ตอนที่ 6 : คนที่เคยยืนข้างกัน
งานอีเวนต์ในเย็นวันนั้นเล็กกว่าที่คิรินเคยชิน
ไม่มีพรมแดง
ไม่มีฉากหลังขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยโลโก้ของผู้สนับสนุน
ไม่มีนักข่าวจากสำนักใหญ่ยืนเรียงกันเป็นแถว
ไม่มีเสียงแฟลชกระหน่ำเหมือนในวันที่เขายังเป็นหนึ่งในดาราที่ถูกจับตามองมากที่สุด
เป็นเพียงงานเปิดตัวสินค้าของแบรนด์เล็ก ๆ
แขกรับเชิญไม่กี่สิบคน
เวทีเล็ก
แสงไฟธรรมดา
เสียงเพลงคลอเบา ๆ อยู่ด้านหลัง
คิรินมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงเรียบ ๆ ไม่มีสไตลิสต์ตามมาด้วย
ไม่มีทีมงานหลายคนเดินประกบ
ไม่มีผู้จัดการคอยบอกว่าต้องยืนตรงไหน
เขาได้รับเชิญมาในฐานะ “แขกรับเชิญ”
ไม่ใช่พระเอกของงาน
ไม่ใช่ดาราที่ทุกคนต้องจับตามอง
และแปลกดี
เขากลับรู้สึกสบายใจกับมัน
หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ชื่อของตัวเองเคยอยู่เต็มหน้าข่าว
การได้นั่งอยู่ในมุมห้องโดยไม่มีใครสนใจมากนัก
กลับทำให้เขาหายใจได้ง่ายขึ้น
คิรินเลือกที่นั่งมุมหนึ่ง
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ
แต่ไม่ได้อ่านอะไรจริงจัง
เขาแค่ต้องการทำบางอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดมาก
จนกระทั่งเสียงประตูด้านหน้าห้องเปิดขึ้น
ผู้คนบางส่วนหันไปมอง
คิรินไม่ได้สนใจในตอนแรก
จนกระทั่งได้ยินเสียงคุ้นเคย
“สวัสดีค่ะ ขอโทษที่มาช้านะคะ”
มือของเขาหยุดเลื่อนหน้าจอทันที
หัวใจเหมือนหยุดไปชั่วขณะ
เขาเงยหน้าขึ้น
และเห็นเธอ
มินตรา
เธอเดินเข้ามาพร้อมศิลปินคนใหม่
ในมือยังถือแฟ้มเหมือนเดิม
การแต่งตัวเรียบง่ายเหมือนเดิม
ผมรวบเรียบร้อย
สีหน้าเป็นมืออาชีพ
ทุกอย่างเหมือนเดิม
ราวกับเวลาที่ผ่านไปไม่ได้เปลี่ยนเธอเลย
แต่คิรินรู้ดีว่า
คนที่เปลี่ยนไป
อาจเป็นเขาเอง
เขานั่งนิ่ง
มองเธอเดินผ่านผู้คนเข้ามา
มินตรากำลังอธิบายอะไรบางอย่างให้ศิลปินคนใหม่ฟัง
อีกฝ่ายพยักหน้า
เธอเปิดแฟ้ม
ชี้เอกสาร
พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
คิรินมองภาพนั้น
แล้วรู้สึกแปลกประหลาด
เพราะเขาเคยเห็นภาพนี้นับครั้งไม่ถ้วน
มินตราเดินถือแฟ้ม
มินตราพูดเรื่องตารางงาน
มินตราเตือนเรื่องเวลา
มินตราบอกให้เขากินข้าว
ทุกอย่างเคยเป็นเรื่องธรรมดา
แต่วันนี้
เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังมองชีวิตของตัวเองจากระยะไกล
มินตราเงยหน้าขึ้น
และสายตาของทั้งสองก็พบกัน
เพียงเสี้ยววินาที
ไม่มีใครยิ้ม
ไม่มีใครหลบสายตา
ไม่มีใครแสดงความตกใจ
แต่หัวใจของคิรินกลับเต้นแรงขึ้นทันที
มินตราเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา
เธอหยุดอยู่ห่างจากเขาในระยะที่เหมาะสม
“สวัสดีค่ะ”
เสียงนั้น
เสียงที่เขาเคยคิดถึง
ยังเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้มีระยะห่างอยู่ในนั้น
คิรินมองเธอ
ก่อนตอบ
“สวัสดี”
เสียงของเขาเรียบกว่าเดิม
ไม่มีคำว่า “มินตรา”
ไม่มีคำถามว่าเธอสบายดีไหม
ไม่มีคำถามว่าเธอทำงานเหนื่อยหรือเปล่า
ไม่มีคำถามว่าเธอคิดถึงเขาหรือไม่
ไม่มีคำถามอะไรเลย
เพราะทั้งสองคนต่างรู้ว่า
คำถามบางคำถาม
ไม่ควรถาม
อย่างน้อย
ไม่ใช่ในสถานที่แห่งนี้
มินตราพยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่ได้เจอกันนานนะคะ”
“ครับ”
คำตอบสั้น ๆ
ธรรมดา
เหมือนคนรู้จักทั่วไป
แต่ความเงียบหลังจากนั้น
กลับแน่นกว่าคำพูดทั้งหมด
คิรินอยากถามว่า
ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?
อยากถามว่า
งานใหม่โอเคไหม?
อยากถามว่า
เธอยังจำเรื่องที่เขาเคยพูดได้หรือเปล่า?
อยากถามว่า
เธอเคยคิดถึงเขาบ้างไหม?
แต่เขาไม่ได้ถาม
เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์หรือไม่
มินตราเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เธอเพียงยืนอยู่ตรงนั้น
มือหนึ่งถือแฟ้ม
อีกมือจับสายกระเป๋า
เหมือนกำลังพยายามรักษาระยะห่างที่ตัวเองกำหนดไว้
ศิลปินคนใหม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอเริ่มมองทั้งสองคนสลับกัน
เขาอาจไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด
แต่คงพอจะรู้ว่า
คนสองคนนี้เคยมีความสัมพันธ์บางอย่างที่สำคัญ
มินตราหันไปหาเขา
“คุณรอฉันตรงนี้ก่อนนะคะ”
“ครับ”
เธอพยักหน้า
จากนั้นหันกลับมาทางคิริน
สายตาของเธอหยุดอยู่ที่เขาเพียงครู่เดียว
ก่อนจะพูด
“ช่วงนี้งานเป็นยังไงบ้างคะ?”
“ก็เรื่อย ๆ”
“ดีแล้วค่ะ”
“คุณล่ะ?”
“ก็ยุ่งเหมือนเดิมค่ะ”
คิรินยิ้มบาง ๆ
“คุณคงยังทำงานหนักเหมือนเดิม”
“ค่ะ”
“ไม่เปลี่ยนเลย”
มินตรามองเขา
“คุณก็เหมือนกันค่ะ”
เขาอยากหัวเราะ
แต่กลับหัวเราะไม่ออก
เพราะคำว่า “เหมือนกัน”
ทำให้เขานึกถึงวันเก่า ๆ
วันที่เธอเคยบอกเขาว่า
“ถ้าเหนื่อยก็พักค่ะ”
วันที่เขาเคยแกล้งถามว่า
“วันนี้ผมทำงานดีไหม?”
วันที่เขาเคยรอคำชมจากเธอ
ทั้งหมดนั้นกลายเป็นเพียงความทรงจำ
ตอนนี้เธอไม่ได้เป็นผู้จัดการของเขาแล้ว
และเขาก็ไม่ใช่ศิลปินที่เธอต้องดูแล
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาถูกวางไว้ในจุดที่ปลอดภัย
จุดที่ไม่มีใครทำผิด
แต่ก็ไม่มีใครก้าวข้ามเส้น
ศิลปินคนใหม่เรียกเธอ
“พี่มินตราครับ”
เธอหันไป
“คะ?”
“เขาเรียกให้ไปเตรียมตัวครับ”
“ได้ค่ะ”
มินตราพยักหน้า
ก่อนจะหันกลับมาหาคิรินอีกครั้ง
ครั้งนี้สายตาของเธอนุ่มลงเล็กน้อย
แทบมองไม่เห็น
แต่คิรินเห็น
เขาเห็นมัน
และนั่นทำให้หัวใจของเขาเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะมันไม่ใช่สายตาของผู้จัดการที่มองศิลปิน
มันเป็นสายตาของคนที่ยังจำได้
แต่เลือกจะไม่พูด
มินตราเงียบไปครู่หนึ่ง
เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะพูดดีไหม
สุดท้ายเธอพูด
“ดูแลตัวเองนะคะ”
คิรินนิ่ง
ประโยคสั้น ๆ
ธรรมดา
แต่กลับเป็นประโยคเดียวที่ไม่ใช่หน้าที่
เธอไม่จำเป็นต้องพูด
ไม่มีตารางงาน
ไม่มีสัญญา
ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีเหตุผลด้านการทำงานที่จะทำให้เธอต้องพูดมัน
มันเป็นเพียงคำพูดจากคนคนหนึ่ง
ถึงอีกคนหนึ่ง
คิรินมองเธอ
“คุณก็เหมือนกัน”
มินตราพยักหน้า
ก่อนเดินจากไป
เขามองแผ่นหลังของเธอ
มองเธอกลับไปหาศิลปินคนใหม่
เธอเปิดแฟ้ม
พูดอะไรบางอย่าง
อีกฝ่ายตั้งใจฟัง
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปอีกด้านของห้อง
คิรินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
เขาไม่ได้เดินตาม
ไม่ได้เรียกชื่อเธอ
ไม่ได้พยายามหยุดเธอ
เพราะเขารู้ว่า
ครั้งนี้
การปล่อยให้เธอเดินไป
อาจเป็นการเคารพเธอมากที่สุด
เขาก้มมองมือของตัวเอง
มือที่ครั้งหนึ่งเคยอยากจับมือเธอ
แต่ไม่เคยกล้าจับ
ไม่ใช่เพราะไม่มีโอกาส
แต่เพราะเขารู้ว่า
ถ้าเขาจับมือเธอ
ความสัมพันธ์ที่พยายามรักษาระยะห่างไว้อาจพังลง
เขาจึงเลือกไม่ทำ
แม้จะอยากมากแค่ไหน
งานดำเนินต่อไป
ผู้คนเริ่มพูดคุยกัน
เสียงเพลงดังขึ้น
พิธีกรขึ้นเวที
ทุกอย่างกลับมาคึกคัก
แต่คิรินกลับรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ไกลจากทุกอย่าง
เขามองไปยังอีกฝั่งของห้อง
มินตรากำลังยืนอยู่ข้างศิลปินคนใหม่
เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายพูดอะไรบางอย่าง
รอยยิ้มนั้นทำให้คิรินรู้สึกเจ็บ
แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกหึง
เขาเพียงรู้สึกว่า
อย่างน้อย
เธอยังยิ้มได้
ยังทำงานได้
ยังเดินต่อไปได้
และนั่นก็ดีแล้ว
เขาไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้ชีวิตของเธอหยุดลง
หลังงานจบ
คิรินเดินออกจากห้องทางประตูด้านข้าง
เขาหยุดอยู่ตรงทางเดิน
สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ก่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนสี
เขานึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ข่าว
แถลงการณ์
คืนที่อยู่คนเดียว
การแยกทาง
และการพบกันวันนี้
ไม่มีใครพูดคำว่า “เลิกกัน”
เพราะพวกเขาไม่เคยเป็นอะไรกันอย่างชัดเจน
ไม่มีใครพูดคำว่า “ยังรัก”
เพราะไม่มีใครกล้ายอมรับ
แต่เขารู้
และบางที่เธอก็รู้
ว่าความรู้สึกบางอย่างยังอยู่
เพียงแต่ไม่มีพื้นที่ให้มันอยู่ในชีวิตตอนนี้
คิรินยิ้มบาง ๆ
เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครเห็น
เขาเพิ่งเข้าใจชัดขึ้นกว่าเดิมว่า
บางความสัมพันธ์ไม่ได้จบเพราะไม่รัก
ไม่ได้จบเพราะเกลียด
ไม่ได้จบเพราะใครทำผิด
บางครั้ง
มันจบเพราะคนสองคนเลือกยืนอยู่ในตำแหน่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ
เธอเลือกหน้าที่
เขาเลือกยอมรับผลของการตัดสินใจ
ไม่มีใครผิด
ไม่มีใครต้องขอโทษ
และไม่มีใครควรถูกบังคับให้ย้อนกลับไป
คิรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เปิดหน้าจอ
ชื่อของมินตรายังคงอยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อ
เขามองมัน
แต่ไม่ได้กดโทร
เขาเพียงล็อกหน้าจอ
เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
แล้วเดินต่อ
ในเวลาเดียวกัน
อีกด้านหนึ่งของอาคาร
มินตรากำลังเก็บเอกสาร
ศิลปินคนใหม่เดินมาหา
“พี่มินตราครับ กลับกันเลยไหมครับ?”
“ค่ะ”
เธอปิดแฟ้ม
แต่ก่อนจะเดินออก
เธอเผลอหันกลับไปมองทางเดินที่คิรินเคยยืนอยู่
ตรงนั้นไม่มีใครแล้ว
เธอมองอยู่เพียงครู่เดียว
ก่อนหันกลับมา
“ไปกันค่ะ”
เธอเดินออกจากงาน
โดยไม่หันหลังกลับ
แต่ครั้งนี้
เธอไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังหนี
เธอเพียงกำลังเดินต่อ
เหมือนที่เขากำลังเดินต่อเช่นกัน
บางที
ความรักที่ดี
อาจไม่ใช่การได้อยู่ด้วยกันเสมอไป
บางครั้ง
มันคือการรู้ว่าอีกคนกำลังเดินไปในเส้นทางของตัวเอง
และเลือกที่จะไม่ดึงเขากลับมา
แม้หัวใจจะยังอยากเรียกชื่อเขาอยู่ก็ตาม
คืนนั้น
ไม่มีข้อความส่งถึงกัน
ไม่มีสายโทรเข้า
ไม่มีคำสารภาพ
ไม่มีคำสัญญา
แต่ทั้งสองคนกลับหลับไปพร้อมกับความรู้สึกเดียวกัน
อย่างน้อยวันนี้
พวกเขาได้เห็นกันแล้ว
ได้รู้ว่าอีกฝ่ายยังสบายดี
และได้ยินเสียงของกันและกันอีกครั้ง
แค่นั้น
ก็เพียงพอแล้วสำหรับคืนนี้
เพราะบางความสัมพันธ์
ไม่ได้หายไปไหน
มันเพียงเปลี่ยนจาก “คนที่อยู่ข้างกัน”
กลายเป็น
“คนที่อยู่ในความทรงจำ”
และบางที
การยอมรับความจริงนั้น
อาจเป็นความรักรูปแบบหนึ่งที่ยากที่สุด
แต่ก็จริงใจที่สุดเช่นกัน
