สืบเรื่อง
“ข้าไม่เห็นว่าเขาจะเก่งกล้าสามารถอย่างที่เจ้าคุยโวเลยสักนิด สิ่งที่ชายผู้นั้นเก่งเห็นทีคงมีแต่ปากที่ใช้พูดจาเชือดเฉือนผู้อื่น” ซิงเยียนพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เพียงคิดถึงใบหน้าของเขา คำพูดที่เขานำนางไปเปรียบเปรยกับหญิงอื่นก็ผุดขึ้นมาในหัว พาลทำให้นางโมโหขึ้นมาทุกที
“เจียวอี เจ้าไปสืบเรื่องหนึ่งให้ข้าที”
“เรื่องอะไรรึเจ้าคะ”
“ไปสืบดูทีว่าเขามีหญิงสาวในใจแล้วหรือไม่ หากยังไม่มี เจ้าจงไปสืบดูว่าเขาไม่ชอบสตรีเช่นใด”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” เจียวอีรับคำ ก่อนจะเดินหายวับออกไปจากห้องของนาง
พลบค่ำนางกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องคนเดียว เจียวอีนางหายไปตั้งแต่ยามซื้อ บัดนี้ยามอิ่วแล้วเหตุใดนางยังไม่กลับมาอีก ซิงเยียนได้แต่มองไปที่หน้าประตูด้วยความเป็นห่วง หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนางกัน
“คุณหนู ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” เจียวอีพูดเสียงดัง นางที่นั่งอ่านตำราอยู่ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดสาวใช้ของตน
“เจียวอี เหตุใดเจ้าจึงกลับมาช้าเช่นนี้ ข้าเป็นห่วงเจ้ามากเลยรู้ไหม”
“ข้าเดินตระเวนทั่วทั้งเมืองหลวงเพื่อสืบเรื่องของคุณชายเหิงเยว่ รู้ตัวอีกทีก็มืดเสียแล้ว ข้าขอโทษที่ทำให้คุณหนูเป็นห่วงนะเจ้าคะ”
“เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว”
“เรื่องที่คุณหนูให้ข้าไปสืบ ได้เรื่องเพียงนิดเดียว คุณชายเหิงเยว่ช่างเป็นคนลึกลับเสียจริง”
“ได้เรื่องอะไรมาบ้าง รีบเล่าให้ข้าฟังเร็วเข้า”
“คุณชายเหิงเยว่ไม่เคยสนใจหญิงใดมาก่อน เห็นทีว่ายังไม่มีสตรีในใจ ส่วนเรื่องที่คุณชายไม่ชอบสตรีเช่นใด ข้าพยายามสืบหาแล้ว แต่ไม่พบอะไรเลยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นรึ”
รุ่งขึ้น นางกำลังชื่นชมดอกไม้อยู่ในสวนอย่างสุนทรีย์ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ปราศจากคนรบกวน ทันใดนั้นเจียวอีเดินมาเรียกชื่อของนางจากด้านหลัง ทำเอานางตกใจอยู่ไม่น้อย
“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินให้ข้ามาบอกท่านว่าอีกครึ่งชั่วยามให้ท่านไปที่เรือนรับรอง”
“ท่านแม่เรียกข้าไปที่นั่นทำไมกัน” นางถามอย่างสงสัย
“ฮูหยินไม่ได้บอกเจ้าค่ะ เพียงแต่สั่งข้าให้รีบเดินมาบอกท่าน”
“ผู้ใดมาหาข้าอีกล่ะเนี่ย วันนี้ข้าไม่อยากพบใครเสียด้วยสิ” นางพูดอย่างเบื่อหน่าย
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
“ซิงเยียน เจ้าดูสิว่าใครมา” ท่านแม่ส่งยิ้มกริ่มมาให้นาง สายตาแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกัน นางได้แต่มองหน้ามารดาด้วยสายตาใคร่รู้ ใครกันที่มาหานางถึงในจวน
“นะ...นี่เจ้า!” ทันทีที่สายตาของนางสบตาเข้ากับชายหนุ่มตรงหน้า นางก็เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าเอง คุณหนูซิงเยียน” เขาทักทายนาง พร้อมกับส่งยิ้มร้ายกาจมาทางนาง
“ไม่ทราบว่าคุณชายเหิงเยว่มาหาข้าด้วยเรื่องอันใดกัน” นางถามเสียงเย็นชา
“ต้องมีเรื่องอันใดด้วยรึ ข้าถึงจะมาหาว่าที่ฮูหยินของตัวเองที่จวนได้”
“ใครเป็นฮูหยินท่านกัน อย่ามาพูดจาโป้ปดที่นี่”
“ซิงเยียน เหตุใดเจ้าจึงพูดกับคุณชายเหิงเยว่เช่นนั้นกัน อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะแต่งเข้าจวนตระกูลจางแล้ว ไม่ช้าเร็วเจ้าก็จะกลายเป็นฮูหยินของเขา แม่ว่าที่คุณชายพูดมาก็ไม่ใช่เรื่องปดเสียหน่อย”
“ท่านแม่ นี่ท่านข้างเขางั้นรึเจ้าคะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“ชอบทำตัวเป็นเด็กจริง ๆ เลยลูกคนนี้ คุณชายเหิงเยว่ ข้าฝากลูกสาวข้าด้วยนะ นางนิสัยดื้อรั้นมาตั้งแต่ยังเล็ก ถึงกระนั้นเนื้อแท้ของนางเป็นคนจิตใจดี” พูดจบ มารดาของนางก็เดินหันหลังให้
“ขอรับ ฮูหยิน”
“ท่านแม่ ท่านพูดเรื่องอันใดกัน ยังไม่ถึงวันแต่งงานของข้าเสียหน่อย ท่านรีบพูดจาฝากฝังข้ากับเขาเร็วเกินไปไหมท่านแม่” นางบ่นตามหลังผู้เป็นมารดา
“หึหึ” นางหันขวับตามเสียงหัวเราะของเขา
“ท่านหัวเราะทำไมกัน” นางจ้องหน้าเขาเขม็ง
“ข้านี่นะหัวเราะ เจ้าหูฝาดไปแล้วกระมัง” เขาพูดหน้านิ่ง
“เหอะ! แล้วท่านมีเรื่องอันใดกันแน่ถึงได้มาหาข้าถึงที่จวน”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกท่านมหาเสนาบดีเจียงกักขังอยู่ในจวน ไม่ได้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันนอกจวนนานแล้ว”
“ข้าถูกสั่งไม่ให้ออกนอกจวน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย” นางแผดเสียง
“เจ้าว่างั้นรึ งั้นข้าคงมาเสียเที่ยวเสียแล้ว”
“ท่านหมายความว่ายังไงกัน”
