บทที่ 2 การช่วยเหลือที่แอบแฝง
ใบหน้าหล่อยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึกมีเพียงรอยยิ้มมุมปากเท่านั้นที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เขาไม่เคยรู้สึกหงุดหงิดใจแบบนี้มาก่อนในการเป็นฝาแฝดกับพี่ชาย แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น
“ทำเป็นใสๆ แต่แรดไม่เบา”
ขุนศึกพูดมันออกมาอย่างจงใจแต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะหูดับเพราะมัวแต่พร่ำเพ้อหาพี่ชายฝาแฝดของเขา
“คะ...พี่ขุนศึกพูดว่าอะไรนะคะ ? อะไรคือน้ำใสมะม่วงเบา”
หล่อนงุนงงอย่างหนักเมื่อสิ่งที่ได้ยินนั้นดูจะไม่เข้าพวกกันเลยแม้แต่น้อย
คนฟังถอนหายใจเฮือกใหญ่กับสิ่งที่ได้ยินก่อนจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความอ่อนต่อโลกของคนตรงหน้า
“เธอนี่มันใสซื่อเหลือเกินนะ”
ถึงเขาจะพูดเช่นนี้เจ้าหล่อนยังคงระบายยิ้มรับอย่างไม่รู้สึกอะไร
“ค่ะ...ใครๆ ก็บอกแบบนั้น”
“แต่เธอรู้ไหมว่าพี่ขุนพลน่ะไม่ได้ชอบผู้หญิงอย่างเธอหรอกนะ”
ใบหน้างามสลดลงเล็กน้อย
“แล้ว...พี่ขุนพลชอบผู้หญิงแบบไหนหรือคะ”
ขุนศึกระบายยิ้มมุมปากก่อนจะปรับสีหน้าให้ราบเรียบไร้ความรู้สึกเช่นเคย
“เอาเป็นว่าไม่ใช่แบบเธอ”
“เอ้า...แล้วแบบนี้ทับทิมก็แย่สิคะ”
“เอาแบบนี้ฉันจะช่วยเป็นพ่อสื่อให้เธอดีไหมล่ะ เธอน่าจะรู้ดีนะว่าการเข้าถึงพี่ขุนพลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเธอไม่สนใจล่ะก็...”
“สนใจสิคะ สนใจมากด้วย พี่ขุนศึกจะช่วยทับทิมจริงๆ หรือคะ”
มือบางทั้งสองข้างคว้ามือหนาของเขาเอาไว้พร้อมกับเขย่าราวกับเด็กเล็กที่กำลังเว้าวอนผู้ปกครอง
กรามแกร่งขบกันแน่นจนขึ้นเป็นสันนูนเมื่อกระแสบางอย่างวิ่งพล่านไปทั่วร่างจนสร้างความแข็งขืนให้กับท่อนเอ็นกลางร่าง
เขารีบสะบัดออกราวกับมือนุ่มนิ่มของหล่อนนั้นเป็นของร้อน
“ขอบคุณนะคะพี่ขุนศึก ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”
หล่อนระบายยิ้มทั้งใบหน้าและดวงตาในขณะที่อีกฝ่ายนั้นกำลังข่มความรู้สึกบางอย่างที่กำลังสร้างความปวดร้าวให้กับเอ็นชาย
“แค่ก แค่ก...”
ทับทิมสำลักกับกลิ่นที่ติดกายชายหนุ่มซึ่งมันคือบุหรี่ยี่ห้อดัง
“เป็นอะไร”
มือบางยกขึ้นพร้อมกับใช้หลังมือถูกับปลายจมูกหยดน้ำได้รูป หล่อนแพ้กลิ่นบุหรี่
“ปะ...เปล่าค่ะไม่ได้เป็นอะไร”
หญิงสาวยังคงระบายยิ้มกว้างอยู่อย่างนั้นจนความรู้สึกประหลาดเมื่อครู่มันย้อนกลับมาโจมตีกายหนุ่มอีกครั้ง
ขุนศึกหันหลังพร้อมกับจะก้าวเดินจากไปเพราะเขาไม่อาจทนยืนอยู่ตรงนี้ได้อีก
“เอ้า...พี่ขุนศึกจะรีบไปไหนคะ”
“ฉันมีธุระเอาไว้ค่อยคุยกัน”
เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างุนงงก่อนจะมองแผ่นหลังกว้างที่ก้าวเดินจากไปด้วยท่วงท่าสง่างาม
หัวใจสาวยังคงเต้นผิดจังหวะ มือบางทั้งสองข้างหงายฝ่ามือขึ้นพร้อมกับมองดู
ความอุ่นร้อนที่สัมผัสกับมือใหญ่เมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ไม่เสื่อมคลาย หล่อนส่ายสะบัดหน้าไปมาก่อนจะบอกตนเอง
“เธอกำลังตื่นเต้นทับทิม...ตื่นเต้นที่พี่เขาหน้าเหมือนพี่ขุนพล”
แม้จะพยายามบอกตนเองเช่นนั้นแต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงโอบล้อมร่างสาว ความปวดหนึบกลางร่างที่มีมันเริ่มคลายลงแต่ยังคงอยู่
หล่อนเป็นอะไรไป...ทับทิม
ดวงตากลมโตเบิกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงที่ติดอยู่ตามบริเวณพื้นที่สถานศึกษา
“นักศึกษาใหม่ให้มารายงานตัวที่อาคารสาม”
ใช่แล้ว...หล่อนลืมไปเลย ใบหน้างามตื่นตระหนกเมื่อครู่แทนที่หล่อนจะถามขุนศึกแต่ก็มัวแต่ให้ความสนใจเรื่องของขุนพลเสียนี่
“ทับทิม นะทับทิม จะรอดไหมเนี่ย”
หล่อนพึมพำบ่นตนเองก่อนจะรีบก้าวไปตามทางเดินเบื้องหน้า
“พี่ขุนพลขา…รอน้องปีหนึ่งอย่างทับทิมก่อน นะคะ”
ถึงกระนั้นหล่อนก็ยังมิวายละเมอหาบุรุษที่ตนปลาบปลื้มใจ
เหมือนมันจะเป็นอย่างที่ขุนศึกได้กล่าวไว้ ว่าการเข้าถึงขุนพลนั้นเป็นเรื่องยาก บรรดาแฟนคลับโดยเฉพาะกลุ่มรุ่นพี่นั้นคอยกันท่าห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลา
เขาเสมือนเทพบุตรซึ่งถูกรายล้อมไปด้วยบรรดานางฟ้า รอยยิ้มแสนอบอุ่นนั้นมันช่างน่าประทับใจคนมองเช่นหล่อนยิ่งนัก
“ทับทิมอย่าบอกนะว่าเธอก็ปลื้มพี่ขุนพลน่ะ”
เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างกายหันมาถาม
“อื้อ...ใช่แล้ว ที่เรามาเรียนที่นี่ก็เพราะพี่เขาเลยนะ แต่ไม่ใช่ปลื้มหรอก เราตกหลุมรักพี่เขาเลยล่ะ”
เพื่อนสาวที่ฟังคำตอบมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่
“ตกหลุมรักหรือ....”
“อื้อ ใช่ ตกหลุมรัก เราไม่เคยรู้สึกดีกับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนะ”
“แต่เผื่อใจไว้หน่อยนะ เพราะเธออาจอกหักก็ได้”
ทับทิมระบายยิ้มอย่างมั่นใจ พร้อมกับกุมมือของตนเองขึ้นราวกับกำลังวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้า
“พี่ขุนศึกน้องฝาแฝดพี่ขุนพลน่ะ เขาจะช่วยฉัน”
คนฟังหันขวับมาทันทีราวกับเป็นเรื่องที่น่าตระหนกนักหนา
“พูดจริงหรือทับทิม”
หล่อนพยักหน้ายืนยันพร้อมกับระบายยิ้มหวานให้กับเพื่อน
“แต่ฉันว่าเธออย่าไปยุ่งกับพี่ขุนศึกมากเลย เธอก็น่าจะพอรู้กิตติศัพท์ของพี่เขา”
“ไม่ต้องห่วงนะฉันว่าพี่ขุนศึกน่ะใจดีไม่ได้เป็นอย่างที่เขาลือกันหรอก”
กมลเนตรได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เพราะหากหล่อนจะห้ามปรามคนตรงหน้าคงไม่มีทางเชื่อฟังอย่างแน่นอน
“ทับทิมไปก่อนนะคะ”
หล่อนเลือกที่จะไม่ให้คนขับรถที่บ้านไปส่งที่สถานศึกษาเพราะขุนศึกนัดหมายกับตนที่สถานีรถไฟฟ้า
พี่ขุนพลชอบนั่งรถไฟฟ้าไปเรียน
นั่นคือสิ่งที่ขุนศึกบอกกับหล่อนและแน่นอนว่าเช้านี้หล่อนจะได้ไปเรียนพร้อมกับขุนพล แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะออกจากบ้านสายเนื่องจากมัวแต่พิถีพิถันในการแต่งกายจนลืมดูเวลา
ร่างบอบบางรีบวิ่งกระหือกระหอบ ผมที่ถูกรวบเอาไว้อย่างสวยงามยามนี้มันคลายตัวไม่เป็นทรงแต่กลับดูเป็นธรรมชาติน่ามองยิ่งนัก
ใบหน้างามระบายยิ้มแม้จะมีเม็ดเหงื่อผุดผายขึ้นเมื่อเห็นบุรุษที่ยืนรออยู่บริเวณชานชาลาตามที่นัดหมาย
“พี่ขุนศึก...”
ร่างบางกระหืดกระหอบอยู่เบื้องหน้าคนตัวโตในขณะที่เขาปราศจากท่าทีใด
“แล้ว...แล้วพี่ขุนพลล่ะคะ”
ดวงตากลมโตเปล่งประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขพร้อมกับกวาดสายตามองหาคนที่อยู่ในใจ โดยไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มเยาะหยันของคนเบื้องหน้า
“ไปแล้ว”
ใบหน้างามเศร้าสลดลงด้วยความผิดหวังก่อนจะระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ขอโทษนะคะคือทับทิมมัวแต่ทำผม แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะยุ่งจนเสียทรงไปหมดแล้ว”
“ไม่หรอก แบบนี้ก็น่ารักดี”
รถไฟที่เคลื่อนผ่านด้วยความเร็วสูงทำให้หล่อนไม่อาจได้ยินในสิ่งที่คนตรงหน้าพูด
“ไปเถอะ รถไฟมาแล้ว”
เขาหันหลังให้พร้อมกับเดินตรงเข้าไปที่ประตูรถไฟฟ้าที่เปิดกว้าง ในขณะที่ผู้คนหลั่งไหลต่างแย่ง กันเข้าไปภายใน
“อ๊ะ...อุ๊ย....”
หล่อนถูกชนจนเสียหลักและกำลังจะล้มลงกับพื้นแต่ทว่ามือหนาของใครบางคนกลับคว้าที่เอวคอดกิ่วเอาไว้
“ซุ่มซ่ามเหลือเกินนะ”
“พี่ขุนศึก”
ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากใบหน้าเนียนสวยระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงหน้าจนหัวใจสาวเต้นผิดจังหวะ
และเป็นชายหนุ่มที่คลายอ้อมแขนออกก่อนจะคว้ามือนุ่มของหล่อนอย่างถือวิสาสะจับจูงผ่านประตูอัตโนมัติที่กำลังจะปิดลง
หัวใจสาวเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อภายในรถไฟฟ้านั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียด
ร่างของหล่อนยืนพิงผนัง โดยที่คนตัวโตนั้นท้าวมือทั้งสองข้างกับผนัง ความรู้สึกแปลกประหลาดวิ่งพล่านเข้าสู่หัวใจสาว
รู้สึกราวกับเขากำลังปกป้องหล่อนด้วยอ้อมแขนที่แสนอบอุ่น ดวงหน้างามเห่อร้อนมันคงเป็นเพราะความแออัดของผู้คนที่ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท....มันต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน
รถไฟฟ้าติดขัดเล็กน้อยทำให้การเคลื่อนตัวของมันสะดุด ผู้คนภายในโบกี้ต่างเซถลาเสียหลัก
ร่างสูงใหญ่กำยำของขุนศึกที่ยืนท้าวมือกับผนังโน้มเข้าแนบชิดกายสาวมากยิ่งขึ้น
“บ้าชิบ...”
เขาสถบเดือดดาลเมื่อร่างกายแกร่งนั้นแนบชิดกับคนที่ยืนตัวลีบอยู่ มันเป็นภาพที่น่าหงุดหงิดหัวใจนัก ร่างสาวแทบจะจมหายเป็นเนื้อเดียวกับผนัง ใบหน้างามนั้นก้มต่ำไม่แม้แต่จะแหงนเงย นั่นเป็นเพราะเขาคือขุนศึกไม่ใช่ขุนพลชายที่หล่อนพึงปรารถนา
แม้จะหงุดหงิดแต่ทว่ามันกลับมีความรู้สึกอื่นที่เคลือบแฝงอยู่ในนั้น สายตาคมกริบมืดดำจ้องมองหญิงสาวที่ยืนตัวลีบสั่นเทาราวกับลูกนกตลอดการเดินทาง
แบบนี้สิแกล้งสนุก
