
บทย่อ
ถึงคราที่คุณหนูคนสุดท้องของตระกูลเจียงอย่าง’ เจียง ซิงเยียน’ จะต้องออกเรือน แต่คนอย่างนางน่ะหรือจะยอมแต่งงานออกจากจวนง่ายๆ นางรักอิสระ และชอบเที่ยวเล่นเป็นที่สุด หากต้องแต่งงานกลายเป็นฮูหยินแสนเรียบร้อยที่วันๆ เอาแต่คลุกตัวอยู่ในจวนราวกับถูกคุมขังก็ไม่ปาน ซิงเยียนผู้นี้ขอเป็นหญิงแก่อยู่อย่างโดดเดี่ยวชั่วชีวิตเสียดีกว่า! "ซิงเยียน" “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านจะพูดอะไร ยังไงข้าก็ไม่แต่ง!” “แต่พ่อของเจ้าได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเจ้าจะต้องแต่งเข้าจวนตระกูลจาง” “ท่านแม่ ท่านจะให้ข้าแต่งกับคนที่ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าของเขาอย่างงั้นรึเจ้าคะ” “ซิงเยียน เจ้าอย่าดื้อนักเลย ข้ากับท่านพ่อของเจ้าทุกเรื่องล้วนตามใจเจ้าทุกอย่าง ข้าขอเพียงเรื่องนี้ เจ้าทำให้ท่านพ่อกับหญิงชราแก่ๆ คนนี้ไม่ได้เชียวรึ ข้าอยากเห็นเจ้ามีครอบครัว แม่อย่างข้าจะได้ตายตาหลับเสียที” ท่านแม่พูดพร้อมกับยกผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา แล้วคนอย่างนางจะหาข้ออ้างอะไรได้อีกเล่า นอกจากจะต้องตอบตกลงรับคำอย่างไม่เต็มใจ “ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะแต่งงานกับคนที่ท่านพ่อเลือกให้” ในเมื่อนางปฏิเสธคำขอแกมบังคับนี้เองไม่ได้ งั้นนางจะทำให้คนที่จะมาเป็นว่าที่สามีของนางยกเลิกงานแต่งนี้เอง คอยดูสิ!
จวนสกุลเจียง
เสียงบรรเลงพิณดังไพเราะเสนาะหูทั่วทั้งจวน ใบไม้ร่วงโรยสู่พื้นดิน กาลเวลาผ่านไปได้ไม่นานนักใบไม้ที่เคยร่วงหล่นเริ่มผลิใบออกใหม่และเปลี่ยนสีบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูกาลใบไม้ผลิ
“คุณหนู อยู่ไหนเจ้าคะ!” เจียวอี สาวใช้คนสนิทเรียกหาเจ้านายของตน
“หาใครอยู่รึ” เสียงหวานทุ่มละมุนดังขึ้นข้างหลัง
“พระ...พระชายา” เจียวอีร้องอย่างตกใจ พระชายาหรือคุณหนูใหญ่ของตระกูลเจียง นามว่า เจียงเจียวฮุ่ย ที่เพิ่งแต่งเข้าจวนองค์ชายรองเมื่อปีกลาย
“เจียวอี เจ้าเห็นซิงเยียนหรือไม่”
“หม่อมฉันกำลังหาตัวคุณหนูอยู่เลยเจ้าค่ะ คลาดสายตาเพียงนิดเดียวนางก็หายตัวไปเสียแล้ว” หญิงสาวพูดอย่างเหนื่อยใจ คุณหนูของนางนั้นซุกซนจริง ๆ
“ฮะ...แฮ่ม! ข้าอยู่นี่แล้ว เจียวอีเจ้าช่างขี้บ่นเสียจริง”
“คุณหนู หายไปไหนมาเจ้าคะ ข้าตามหาท่านทั่วทั้งจวนก็ไม่พบ อย่าบอกนะว่าท่านหนีออกจากจวนไปเที่ยวเล่นอีกแล้วน่ะ”
“ใครบอกเจ้าเนี่ย สมแล้วที่เป็นสาวใช้คนสนิทของข้า” ซิงเยียนหัวเราะชอบใจอย่างอารมร์ดี พลางหันหน้ามองพี่สาวของตน
“ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านจังเลย” นางพูดพร้อมกับเข้าไปสวมกอดพี่สาวตัวเองอย่างออดอ้อน
“คิดถึงข้างั้นรึ ข้านึกว่าเจ้าลืมพี่สาวคนนี้ไปแล้วซะอีก”
“พี่หญิง ท่านก็รู้ว่าข้ารักท่านที่สุด”
“ไม่ต้องมาปากหวาน เหตุใดเจ้าจึงแต่งกายเช่นนี้ รีบไปเปลี่ยนชุดเร็วเข้า อีกไม่อีกชั่วยามงานเลี้ยงจะเริ่มแล้วนะ” พระชายาบ่นน้องสาว
“เจ้าค่ะ ๆ ท่านพี่มาช่วยข้าแต่งตัวได้หรือไม่ ข้าเลือกชุดที่จะสวมใส่ในคืนนี้ไม่ถูก เพราะมีให้เลือกหลายชุดเหลือเกิน ข้าตาลายไปหมดแล้ว”
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าจะไปช่วยเจ้าแต่งตัวเอง” สองพี่น้องเดินควงแขนเข้ามาในห้องของซิงเยียน ภายในห้องกว้างขวางถูกตกแต่งสวยงามสมฐานะบุตรสาวของท่านมหาเสนาบดีเจียงซูลี่
“สีชมพูสว่างแลดูอ่อนหวาน ช่วยขลับสีผิวของเจ้า ข้าว่าชุดนี้เหมาะกับเจ้าเป็นที่สุด”
“แต่ข้าว่าชุดนี้ดูเด่นสะดุดตามากเกินไป ข้าไม่ชอบเป็นที่สนใจให้ผู้คนนินทา ท่านก็รู้ดี พี่หญิง”
“ข้ารู้ แต่งานเลี้ยงคืนนี้เจ้าเป็นเจ้าของงาน เจ้าคงไม่ลืมใช่รึไหม” ก็จริงอย่างที่พี่หญิงของนางว่า งานเลี้ยงคืนนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบสิบแปดปีของนาง จะแต่งตัวโดดเด่นเป็นพิเศษก็ไม่เห็นจะแปลก
“กะ...ก็ได้ ข้าจะใส่ชุดที่พี่หญิงเป็นคนเลือกให้ก็แล้วกัน” นางบอกพี่สาว พูดจบพระชายาถึงยิ้มออกที่น้องสาวยังเชื่อฟังคำพูดของนาง
“เจ้าน่ะ มีชายหนุ่มในใจแล้วหรือยัง” พระชายาถามนางแบบไม่ทันตั้งตัว
“ท่านพี่ ท่านถามอะไรน่ะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องมาทำเฉไฉ แค่ตอบคำถามข้ามาก็พอ”
“ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ข้ายังไม่มีใครในใจทั้งนั้น ข้าชอบเที่ยวเล่นสนุกสนานไปวัน ๆ ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงาน เรื่องนี้พี่หญิงน่าจะรู้จักข้าดีนะเจ้าคะ”
“เจ้าอายุสิบแปดแล้วนะ ถึงเวลาคิดเรื่องแต่งงานออกเรือนได้แล้ว ไม่งั้นจะกลายเป็นหญิงแก่ที่ไม่มีใครต้องการ ถึงตอนนั้นเจ้าจะสู้หน้าคนทั้งเมืองได้อย่างไรเล่า”
“ข้าไม่สนใจเสียงคนอื่นหรอกเจ้าค่ะ เป็นหญิงแก่แล้วยังไงเล่า ข้าว่าดีกว่าแต่งออกไปแล้วถูกกักขังให้อยู่แต่ในจวน แบบนั้นน่ะเหมือนถูกคุมขังก็ไม่ปาน ข้าไม่อยากใช้ชีวิตเยี่ยงนั้นหรอก”
“พี่รู้ ว่าเจ้าไม่ใส่ใจเสียงนินทาว่าร้ายของผู้อื่น แต่หน้าท่านพ่อกับท่านแม่เล่า ท่านทั้งสองจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน หากลูกสาวสุดรักสุดหวงเช่นเจ้าต้องกลายเป็นสาวแก่ที่อยู่โดดเดี่ยว ใช้ชีวิตตัวคนเดียวไปชั่วชีวิต ข้าว่าพวกท่านคงใจสลายเป็นแน่”
“พี่หญิง ท่านก็พูดเกินไป มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย”
“ข้าว่าคืนนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่คงส่งเทียบเชิญไปเชิญเหล่าบรรดาคุณชายรูปงามทั่วทั้งเมืองมาให้เจ้าเลือกสรรในงานเลี้ยงคืนนี้แล้วกระมัง”
