บทย่อ
เขายืนจังก้าสายตาดุดันแต่ครั้งนี้หล่อนปราศจากความเกรงกลัว เพราะสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในหัวนั้นมันคือความเจ็บปวดแสนน้อยใจที่มีต่อเขา “พี่ไม่ได้เป็นอะไรกับทับทิมทำไมทับทิมจะต้องตอบพี่ด้วย” เขาหรี่สายตามองหล่อนโดยที่มือหนาเคลื่อนไปล็อคประตูให้แน่นหนา “งั้นถ้าฉันเป็นผัวเธอ เธอจะตอบฉันถูกไหม” หญิงสาวอ้าปากค้างกับความคิดของคนตรงหน้าแต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเพราะเขารวบร่างของหล่อนวางลงบนโต๊ะ “พี่ทำบ้าอะไร ปะ...ปล่อย นะ” “ไม่น่าถาม ก็ทำต่อจากวันก่อนไงล่ะ” ใบหน้าหล่อยิ้มหยัน คนฟังอ้าปากค้างใบหน้างามแดงก่ำสลับขาวซีดร่างกายสาวเบ่งบานอย่างสุดขีด กลีบอูมมันหยาดเยิ้มไม่ต่างจากวันนั้น
บทที่ 1 ขุนศึก ไม่ใช่ ขุนพล
ทอประกาย บุญวัฒน์ หรือ ทับทิม วัย 19 หล่อนเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูล หล่อนศึกษาที่สถานศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงอันดับต้นของประเทศ ทางบ้านของหล่อนนั้นประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าหยกเนื้อดีจากประเทศเพื่อนบ้าน
หล่อนเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวซึ่งทางบ้านหวงแหนไม่น้อย การเลี้ยงดูที่ประคบประหงมทำให้หล่อนเดียงสา
“คุณหนูทับทิมถึงเวลาแล้วนะคะ”
ใบหน้าเนียนสวยรูปหัวใจระบายยิ้มเล็กน้อยให้กับเงาที่สะท้อนในกระจกเงา ร่างบอบบางแต่กลับมีสัดส่วนน่าดึงดูดขยับกายเช็คความเรียบร้อยของชุดที่สวมใส่
“เดี๋ยวทับทิมตามลงไปนะคะ”
หญิงสาวตะโกนบอกป้าแม่บ้านที่ยืนอยู่หลังบานประตูก่อนจะหันกลับมาคว้ากระเป๋าสะพายที่มีหนังสือคู่มือสำหรับนักศึกษาปีที่หนึ่ง
หล่อนระบายยิ้มจนดวงตากลมโตมันหยีเล็ก ลักยิ้มบุ๋มทั้งสองข้างผุดผายขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่หล่อนรอคอยมาตลอด
“รอก่อนนะคะพี่ขุนพล ทับทิมกำลังจะตาม ไปหา”
ร่างสาวยามนี้บิดไปมาเป็นเกลียวใบหน้างามแดงก่ำเมื่อมโนภาพถึงบุรุษที่อยู่ในห้วงแห่งความทรงจำ
เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วหล่อนได้มีโอกาสพบกับชายในฝันนั่นคือ...ขุนพล สุพิทธิวรรณ เขามาทำหน้าที่เป็นรุ่นพี่แนะแนวในการเลือกสถานศึกษาให้แก่เด็ก รุ่นน้องที่กำลังมองหาทางเลือกการศึกษาในอนาคต
รอยยิ้มและท่าทีแสนสุภาพอบอุ่นของขุนพลนั้นทำให้สาวอ่อนเดียงสาอย่างหล่อนถึงกับตกหลุมรักอย่างไม่อาจถอดถอนได้
และนั่นคือหนึ่งเหตุผลที่หล่อนเลือกสถานศึกษาแห่งนี้ เขาคือเหตุผลเดียวของการตัดสินใจ
“คุณหนูทับทิมคุณท่านให้มาตามแล้วนะคะ”
เสียงของป้าแม่บ้านที่ดังขึ้นอีกครั้งหลังประตูไม้เนื้อดีทำให้คนที่กำลังเพ้อฝันได้สติพร้อมกับขานรับกลับไป
“โอเคค่ะ เรียบร้อยแล้วค่ะ”
มือบางเปิดประตูก่อนจะพบกับร่างท้วมของป้าแม่บ้านที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่
“วันนี้คุณหนูดูสดชื่นจังเลยนะคะ”
“นี่ป้าดูออกด้วยหรือคะว่าทับทิมอารมณ์ดี”
ป้าแรมพยักหน้าเล็กน้อย
“รีบลงไปเถอะค่ะประเดี๋ยวจะสายเอานะคะ”
“จริงด้วย...งั้นทับทิมไปก่อนนะคะป้าแรม”
หญิงสาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินก้าวลงบันไดอย่างรวดเร็วจนคนมองอดเป็นห่วงไม่ได้
“คุณหนูระวังค่ะอย่าวิ่งสิคะ”
คนที่ซอยเท้าลงบันไดวนยาวเหยียดไม่หันกลับมามองแต่กลับโต้ตอบอย่างอารมณ์ดี
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าแรมหนูไม่พลาดหรอกค่ะ”
ป้าแม่บ้านได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วงก่อนจะส่ายศีรษะไปมา
“คุณหนูนะคุณหนูทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้”
มือบางที่กำลังจะปิดประตูรถแต่ทว่าเสียงของบิดาดังขึ้นทำให้ต้องชะงัก
“ทับทิม ตั้งใจหาลูกเขยรวยๆ มาฝากป๊า นะ”
ใบหน้างามแดงก่ำก่อนจะพูดปฏิเสธทั้งที่ในใจนั้นเต็มไปด้วยเป้าหมาย
“ป๊า อ่ะ พูดอะไรน่าเกลียดหนูไปเรียนนะคะ”
คนเป็นบิดาพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะมองตามท้ายรถที่แล่นออกจากคฤหาสน์ไปจนลับสายตา
ถึงแม้เขาจะทำทีกระเซ้าบุตรสาวแต่ความจริงแล้วนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ...เงินต่อเงิน
ทุกสถานศึกษานั้นย่อมมีกลุ่มนักเรียนที่เป็นเสมือนตราสัญลักษณ์ของความโดดเด่นซึ่งนำพาชื่อเสียงของสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการที่เกิดจากมันสมองอันชาญฉลาด หรือการกีฬา ซึ่งร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะ
ขุนศึก สุพิทธิวรรณ วัย 24 เขาคือนักศึกษาปริญญาโท รูปร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยตามแบบฉบับนักกีฬา ใบหน้าหล่อเหลานั้นลงตัวอย่างเหมาะเจาะจมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าคมสันรับกับกรามแกร่ง
เขาคงเป็นอีกคนที่บรรดาสาวๆ ในสถานศึกษาต่างให้ความสนใจหากเขามีพฤติกรรมที่เหมือนกับแฝด ผู้พี่อย่างเช่น ขุนพล สุพิทธิวรรณ
ใบหน้าหล่อที่เยือกเย็นปราศจากรอยยิ้มอย่างเช่นพี่ชายรวมถึงชื่อเสียงที่เลืองลือในการทะเลาะชกต่อย มันทำให้บรรดาสาวๆ ต่างขยาดหวาดกลัวแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มแยแส
เขากับแฝดพี่นั้นเหมือนกันราวกับแกะมีความต่างเพียงแค่การแต่งกายที่ถูกระเบียบของขุนพล และทรงผมที่แฝดน้องเช่นเขาเลือกที่จะใช้เจลใส่ผมมันกลับทำให้ใบหน้าหล่อเหลาสุขุมนั้นแปรเปลี่ยนสไตล์เป็นหนุ่มมาดกวน
“เฮ้ย...ขุนศึกทำไรอยู่ว่ะ วันนี้มีน้องปีหนึ่งน่ารักๆ เต็มไปหมดเลยเราไม่ไปดูกันหน่อยรึไงว่ะ”
ควันสีเทาที่ถูกเป่าพ่นออกจากริมฝีปากกระด้างที่ยามนี้ยกหยัดขึ้นเล็กน้อย
“มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้สนใจเรื่องผู้หญิง”
มีแค่สองสิ่งเท่านั้นที่ขุนศึกให้ความสนใจคือกีฬาที่ใช้กำลังและการนอนเอนกายบนดาดฟ้าชั้นบนสุดของตึกสูงระฟ้าอย่างเช่นยามนี้
“ตั้งแต่ที่เลิกกับน้ำฟ้า ก็ไม่คิดมีแฟนใหม่เลยหรือไงว่ะ”
น้ำฟ้าคือแฟนที่เขาคบหามาตลอดห้าปีโดยที่เพิ่งมารู้ภายหลังว่าเจ้าหล่อนนั้นพยายามให้ท่าพี่ชายฝาแฝดและเมื่อถูกจับได้เจ้าหล่อนยังหน้าด้าน...
“ก็ขุนพลเขาดีกว่านายตั้งเยอะทำไมฉันจะไม่อยากได้ผู้ชายที่อบอุ่นมากกว่าคนอย่างนาย”
เขาไม่เคยโกรธเคืองพี่ชายฝาแฝดแม้แต่น้อยอีกทั้งยังต้องขอบคุณที่ทำให้เขาตาสว่าง
“เออไม่สน...ไม่คิด”
“หรือมึงยังไม่ลืมน้ำฟ้า”
“เปล่า...”
ขุนศึกพูดมันด้วยความสัจจริงเพราะหากเขายังรักและอาวรณ์คงให้อภัยและกลับมาคบหาดังเดิม
“กูว่ามึงลงไปเข้าเรียนได้ล่ะ ป่านนี้อาจารย์น่าจะเข้าสอนแล้ว”
ขุนศึกพยักหน้ารับก่อนจะนำมวนบุหรี่ที่อยู่ในมือขยี้ลงกับขอบกำแพงหินเพื่อดับเปลวควันขาวขุ่น
“เอ...มันไปทางไหนกันนะอาคารสาม”
ทับทิมพยายามมองหาทางไปอาคารสำหรับการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะหลงทาง
ดวงตากลมโตพยามองสอดส่องแต่ด้วยสถานศึกษาที่กว้างใหญ่มันทำให้หล่อนสับสนเหลือเกินคุณหนูเช่นหล่อนที่ไม่เคยทำอะไรด้วยตนเองอดรู้สึกตำหนิตนเองไม่ได้
“ทับทิม ทำไมเธอถึงได้โง่เง่าแบบนี้นะ”
หล่อนตั้งมั่นไว้ว่าต่อจากนี้จะพยายามช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าวันแรกก็พบกับอุปสรรคเสียแล้ว
สองเท้าที่ก้าวเดินไปเบื้องหน้าแต่ดวงตานั้นกลับมองไปทางอื่นจึงทำให้ไม่ทันเห็นคนที่เพิ่งเดินออกมาจากมุมหนึ่งของอาคาร
ปึก ร่างสาวชนกับกำแพงมนุษย์อย่างแรง
“อุ๊ย.....”
หล่อนหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บยามที่ร่างกระแทกลงกับพื้นปูน แต่เหมือนมันจะไม่เป็นเช่นนั้น
ความอบอุ่นของวงแขนกำยำทำให้หล่อนต้องลืมตาขึ้นมอง...
หัวใจสาวเต้นระรัวมันดังกึกก้องยิ่งนักในความรู้สึก แก้วหูรับรู้ได้ถึงเสียงก้อนเนื้อที่เต้นกระดอนจนผิดจังหวะ
“พะ...พี่ขุนพล”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างริมฝีปากอวบอิ่มเผยอเล็กน้อยพร้อมกับความเห่อร้อนบนใบหน้าที่กำลังปรากฏขึ้น
เขาดูหล่อแปลกตาไปกว่าครั้งนั้นที่เจอในสถานศึกษาแห่งเดิมของหล่อน รวมถึงสายตาคมกริบที่ทอดมองมามันทำให้ร่างสาวเบ่งบานอย่างประหลาดทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขุนศึกจ้องมองผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมแขนนิ่งงันสายตาคมกริบนั้นกวาดตามองเครื่องหน้าที่ลงตัวของเจ้าหล่อนอยู่เนิ่นนาน ไม่ได้สวยผุดผาดแต่เขาไม่อาจละสายตาจากหล่อนได้
“พี่จำทับทิมได้ไหมคะ คือเราเคยเจอกันมาก่อนตอนที่พี่ไปแนะแนวเลือกสถานศึกษา”
รอยยิ้มกระด้างผุดขึ้นมุมปากมือหนาที่โอบรอบเอวคอดกิ่วยามนี้ผละออกพร้อมกับดันร่างสาวเต็มแรง
“อุ๊ย...”
ทับทิมเซเสียหลักเล็กน้อยแต่ยังคงระบายยิ้มเพราะคิดว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันไม่ใช่ขุนพล ฉันชื่อขุนศึก”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างพร้อมกับระบายยิ้มสดใสจนคนมองเห็นใจแกว่งพิลึก
“ฝาแฝด....พี่ขุนพลมีฝาแฝดด้วยหรือคะ”
“ใช่”
คนตอบใบหน้าเรียบตรึงปราศจากความเป็นมิตรแต่ดูเหมือนว่าเด็กสาวเบื้องหน้านั้นจะตาบอด ยังคงยิ้มร่าเริงอย่างเป็นมิตร
“มิน่าล่ะหล่อเหมือนกันเลยค่ะ”
ทับทิมระบายยิ้มยืนม้วนตัวแทบจะเป็นเลขแปด
“ชอบพี่ชายฉันหรือ”
ใบหน้างามแดงก่ำกายสาวที่บิดเอียงอายอย่างเด็กสาวไร้เดียงสายามนี้มันม้วนตัวยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ค่ะทับทิมชอบพี่ขุนพล ทับทิมมาเรียนที่นี่ก็เพราะพี่ขุนพลเลยนะคะ”
น่าหมั่นไส้ชะมัด !!

