บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 : สิ่งที่ไม่ได้พูดในวันนั้น

หลังงานเลิก ผู้คนทยอยเดินออกจากห้องจัดงานทีละกลุ่ม

เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง

ทีมงานเริ่มเก็บฉาก

พับเก้าอี้

ม้วนสายไฟ

เวทีเล็กที่เคยมีเสียงดนตรีและเสียงปรบมือเมื่อครู่ กำลังกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง

คิรินเดินออกมาก่อนใคร

เขาไม่ได้รีบ

เพียงก้าวช้า ๆ ผ่านโถงทางเดิน แล้วผลักประตูกระจกออกไปด้านนอก

ลมเย็นยามค่ำพัดผ่านใบหน้า

เขาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้า สูดลมหายใจเข้าลึก

อากาศเย็นกว่าที่คิด

หรืออาจเป็นเพราะหัวใจของเขาสงบกว่าที่เคย

เมื่อก่อน หลังจบงาน เขาจะมีทีมงานเดินล้อมรอบ

ผู้จัดการจะรีบส่งตารางงานของวันรุ่งขึ้น

ช่างแต่งหน้าจะถามว่าจะกลับบ้านเลยหรือไม่

คนขับรถจะเปิดประตูรออยู่

ทุกอย่างดำเนินไปเป็นระบบ

แต่วันนี้

เขาเดินออกมาคนเดียว

ไม่มีใครเร่ง

ไม่มีใครเรียก

ไม่มีใครบอกว่าต้องรีบไปงานต่อ

ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเสียงผู้คน กลับเงียบลงอย่างน่าประหลาด

โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้น

คิรินหยิบมันออกมา

หัวใจของเขาเผลอเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แม้เหตุผลจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้

แต่ลึก ๆ เขาก็ยังแอบหวัง

เผื่อ…

เผื่อจะเป็นข้อความจากเธอ

หน้าจอสว่างขึ้น

ไม่ใช่ข้อความ

ไม่ใช่สายโทรเข้า

เป็นเพียงการแจ้งเตือนจากแอปข่าวบันเทิง

เขากำลังจะปัดทิ้ง

แต่ชื่อหนึ่งสะดุดสายตา

“ศิลปินหน้าใหม่ได้รับคำชมจากงานเปิดตัวสินค้า”

เขาแตะเข้าไปอ่าน

เนื้อหาของข่าวไม่ได้ยาว

นักข่าวเขียนถึงเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดบิวต์

พูดถึงการตอบคำถามที่สุภาพ

การวางตัวที่นอบน้อม

และการให้สัมภาษณ์อย่างจริงใจ

ท้ายข่าวมีเพียงประโยคสั้น ๆ

“หลายคนชื่นชมการดูแลของผู้จัดการสาว มินตรา ที่สามารถเตรียมความพร้อมให้ศิลปินหน้าใหม่ได้อย่างมืออาชีพ”

คิรินอ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง

ก่อนจะยิ้มออกมา

เป็นรอยยิ้มบาง ๆ

รอยยิ้มที่เกิดขึ้นเอง

โดยไม่ต้องฝืน

เขาไม่ได้ยิ้มเพราะตัวเอง

เขายิ้มเพราะรู้ว่า

เธอยังทำงานได้ดีเหมือนเดิม

ยังได้รับการยอมรับ

ยังเดินอยู่บนเส้นทางที่เธอเลือก

และไม่มีข่าวของเขาไปบดบังความสามารถของเธออีกแล้ว

เขาหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง

“แบบนี้แหละ…”

เขาพึมพำ

“เหมาะกับเธอแล้ว”

ครั้งหนึ่งเขาเคยอยากเป็นคนที่เธอดูแลไปตลอด

แต่วันนี้

เขากลับรู้สึกยินดีที่เธอสามารถดูแลคนอื่นได้อย่างเต็มที่

โดยไม่ต้องแบกรับเรื่องของเขา

เขาล็อกหน้าจอ

เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า

ก่อนเดินต่อไปยังลานจอดรถ

ก้าวของเขาเบากว่าเดิม

ราวกับมีบางอย่างในใจคลี่คลายลง

อีกด้านหนึ่งของเมือง

มินตรากลับถึงบ้าน

เธอเปิดประตูห้องพักเล็ก ๆ ที่เงียบเหมือนทุกคืน

ไม่มีเสียงโทรทัศน์

ไม่มีเสียงเพลง

มีเพียงเสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เดินอย่างสม่ำเสมอ

เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะ

ถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ

แขวนกุญแจไว้ที่เดิม

ทุกอย่างเป็นกิจวัตรที่ทำซ้ำทุกวัน

แต่คืนนี้

มีบางอย่างแตกต่างออกไป

เธอเดินไปล้างหน้า

เปลี่ยนเสื้อผ้า

ก่อนกลับมานั่งบนโซฟา

ไม่ได้เปิดโทรทัศน์

ไม่ได้หยิบงานขึ้นมาทำต่อ

เพียงนั่งเงียบ ๆ

ปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมตัวเอง

สายตาเธอเหลือบไปยังกระจกบานเล็กตรงข้ามห้อง

ภาพสะท้อนในนั้น

ยังเป็นผู้หญิงคนเดิม

ผู้หญิงที่เลือกความถูกต้องก่อนความรู้สึก

เลือกหน้าที่ก่อนหัวใจ

เลือกความจริงก่อนคำปลอบใจ

เธอไม่เคยเสียใจที่เลือกแบบนั้น

แม้จะรู้ว่ามันทำให้เธอสูญเสียบางอย่าง

เธอก็ยังเชื่อว่ามันเป็นทางที่ถูกต้อง

มินตรามองตัวเองในกระจกอยู่นาน

ก่อนจะยิ้มจาง ๆ

เป็นรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น

วันนี้เธอได้เจอเขาอีกครั้ง

ได้ยินเสียงเขา

ได้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ

ได้ตอบคำถามธรรมดา ๆ

ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที

แต่กลับทำให้หัวใจที่เคยหนักอึ้ง

เบาลงอย่างประหลาด

เธอหลับตา

ลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

“ยังเจ็บอยู่ไหม”

คำตอบไม่ได้ออกมาทันที

เธอใช้เวลาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะยอมรับกับตัวเอง

“ไม่แล้ว”

ไม่ใช่เพราะลืม

ไม่ใช่เพราะหมดความรู้สึก

และไม่ใช่เพราะมีใครมาแทนที่

มันเพียงไม่เจ็บเหมือนเดิม

สิ่งที่เหลืออยู่

คือความคิดถึง

ความคิดถึงที่ไม่ได้เรียกร้อง

ไม่ได้คาดหวัง

ไม่ได้อยากย้อนเวลากลับไป

เธอแค่หวังว่า

เขาจะมีชีวิตที่ดี

มีงานที่เหมาะกับตัวเอง

หัวเราะได้อีกครั้ง

และดูแลตัวเองอย่างที่เธอเคยบอก

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

มินตราเดินไปหยิบแก้วน้ำ

ยืนมองแสงไฟของเมืองผ่านหน้าต่าง

ผู้คนยังใช้ชีวิตของตัวเอง

รถยังวิ่ง

ร้านอาหารยังเปิด

โลกไม่ได้หยุดหมุนเพราะเรื่องของใครคนหนึ่ง

เช่นเดียวกับชีวิตของเธอ

ที่ยังคงเดินต่อ

หลายวันต่อมา

คิรินเริ่มได้รับงานมากขึ้นทีละน้อย

ไม่ใช่งานใหญ่

ไม่ใช่งานที่คนทั้งประเทศจับตามอง

แต่เป็นงานที่เกิดจากคนซึ่งเชื่อในตัวเขา

เขาไม่ปฏิเสธงานเล็กอีกแล้ว

ไม่บ่นเรื่องสถานที่

ไม่ถามว่าทำไมไม่มีสื่อ

เขาเพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า

คุณค่าของงาน

ไม่ได้วัดจากจำนวนแฟลช

แต่จากความจริงใจที่ใส่ลงไป

ขณะเดียวกัน

มินตราก็ยังคงดูแลศิลปินหน้าใหม่

เธอสอนเขาเรื่องวินัย

การเคารพทีมงาน

การตรงต่อเวลา

การรับผิดชอบคำพูด

ทุกครั้งที่พูด

เธอจะนึกถึงอดีตเพียงเสี้ยววินาที

ก่อนกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

ความทรงจำไม่ได้หายไป

แต่ไม่ได้รั้งเธอไว้แล้ว

เวลาค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมัน

ไม่ใช่การลบ

แต่เป็นการทำให้ความทรงจำมีที่อยู่ที่เหมาะสม

คืนหนึ่ง

คิรินเดินผ่านร้านหนังสือ

เขาเห็นสมุดโน้ตปกสีฟ้า

สีเดียวกับแฟ้มที่มินตราเคยใช้

เขาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนยิ้มให้ตัวเอง

แล้วเดินผ่านไป

เขาไม่ซื้อ

เพราะเขาไม่ได้ต้องการยึดติดกับอดีต

แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่ามันเคยมีความหมาย

ในอีกด้านหนึ่ง

มินตราเดินผ่านร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ร้านเดียวกับที่เธอเคยซื้อกาแฟให้คิรินก่อนเข้ากองถ่าย

เธอชะงักเพียงนิดเดียว

ก่อนเดินเข้าไป

สั่งกาแฟแก้วเดิม

เมื่อจิบคำแรก

เธอหัวเราะเบา ๆ

“ยังขมเหมือนเดิม”

แต่ครั้งนี้

เธอไม่รู้สึกเศร้า

เพราะบางความทรงจำ

ไม่จำเป็นต้องลืม

ก็สามารถมีความสุขได้

ฤดูกาลเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ต้นไม้ผลิใบใหม่

ฝนตกบ้าง

แดดออกบ้าง

ชีวิตของทั้งสองนยังดำเนินต่อไป

ไม่ทับกัน

ไม่ย้อนกลับ

และไม่พยายามวิ่งตามกัน

พวกเขาอยู่บนเส้นทางของตัวเอง

เส้นทางที่ครั้งหนึ่งเคยเดินคู่กันช่วงสั้น ๆ

ก่อนจะแยกออก

โดยไม่มีเสียงทะเลาะ

ไม่มีการโทษกัน

ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย

มีเพียงคนสองคน

ที่ต่างเติบโตจากเหตุการณ์เดียวกัน

คิรินเรียนรู้ว่าชื่อเสียงไม่ใช่ทุกอย่าง

และความรับผิดชอบคือสิ่งที่ทำให้คนยืนได้อย่างสง่างาม

มินตราเรียนรู้ว่าความถูกต้องไม่ได้ทำให้หัวใจแข็งกระด้าง

และการรักใครสักคน

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องครอบครองเขา

คืนหนึ่ง

ทั้งสองคนเงยหน้ามองพระจันทร์ดวงเดียวกัน

ต่างคนต่างอยู่คนละมุมเมือง

ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร

ไม่มีข้อความ

ไม่มีสายโทร

แต่ก็ไม่มีความค้างคาอีกแล้ว

คิรินยิ้มให้ท้องฟ้า

มินตราปิดหน้าต่างก่อนเข้านอน

โดยบังเอิญ

ทั้งสองคนต่างพูดประโยคเดียวกันกับตัวเอง

“หวังว่าเขาจะสบายดี”

ไม่มีใครได้ยิน

ไม่มีใครตอบกลับ

แต่คำอธิษฐานเงียบ ๆ นั้น

กลับงดงามกว่าคำว่าคิดถึงเสียอีก

เพราะมันไม่ได้ต้องการการครอบครอง

ไม่ได้ต้องการคำตอบ

เพียงต้องการให้อีกคนมีความสุข

และบางที

นี่อาจเป็นรูปแบบของความรัก

ที่เติบโตที่สุด

ความรักที่ไม่ยึดติด

ไม่เรียกร้อง

ไม่บังคับให้ใครเดินกลับมา

แต่ยังยินดีเสมอ

หากวันหนึ่ง

ได้ยินข่าวว่าอีกคนใช้ชีวิตได้ดี

แม้เส้นทางของพวกเขา

จะไม่มีวันเดินขนานกันอีก

ความรู้สึกที่เคยผลักดันให้ไขว่คว้า

ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่อยู่ลึกในใจ

เหมือนหนังสือเล่มโปรดที่อ่านจบแล้ว

ไม่ได้เปิดอ่านทุกวัน

แต่ทุกครั้งที่นึกถึง

ก็ยังยิ้มได้

โดยไม่รู้สึกเสียใจอีกต่อไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel