บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 : บทลงโทษที่ไม่มีชื่อเธอ

ห้องแถลงข่าวเต็มตั้งแต่ก่อนเวลานัดหมาย

นักข่าวจากหลายสำนักทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่

กล้องโทรทัศน์ถูกตั้งเรียงกันอยู่ด้านหน้า

กล้องถ่ายภาพนับสิบตัวหันไปยังเวที

ไมโครโฟนหลายตัวถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะ

ชื่อของคิรินปรากฏอยู่บนจอด้านหลัง

แต่ไม่มีโลโก้บริษัท

ไม่มีชื่อผู้จัดการ

ไม่มีคำโปรยประชาสัมพันธ์

มีเพียงฉากหลังสีขาว

เรียบง่าย

ว่างเปล่า

เหมือนกับสิ่งที่เขาตั้งใจให้มันเป็น

ไม่มีใครอยู่ข้างเขา

ไม่มีผู้จัดการยืนอยู่ด้านหลัง

ไม่มีมือที่คอยส่งกระดาษ

ไม่มีใครกระซิบข้างหูว่า

“ตอบแบบนี้นะ”

“อย่าพูดเรื่องนั้น”

“ยิ้มไว้”

“อย่ารับคำถามนี้”

วันนี้ไม่มีใครคอยบอกเขาว่าควรพูดอะไร

เพราะคนที่ควรยืนอยู่ตรงนั้น

เขาเป็นคนเลือกไม่ให้มา

ก่อนเริ่มงานไม่กี่ชั่วโมง คิรินเคยโทรหามินตรา

สายถูกต่ออยู่ไม่กี่วินาที

“พรุ่งนี้ฉันจะไปแถลงข่าว”

ปลายสายเงียบ

“ฉันจะพูดเอง”

มินตราตอบกลับมาอย่างสงบ

“คุณแน่ใจนะคะ?”

“แน่ใจ”

“ฝ่ายบริษัทเตรียมทีมกฎหมายไว้แล้ว”

“ผมรู้”

“ถ้าคุณพูดเอง ทุกคำจะกลายเป็นความรับผิดชอบของคุณโดยตรง”

“ผมรู้”

เงียบไปครู่หนึ่ง

มินตราถาม

“คุณอยากให้ฉันไปไหมคะ?”

คำถามนั้นทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ

เขาอยากตอบว่า

อยาก

อยากให้เธออยู่ตรงนั้นมากที่สุด

อยากเห็นเธอยืนอยู่หลังกล้อง

อยากให้เธอเป็นคนเดียวที่เขามองเวลาต้องตอบคำถามยาก ๆ

แต่สุดท้ายเขากลับพูดว่า

“ไม่ต้องครับ”

ปลายสายเงียบไป

“ทำไมคะ?”

“เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของผม”

มินตราไม่ได้เถียง

เธอเพียงพูดว่า

“ถ้าคุณตัดสินใจแล้ว ฉันจะเคารพค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้เขายิ้มออกมาอย่างเศร้า ๆ

เธอไม่ถามว่าเขากลัวไหม

ไม่ถามว่าเขาต้องการให้เธออยู่หรือเปล่า

เพราะเธอรู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเลือก

และเธอก็รู้ว่า

บางครั้งการอยู่ข้างใครสักคน

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยืนอยู่ข้างเขาในทุกสถานการณ์

สายถูกตัดไป

คิรินนั่งอยู่ในรถเพียงลำพัง

เขามองหน้าจอโทรศัพท์

ชื่อของมินตรายังคงอยู่บนหน้าจอ

นิ้วของเขาเลื่อนไปใกล้ปุ่มโทรออก

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กด

เพราะเขารู้ดีว่า

ถ้าเธอมา

คนจะถามถึงเธอ

จะถามว่าเธอรู้อะไรบ้าง

จะถามว่าเธอช่วยปกปิดอะไรหรือไม่

และถ้าข่าวรุนแรงกว่านี้

ชื่อของเธอก็จะถูกลากเข้าไปด้วย

เขาไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

เพราะเรื่องนี้ควรจบลงที่เขา

ไม่ใช่เธอ

เมื่อถึงเวลา

ประตูห้องแถลงข่าวเปิดออก

คิรินเดินเข้าไปคนเดียว

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นพร้อมกัน

แฟลชสว่างวาบไปทั่วห้อง

เขาเดินไปยังเวที

นั่งลง

จัดไมโครโฟนตรงหน้า

สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น

เขามองนักข่าวตรงหน้า

“ขอบคุณทุกคนที่มาวันนี้ครับ”

เสียงของเขานิ่ง

ไม่มีรอยยิ้มแบบที่เคยใช้ต่อหน้ากล้อง

ไม่มีท่าทางของดาราที่คุ้นเคย

มีเพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง

ที่กำลังจะพูดถึงเรื่องที่อาจเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปตลอดกาล

“ผมคิดอยู่นานว่าจะออกมาพูดดีไหม”

กล้องทุกตัวจับภาพเขา

“แต่สุดท้ายผมคิดว่าเรื่องนี้ควรมีคนรับผิดชอบ”

นักข่าวคนหนึ่งยกมือขึ้น

แต่คิรินยังพูดต่อ

“ผมจะไม่พูดถึงชื่อของคนอื่น”

เขาหยุด

“ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในข่าว คนในบริษัท ทีมงาน หรือคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด”

ห้องเงียบลง

“ผมไม่ต้องการให้ใครต้องถูกลากเข้ามาเพราะเรื่องของผม”

ประโยคสุดท้ายทำให้เกิดเสียงกระซิบทั่วห้อง

นักข่าวเริ่มยกมือพร้อมกัน

คำถามแรกถูกส่งมา

“คุณยอมรับว่าข่าวทั้งหมดเป็นความจริงหรือไม่?”

คิรินนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ผมจะตอบเฉพาะสิ่งที่ผมรับผิดชอบได้ครับ”

“หมายความว่าอย่างไร?”

“หมายความว่า ผมไม่สามารถควบคุมสิ่งที่คนอื่นเขียนหรือพูดได้ แต่ผมสามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง”

นักข่าวอีกคนถามทันที

“คุณรู้ตัวไหมว่าการออกมาแถลงแบบนี้อาจทำให้คุณเสียงานจำนวนมาก?”

“ทราบครับ”

“อาจกระทบสัญญาโฆษณา?”

“ทราบครับ”

“อาจทำให้แฟนคลับผิดหวัง?”

คิรินเงียบ

ก่อนตอบ

“ทราบครับ”

เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย

“แต่ผมคิดว่าคนที่สนับสนุนผมมาหลายปีสมควรได้รับความจริงจากผม ไม่ใช่คำพูดที่ถูกเตรียมไว้เพื่อรักษาภาพลักษณ์”

ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง

คำถามต่อมาแรงขึ้น

“คุณเสียใจไหมที่เรื่องนี้เกิดขึ้น?”

คิรินตอบ

“เสียใจครับ”

“เสียใจเรื่องอะไร?”

เขานิ่ง

“เสียใจที่การตัดสินใจของผมทำให้หลายคนต้องเดือดร้อน”

คำถามอีกข้อดังขึ้น

“ถ้าย้อนกลับไปได้ คุณจะทำเหมือนเดิมไหม?”

คิรินหลับตาลงชั่วครู่

“ไม่ครับ”

คำตอบนั้นชัดเจน

ไม่มีการแก้ตัว

ไม่มีการโยนความผิด

ไม่มีคำพูดเพื่อทำให้ตัวเองดูดี

เขายอมรับสิ่งที่ควรรับ

ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่

และปล่อยให้คนอื่นตัดสินจากข้อเท็จจริง

คำถามสุดท้ายก่อนจบงานดังขึ้น

“คุณมีอะไรอยากพูดกับคนที่ผิดหวังในตัวคุณไหม?”

คิรินมองกล้อง

เขาคิดถึงแฟนคลับ

คิดถึงคนในครอบครัว

คิดถึงทีมงาน

และคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง

แต่เขาไม่ได้เอ่ยชื่อใคร

“ผมไม่มีคำขอให้ทุกคนให้อภัยครับ”

เขาพูดช้า ๆ

“เพราะผมคิดว่าการให้อภัยเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน”

เขาหยุด

“ผมทำได้เพียงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และรับผิดชอบต่อผลของมัน”

จากนั้นเขาก้มศีรษะ

เป็นเวลาหลายวินาที

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นไม่หยุด

แต่เขาไม่เงยหน้า

จนกระทั่งทุกอย่างเงียบลง

เขาจึงลุกขึ้น

เดินออกจากห้อง

เพียงลำพัง

ไม่มีมือของมินตรารออยู่ตรงประตู

ไม่มีเสียงถามว่า

“โอเคไหม?”

ไม่มีขวดน้ำยื่นมาให้

ไม่มีคำเตือนให้เขาระวังคำพูด

ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น

และเป็นครั้งแรกที่คิรินรู้สึกชัดเจนว่า

เขาเลือกสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

คืนนั้น

บ้านของเขาเงียบกว่าปกติ

คิรินกลับเข้าห้อง

ถอดเสื้อสูทออก

วางไว้บนเก้าอี้

จากนั้นเดินไปเปิดโทรทัศน์

ข่าวภาคค่ำกำลังรายงานเรื่องของเขา

ภาพของเขาจากห้องแถลงข่าวปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

ผู้ประกาศข่าวพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกลาง

“นักแสดงชื่อดัง คิริน ออกแถลงข่าวด้วยตัวเองในวันนี้ โดยยอมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น…”

เขานั่งลงบนโซฟา

มองภาพตัวเองบนหน้าจอ

แปลกดี

คนในโทรทัศน์ดูเหมือนคนอื่น

เขามองชายหนุ่มคนนั้นแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก

โทรศัพท์ที่เคยดังไม่หยุดทั้งวัน

ตอนนี้กลับเงียบสนิท

ไม่มีสายจากบริษัท

ไม่มีข้อความจากนักข่าว

ไม่มีการแจ้งเตือนใหม่

และไม่มีข้อความจากเธอ

มินตรา

เขามองชื่อของเธอในรายชื่อผู้ติดต่อ

นิ้วของเขาแตะหน้าจอ

เขาสามารถส่งข้อความไปได้

เพียงคำเดียว

“ขอบคุณ”

หรือ

“วันนี้ผมทำได้แล้ว”

หรือแม้แต่

“ผมคิดถึงคุณ”

แต่เขาไม่ส่ง

เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์พูดคำเหล่านั้นหรือไม่

เขาเป็นคนเลือกให้เธออยู่ห่างจากเรื่องนี้

เขาเป็นคนบอกว่าไม่ต้องมา

เขาเป็นคนตัดสินใจว่าจะรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ดังนั้นเขาจึงไม่มีสิทธิ์โทษเธอที่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามา

คิรินปิดโทรศัพท์

แล้วหันกลับไปมองทีวี

ข่าวของเขายังคงดำเนินต่อไป

แต่เขาไม่ได้ฟังอีกแล้ว

เขาลุกขึ้น

เดินไปปิดไฟ

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืด

เขานั่งอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง

ความเงียบเข้ามาปกคลุมทุกอย่าง

ในความมืดนั้น เขากลับคิดถึงเรื่องหนึ่ง

ถ้าวันนี้มินตราอยู่ตรงนั้น

บางทีเขาอาจเผลอมองหาเธอระหว่างตอบคำถาม

บางทีเขาอาจเผลอพึ่งพาเธอ

บางทีเขาอาจเผลอให้เธอรับผลกระทบไปด้วย

เขาจึงตัดสินใจถูกแล้ว

แม้ว่ามันจะเจ็บ

เขาไม่ควรดึงเธอเข้ามา

เพราะความรู้สึกที่เขามีต่อเธอ

ไม่ควรกลายเป็นภาระของเธอ

เขาหลับตาลง

และเป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจอย่างแท้จริงว่า

บางครั้ง

การรักใครสักคน

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องพยายามให้เขาอยู่ข้างเราเสมอ

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องขอให้เขาช่วยแบกรับความเจ็บปวด

และไม่ได้หมายความว่าเราต้องดึงเขาเข้ามาอยู่ในทุกปัญหาของชีวิต

บางครั้ง

การรักใครสักคน

คือการยอมให้เขายืนอยู่ในที่ที่ปลอดภัย

แม้ตัวเราเองจะต้องยืนอยู่ในความมืดเพียงลำพัง

คิรินเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

ชื่อของมินตรายังคงอยู่ตรงนั้น

เขามองมันอยู่นาน

ก่อนจะพิมพ์ข้อความหนึ่งประโยค

“วันนี้ผมรับผิดชอบทุกอย่างแล้ว”

เขาอ่านมันซ้ำ

จากนั้นลบออก

พิมพ์ใหม่

“ขอบคุณที่อยู่ข้างผมมาตลอด”

เขาลบอีกครั้ง

สุดท้ายหน้าจอกลับว่างเปล่า

เขาวางโทรศัพท์ลง

ไม่ได้ส่งอะไรทั้งนั้น

เพราะบางที

คำพูดที่ดีที่สุดในคืนนี้

อาจเป็นการไม่รบกวนเธอ

เขาเอนตัวลงบนโซฟา

มองเพดานที่มืดสนิท

หัวใจยังคงหนัก

แต่ในความเจ็บปวดนั้น

เขากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ชัดเจนกว่าเดิม

เขารักเธอ

และเพราะรัก

เขาจึงไม่ต้องการให้เธอเสียอะไรไปเพราะเขา

แม้สิ่งที่เขาต้องแลก

จะเป็นการไม่ได้ยินเสียงของเธออีกสักพัก

คืนนั้น

คิรินหลับไปพร้อมกับความเงียบ

โดยไม่รู้เลยว่า

ในอีกสถานที่หนึ่ง

โทรศัพท์ของมินตรากำลังเปิดหน้าข่าวแถลงการณ์ของเขาอยู่

เธอดูทุกคำ

ทุกประโยค

และทุกครั้งที่กล้องจับภาพใบหน้าของเขา

เธอจะหยุดนิ่งนานกว่าปกติ

ก่อนจะวางโทรศัพท์ลง

โดยไม่ส่งข้อความหาเขา

เพราะเธอเองก็เข้าใจเหมือนกันว่า

ในคืนนี้

สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ผู้จัดการ

ไม่ใช่คนช่วยแก้ปัญหา

แต่คือโอกาสที่จะยืนรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก

และเธอจะไม่พรากสิทธิ์นั้นไปจากเขา

แม้ในใจของเธอ

จะอยากเดินไปยืนข้างเขามากแค่ไหนก็ตาม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel