของท่านจะกำเริบจนข้าเริ่มปวดหัวใจขึ้นมาแล้ว”
นางยกมือกุมหน้าอก แสร้งทำหน้าเจ็บปวด โดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต เจเจย่อกายคำนับแบบลวก ๆ แล้วหมุนตัวเดินออกจากศาลาทันที เสี่ยวเถาสาวใช้ส่วนตัวรีบเดินแกมวิ่งตามหลังคุณหนูของตนเองขาแทบขวิด ปล่อยวางความสงสัยทั้งหมดทิ้งไปก่อน ส่วนหลินจื่ออันนั้นยืนงงอยู่กลางวงล้อมของสาว ๆ ที่เริ่มหันมาซุบซิบกันอีกครั้ง
เจเจกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากงานเลี้ยง หายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีกลิ่นแป้งและกลิ่นความตอแหลเจือปน นางมุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถม้าหน้าประตูจวน
ขณะที่กำลังเดินผ่านแนวกำแพงสูง หูของนางก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างผิดปกติ
ตุ้บ!
เสียงเหมือนของหนักหล่นกระแทกพื้นดังมาจากอีกฟากหนึ่งของพุ่มไม้ เจเจชะลอฝีเท้าลงด้วยความสงสัย ก่อนจะค่อย ๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ ๆ
ที่มุมกำแพงอันเงียบสงบ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำสนิทนอนตะแคงอยู่บนพื้นหญ้า เขากำลังพยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก ดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งตกลงมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างกำแพงนั่น
ใบหน้าของเขาคมคายราวกับรูปสลัก เทพบุตรเดินดินที่หล่อเหลายิ่งกว่าดาราฮอลลีวูดเสียอีก คิ้วกระบี่พาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มแน่นด้วยความเจ็บปวด แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาคู่คมสีรัตติกาลที่ตวัดมองมาทางนางอย่างดุดันและเย็นชา
แทนที่จะกรีดร้องด้วยความตกใจเหมือนกุลสตรีทั่วไป เจเจกลับยืนกอดอกมองพิจารณาท่าทางการล้มของเขาด้วยสายตาของผู้เชี่ยวชาญ
“แลนดิงไม่สวยเลยนะพ่อหนุ่ม” นางพึมพำออกมาเบา ๆ แต่อีกฝ่ายดันหูดีได้ยินชัดเจน
“เข่ากระแทกพื้นแรงแบบนั้น ระวังข้อเสื่อมตอนแก่เอานะ”
ชายหนุ่มชุดดำชะงักไปครู่หนึ่ง ความเย็นชาในแววตาเปลี่ยนเป็นความงุนงงเล็กน้อย เมื่อเห็นสตรีในชุดหรูหรายืนวิจารณ์การตกต้นไม้ของเขาหน้าตาเฉย
ทั้งสองคนจ้องตากันนิ่ง ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว นี่คงเป็นฉากพบกันครั้งแรกที่ประหลาดที่สุดในชีวิตการแสดงของเธอเลยทีเดียว
เจเจส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย ทิ้งให้คนเจ็บนอนงงอยู่ตรงนั้น เพราะขืนอยู่ต่ออาจจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้
เมื่อร่างบางในชุดหรูหราเดินลับสายตาไปแล้ว ชายหนุ่มชุดดำที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นหญ้าก็ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง แม้ความเจ็บที่ข้อเท้าจะแล่นปราดขึ้นมา แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากกว่าคือคำพูดและท่าทีของสตรีผู้นั้น
ดวงตาคมกริบสีรัตติกาลหรี่ลงเล็กน้อย พลางมองไปยังทิศทางที่นางเพิ่งเดินจากไป
'แลนดิงไม่สวย... ข้อเสื่อม?'
เซียวจิ่งทวนคำศัพท์ประหลาดเหล่านั้นในใจ ปกติสตรีที่ได้พบเขา หากไม่กรีดร้องด้วยความตกใจ ก็ต้องรีบเข้ามาแสดงความห่วงใยเพื่อหวังเรียกร้องความสนใจ
แต่สตรีผู้นี้กลับยืนกอดอกวิจารณ์ท่าตกของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับกำลังดูการแสดงปาหี่ แถมแววตาคู่นั้น... ไม่มีแม้กระทั่งความชื่นชมและความหวาดกลัว มีเพียงความเหนื่อยหน่ายใจที่ดูจะผิดวิสัยสตรีในห้องหอไปมาก
"ประหลาดคน" เขาพึมพำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อปัดฝุ่นดินออกจากกาย แล้วดีดตัวหายวับไปในเงามืดอย่างเงียบ ๆ
