บทที่ 9 บิดาและน้องชาย - 2
นางไม่รู้ว่าซูซ่านเฉิงเดิมทีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าดูมีเค้าโครงความเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย เทียบกับเขาแล้ว หนิงหนิงกลับยิ่งดูผิวพรรณละเอียด เปล่งปลั่ง สดใสมีชีวิตชีวา
หนิงหนิงไม่รู้จะพูดสิ่งใด จึงเพียงยิ้มให้ซูซ่านเฉิงเล็กน้อย ซูซ่านเฉิงตกใจสะดุ้ง รีบโผเข้าไปกอดองค์หญิงใหญ่ ร้องขึ้นว่า
“ท่านแม่ ข้าคงเห็นภาพหลอนแล้ว ข้าถึงกับเห็นพี่สาวยิ้มให้ข้า!”
หนิงหนิงได้แต่เงียบงัน พูดไม่ออก สองพี่น้องคู่นี้ปกติใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไรกันแน่ แค่ยิ้มให้หนเดียว ก็ทำให้น้องชายตกใจถึงเพียงนี้
ซูซ่านเฉิงอ่อนกว่าร่างเดิมอยู่สองปี ปีนี้ก็เพิ่งสิบสามปีเท่านั้น แต่รูปร่างกลับสูงใหญ่กำยำ เกือบจะสูงพอๆ กับองค์หญิงใหญ่แล้ว ภาพคุณชายร่างโตเช่นนี้ซุกตัวออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกมารดาช่างบาดตายิ่งนัก หนิงหนิงรีบเบือนสายตาหนี แล้วมองหาซูหงอวี้แทน
ลานหน้าจวนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เหล่าญาติสนิทและบ่าวไพร่ต่างพากันมารวมตัว แม่ทัพซูรูปร่างสูงใหญ่สะดุดตา หนิงหนิงมองเห็นเขาได้ในทันที
แม่ทัพพิทักษ์แคว้นผู้พิการผู้นี้ เป็นขุนนางซื่อสัตย์ห้าวหาญที่หาได้ยาก นับเป็นผู้เดียวที่โดดเด่นแตกต่างจากบรรดาญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน หนิงหนิงเคยชื่นชอบเขาตั้งแต่ยามอ่านนิยาย ครั้นได้เห็นตัวจริง นางก็ยิ้มหวาน เงยหน้ามองบุรุษร่างสูงที่กำลังแบกสัมภาระไว้บนบ่า แล้วเอ่ยว่า
“ท่านพ่อ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
แม่ทัพซูมีพื้นเพสามัญ ต่างจากผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ เขาไม่เคยวางตัวสูงส่งเหนือผู้อื่น เรื่องใดที่ทำเองได้ก็ลงมือทำด้วยตนเองทั้งหมด หลังบาดเจ็บยิ่งมีใจอยากพิสูจน์ว่าตนยังไม่ต่างจากเดิม จึงยิ่งไม่ชอบให้ผู้อื่นคอยปรนนิบัติ
ขณะนี้เขากำลังช่วยบ่าวยกหีบไม้ แถมยังเลือกใบที่ใหญ่ที่สุดขึ้นแบกไว้บนบ่า ทั้งที่รูปร่างก็สูงใหญ่แข็งแรงอยู่แล้ว เมื่อหนิงหนิงยืนอยู่ตรงหน้า ก็รู้สึกราวกับมีภูเขาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
บนใบหน้าของซูหงอวี้มีแผลเป็นยาวพาดผ่านคิ้ว หนวดเครารุงรังจากการเดินทางไกล ผิวหนังถูกลมชายแดนพัดกร่อนจนแห้งกร้านดั่งเปลือกไม้แก่ แวบแรกดูน่าเกรงขามอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงคมเข้มของดวงหน้า หากย้อนวัยไป คงเป็นชายหนุ่มรูปงามไม่น้อย
ซูหงอวี้ไม่เคยเห็นบุตรสาวคนรองยิ้มอย่างอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน จึงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ปกติเมื่อพบกัน เขามักทำหน้าเคร่งขรึม พูดอยู่ไม่กี่ประโยค วนเวียนแต่คำตักเตือนว่าอย่าไปรังแกพี่สาว หรือไม่ก็ถามเรื่องการเรียน ทว่าวันนี้ คำพูดเหล่านั้นกลับเอ่ยไม่ออก
เด็กสาวเงยหน้ามองเขา แก้มซุกอยู่ในปกเสื้อขนฟูนุ่ม ผิวขาวเนียนอิ่มเอิบด้วยเลือดฝาด ดวงตากลมโตส่องประกายวาววับ คล้ายมีแววชื่นชมฉายอยู่ภายใน
หัวใจของซูหงอวี้อ่อนยวบลง พลันเกิดความอ่อนโยนของชายชาติทหาร เขานึกย้อนถึงอดีต เมื่อบุตรสาวยังเล็กน่ารัก ในยามนั้นเขามักอุ้มซูซ่านหนิงวัยสองสามขวบขึ้นพาดคอ จับมืออวบอิ่มเล่นขี่ม้า ยกสูงขึ้นฟ้า เด็กน้อยนุ่มนิ่มโอบแก้มเขาไว้ แล้วเรียกเสียงออดอ้อนว่า “ท่านพ่อ”
ทว่าพอโตขึ้น ซูซ่านหนิงกลับเปลี่ยนไป ทั้งร่างราวกับมีหนามแหลมคม เอาแต่ดุด่าบ่าวไพร่ รังแกพี่สาวต่างมารดา ใบหน้าจิ้มลิ้มกลับเต็มไปด้วยความหม่นมืดและโทสะ ครั้นได้พบเขา ในแววตานั้นก็มีทั้งความหวาดกลัวและความขุ่นเคืองปะปนกัน
เพียงครู่เดียว ซูหงอวี้ก็ย้อนรำลึกเรื่องราวของบุตรสาวตั้งแต่วัยเยาว์จนครบถ้วน ใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาเป็นคนหยาบ ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด จึงยืนงงอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ ว่า
“อ้อ…หนิงหนิง ช่วงนี้…อ้วนขึ้นหรือไม่”
หนิงหนิง: …
แม้จะยอมรับว่าร่างเดิมผอมเกินไป การอ้วนขึ้นถือเป็นเรื่องดี ทว่าในฐานะคนยุคใหม่ หนิงหนิงกลับเคยชินกับความคิดที่ว่า “อ้วนขึ้นแล้ว” หาใช่คำชมไม่
นางจึงหัวเราะแห้งๆ อยู่สองเสียง แล้วขยับตัวหลีกทางให้ซูหงอวี้เดินผ่าน
ซูหงอวี้เผยรอยยิ้มที่ดูเก้งก้างไม่คุ้นเคย แบกหีบไม้เดินมุ่งหน้าไปยังด้านใน ระหว่างก้าวเดินเห็นได้ชัดว่าเขาขากะเผลก ขาขวาแทบไม่ออกแรง องค์หญิงใหญ่เดินตามสามีมา ครั้นเห็นสองร่างที่แอบหลบอยู่หลังเสา สีหน้าก็เปลี่ยนฉับพลัน ก่อนจะส่งเสียงฮึในลำคออย่างเย็นชา
ซูซ่านเหยากับมารดาอวิ๋นอี๋เหนียงก้าวออกมาคำนับอย่างเรียบร้อย เอ่ยว่า “ท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ฝีเท้าของซูหงอวี้ชะงักลงเล็กน้อย เขาหันไปมองซูซ่านเหยา
บุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาผู้นี้ มีท่าทีอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อย สมกับภาพหญิงสาวในอุดมคติของซูหงอวี้ เขาจึงพยักหน้า ตั้งใจจะเอ่ยปากชมสักสองสามคำ
ทว่าคำพูดยังไม่ทันหลุดออกมา องค์หญิงใหญ่ก็ไอเสียงดังอย่างจงใจ ซูหงอวี้ถอนหายใจเบาๆ แล้วไม่กล่าวสิ่งใดอีก เดินจากไปเสียเฉยๆ
เมื่อแม่ทัพและองค์หญิงใหญ่จากไป ลานหน้าจวนก็เหลือเพียงหนิงหนิง ซูซ่านเฉิง ซูซ่านเหยา และอวิ๋นอี๋เหนียง ซูซ่านเฉิงพุ่งตัวฉับไวเข้ามาข้างหนิงหนิง เชิดคางไปทางซูซ่านเหยาที่ยืนแอบมองหนิงหนิงอยู่ แล้วพูดขึ้นว่า
“พี่สาว นังแพศยานั่นยังแย่งบุรุษกับพี่อยู่อีกหรือไม่”
หนิงหนิงขมวดคิ้วทันที สีหน้าไม่พอใจ “แพศยาอะไร ใครสอนให้พูดเช่นนี้!”
ซูซ่านเฉิงทั้งตกใจทั้งงุนงง ตอบกลับว่า “ก็พี่สอนข้าเองนี่นา”
หนิงหนิงได้แต่จนใจต่อร่างเดิมของตนเอง เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดว่า “ตอนนี้ข้าไม่ชอบองค์ชายสามแล้ว ใครอยากได้ก็เอาไป”
ซูซ่านเฉิงตกใจอีกครั้ง เอื้อมมือมาทาบหน้าผากหนิงหนิง
“พี่สาว หรือว่าศีรษะพี่กระแทกอะไรจนเสียสติไปแล้ว? ตั้งแต่แปดขวบ พี่ก็ยึดการได้แต่งกับองค์ชายสามเป็นเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่หรือ”
หนิงหนิงโบกมือไปมา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “พี่สาวของเจ้าเดี๋ยวนี้ไร้ความทะเยอทะยาน วันๆ คิดแค่กิน ดื่ม เที่ยวเล่นเท่านั้น”
ซูซ่านเฉิงตบมือดังป้าบอย่างแรง สีหน้าดีอกดีใจ “ศีรษะกระแทกแบบนี้ดีจริงๆ! ตอนนี้เป้าหมายชีวิตของพวกเราสองคนตรงกันพอดี!”
หนิงหนิงกลอกตาใส่เขา ไม่พูดอะไรอีก แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าเรือนด้านใน ในใจคิดว่าหนังสือนิทานเมื่อครู่ยังอ่านไม่จบ หากรีบหน่อย ก่อนมื้อเที่ยงคงอ่านจบพอดี จากนั้นก็จะได้เปลี่ยนไปอ่านเล่มใหม่ต่อ
ซูซ่านเฉิงรีบตามมา พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “พี่สาว ตอนบ่ายออกไปเดินเล่นกันเถอะ วันนี้เป็นวันหยุดพักราชการ ถนนหนทางคึกคักมากเลย”
หลายวันมานี้ไม่ได้ออกไปไหน ก็น่าอึดอัดอยู่บ้าง ออกไปเดินเล่นสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน จะได้ตัดเสื้อผ้าให้ซูซ่านเหยา ดอกบัวขาวผู้แสนอาภัพคนนั้นสักสองสามชุด
หางตาของหนิงหนิงเหลือบไปมองซูซ่านเหยาที่เดินตามอยู่ห่างๆ เสื้อผ้าของนางไม่รู้ว่าใส่มานานกี่ปีแล้ว แขนเสื้อสั้นจนข้อมือโผล่ออกมา ดูแล้วก็ชวนให้รู้สึกหนาวแทน
ในขณะนั้นเอง ระบบที่เงียบหายไปหลายวันก็พลันดังขึ้น
[ติ๊งด่อง ภารกิจวันพักราชการ: ดูหมิ่นกลางถนน ถูกกระตุ้น โฮสต์กรุณาพาซูซ่านเหยาและซูซ่านเฉิงออกไปเดินเล่นหลังมื้อเที่ยง พบกับตัวประกอบชายโดยบังเอิญ และกล่าวดูหมิ่นตัวประกอบชายต่อหน้านางเอกจำนวนสามประโยค กำหนดเวลาภารกิจ: ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน]
หนิงหนิง: …
เวรเอ๊ย!
