บทที่ 9 บิดาและน้องชาย - 1
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ระบบก็ยังมิได้มอบภารกิจใหม่ใดๆ ให้ หนิงหนิงจึงใช้ชีวิตซุกตัวอยู่ในจวนแม่ทัพมาโดยตลอด
ร่างเดิมสุขภาพไม่ค่อยดีนัก ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่ใคร่เจริญอาหาร ทั้งยังนอนหลับไม่สนิท หนิงหนิงคิดว่าเป็นไปได้มากว่าเกิดจากอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย ไฟในตับกำเริบ นางจึงเริ่มปรับกิจวัตรให้เป็นเวลา ตื่นเช้ารับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ปิดประตูเรือนทำท่าบริหารชุดหนึ่ง
ตอนเย็นหลังอาหารก็เดินช้าๆ ครบหนึ่งร้อยก้าว ก่อนเข้านอนดึงม่านเตียงลงแล้วทำโยคะก่อนหลับอีกชุดหนึ่ง ของบำรุงที่ไทเฮาประทานมาก็เลือกดื่มเฉพาะที่ออกฤทธิ์อ่อนโยน ส่วนอาหารขยะจากร้านค้าก็เลิกแตะต้อง
ด้านหนึ่งเพราะกินมากไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกาย อีกด้านหนึ่งเพราะไม่ได้ทำภารกิจ คะแนนมีน้อย นางก็ไม่อยากเอาไปสิ้นเปลืองกับการด่าทอผู้คนโดยใช่เหตุ
หลังจากดำเนินการเช่นนี้ผ่านไปเจ็ดแปดวัน นางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายเปลี่ยนไป
ประการแรก ระบบย่อยอาหารของร่างเดิมย่ำแย่ยิ่งนัก ทุกครั้งที่หนิงหนิงยังไม่ทันอิ่ม กระเพาะก็เริ่มประท้วง ปวดแน่นเป็นระลอก ก่อนหน้านี้เพราะเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก จึงได้กินเพียงโจ๊กใสกับกับข้าวจืดๆ
ต่อมานางนึกอยากกินอาหารหนักขึ้น กลับอาเจียนกลางดึกในวันเดียวกัน ทว่าบัดนี้ นางสามารถรับประทานข้าวชามใหญ่ ไก่สองน่อง พร้อมกับกับข้าวอีกหลายอย่างได้โดยไม่รู้สึกผิดปกติแม้แต่น้อย
ไม่เพียงเท่านั้น สภาพจิตใจของร่างนี้ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนใบหน้าซีดขาวหม่นหมอง ใต้ตาเป็นเงาคล้ำจางๆ แก้มก็ตอบชัด ทุกครั้งจะออกไปข้างนอกต้องทาแป้งปัดแก้ม ปิดรอยคล้ำใต้ตาอยู่เสมอ บัดนี้กลับไม่จำเป็นอีกแล้ว
ใบหน้าเล็กมีเลือดฝาด ดวงตากลมโตสดใสมีชีวิตชีวา เงามืดใต้ตาหายไปสิ้น ริมฝีปากไม่ต้องทาลิปก็แดงระเรื่อ เนื้อแก้มก็เพิ่มขึ้น ใบหน้ากลมมนราวผลไข่ สีผิวดูนุ่มนวลน่ารัก ความดุร้ายที่เคยมากับความผอมแห้งในอดีตล้วนสลายไปหมดสิ้น
หนิงหนิงพิจารณาใบหน้าตนเองในกระจกทองเหลืองด้วยความพึงพอใจยิ่ง หลายวันที่ผ่านมาชีวิตช่างสุขสบายเหลือเกิน ไม่ต้องทำภารกิจ ใช้ชีวิตคุณหนูในสกุลใหญ่ บำรุงร่างกายให้ดีขึ้นทุกวัน หากเป็นไปได้ นางก็อยากให้ชีวิตเช่นนี้ดำเนินต่อไปอีกสักหมื่นปี
ทว่าเส้นเรื่องและระบบย่อมไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ ก่อนเที่ยงไม่นาน เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากลานด้านหน้า ซานหูรีบวิ่งเข้ามารายงานว่า
“คุณหนู รีบตื่นเถิดเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพกับคุณชายกลับมาแล้ว!”
หนิงหนิงกลิ้งตัวลุกจากเตียงในพริบตา โยนหนังสือนิทานที่ยังอ่านไม่จบออกไป นางวางขนมกุหลาบหิมะที่กินไปได้ครึ่งหนึ่งกลับลงบนจาน ปัดเศษขนมออกจากมือดังแปะๆ สองที แล้วนั่งลงหน้ากระจกแต่งตัวอย่างรวดเร็ว พลางสั่งว่า
“เร็วเข้า ช่วยข้าหวีผม!”
ร่างเดิมอย่างซูซ่านหนิงไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด แต่กลับหวาดกลัวบิดาแม่ทัพผู้นี้ที่สุด หากแม่ทัพผู้เป็นบิดารู้ว่านางยังไม่ลุกจากเตียงจนตะวันขึ้นสูง แถมยังไม่ได้ชำระล้างร่างกาย มีหวังถูกอบรมจนหูชาแน่
แม่ทัพผู้เป็นบิดา ซูหงอวี้ ตั้งแต่วัยหนุ่มก็สร้างผลงานในสนามรบมานับไม่ถ้วน ไต่เต้าจากนายทหารผู้น้อยไร้พื้นเพ ขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ขั้นหนึ่งด้วยฝีมือแท้จริง จนเป็นที่ต้องพระทัยองค์หญิงใหญ่ ถึงขั้นทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ และทรงวิงวอนฮ่องเต้องค์ก่อนให้พระราชทานสมรส
ทว่าสวรรค์กลับอิจฉาผู้มีความสามารถ ในช่วงปลายศึกกับแคว้นเหลียง ขณะชัยชนะอยู่ตรงหน้า ฮ่องเต้เกิดคึกคะนอง อยากเสด็จนำทัพด้วยพระองค์เอง
แคว้นเหลียงซึ่งจนตรอกกลับทุ่มสุดกำลัง วางแผนลอบสังหารแบบยอมตายหมู่ หวิดจะปลิดพระชนม์ฮ่องเต้ด้วยห่าธนู หากไม่ใช่เพราะซูหงอวี้ยอมสละชีวิตบังธนูให้พระองค์ เหตุร้ายครั้งนั้นคงไม่อาจคลี่คลายได้
อย่างไรก็ดี ธนูเหล่านั้นทั้งแรงกล้าและอาบพิษ แม้แพทย์ทหารจะทุ่มเทสุดกำลัง ซูหงอวี้ก็ยังทิ้งรอยโรคไว้ หนึ่งขากลายเป็นพิการนับแต่นั้น
ฮ่องเต้สำนึกในพระคุณที่ช่วยชีวิต อีกทั้งทรงเห็นแก่ความชอบและบาดแผลที่ได้รับ จึงพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์แคว้นเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งทรงอนุญาตให้ขุนนางทั้งหลายเรียกเขาว่า “แม่ทัพ” มิใช่ “ราชบุตรเขย” ที่พำนักก็ให้เรียกว่า “จวนแม่ทัพ” มิใช่ “จวนราชบุตรเขย” เพื่อยกย่องผลงานและสถานะทางทหารให้สูงกว่าความเป็นเครือญาติฝ่ายใน อันเป็นการแสดงความยกย่องอย่างแท้จริง
แม้เป็นเช่นนั้น ซูหงอวี้ก็ไม่อาจออกศึกได้อีกต่อไปนับแต่นั้น ทว่าเขามิได้ท้อถอยหรือเก็บตัวอยู่อย่างว่างเปล่า กลับเป็นฝ่ายขอรับหน้าที่ฝึกทหารในค่าย เดินทางไปมาระหว่างค่ายทหารต่างๆ คอยจัดการฝึกหนักดุจนรกให้เหล่าทหารอยู่เนืองๆ
ที่หนิงหนิงยังไม่เคยพบซูหงอวี้นับแต่ทะลุมิติเข้ามา ก็เพราะก่อนหน้านี้เขาเดินทางไปยังชายแดน เพื่อฝึกกำลังพลตามหัวเมืองชายแดนนั่นเอง
แตกต่างจากผู้อื่น ซูหงอวี้เข้มงวดกับร่างเดิมอย่างยิ่ง เรื่องใดก็ตามที่ซูซ่านหนิงเคยอาละวาดวางอำนาจ หากเล็ดลอดเข้าหูซูหงอวี้เมื่อใด เมื่อนั้นย่อมตามมาด้วยการลงโทษอย่างหนัก ไม่มีผู้ใดห้ามได้ แม้แต่องค์หญิงใหญ่ก็ไม่อาจยับยั้ง
ทว่าน่าเสียดาย ประการหนึ่งคือเขาไม่ค่อยอยู่จวนตลอดทั้งปี อีกประการหนึ่งคือซูซ่านหนิงไม่เคยก่อเรื่องต่อหน้าบิดา จึงยังพอรู้จักยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มีบิดาดุเยี่ยงเสือเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งให้นิสัยของนางบิดเบี้ยวไปเรื่อยๆ ได้
ผู้ที่มีชะตาคล้ายคลึงกับนางคือน้องชายซูซ่านเฉิง ในฐานะบุตรชายเพียงผู้เดียวของสกุล องค์หญิงใหญ่ตามใจเขายิ่งกว่าร่างเดิมเสียอีก ถึงขั้นประคบประหงมดุจแก้วตาดวงใจ อ่านหนังสือเหนื่อยก็ไม่ต้องอ่าน ฝึกวิชาการทหารลำบากก็ไม่ต้องฝึก หน้าหนาวอยากกินลิ้นจี่ ต่อให้ต้องควบม้าให้ตายไปเก้าตัวก็ต้องนำมาให้ หน้าร้อนอยากเล่นน้ำแข็ง องค์หญิงใหญ่ก็สั่งสร้างห้องน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้เขาใช้คลายร้อนและสำราญใจ
ภายใต้การตามใจอย่างไร้ขอบเขตขององค์หญิงใหญ่ ซูซ่านเฉิงในวัยสิบสามปีจึงไม่เอาไหนทั้งด้านบุ๋นและบู๊ หากเป็นเรื่องก่อกวนสร้างความเดือดร้อนกลับเป็นที่หนึ่ง ซูหงอวี้ไม่พอใจเรื่องนี้มาโดยตลอด เห็นบุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลซูเดินไปบนเส้นทางของคุณชายเจ้าสำราญไกลขึ้นทุกที ในที่สุดซูหงอวี้ก็ทนไม่ไหว ต้นปีนี้เขาตบขาเสียงดัง คราวไปฝึกทหารชายแดนจึงพาซูซ่านเฉิงไปด้วย บอกว่าจะดัดนิสัยให้เข้าที่เข้าทางในค่ายทหาร
สองพ่อลูกจากไปครึ่งปีเต็ม กว่าจะได้กลับมาก็เกือบถึงปีใหม่ ครั้นหนิงหนิงมาถึงลานหน้า ซูซ่านเฉิงเห็นนางเข้าก็หน้าแดงก่ำขึ้นทันที
องค์หญิงใหญ่กำลังเช็ดน้ำตาไปพลาง คร่ำครวญว่าบุตรชายดำขึ้น ผอมลง ซูซ่านเฉิงซุกอยู่ในอ้อมแขนมารดา สะอื้นพลางกล่าวว่า
“ท่านแม่ ชายแดนเป็นที่กันดาร ไม่มีอะไรเลย ข้าถูกทรมานจนแทบโง่ไปแล้ว พอเห็นพี่สาว ก็เหมือนเห็นนางฟ้าลงมาจากสวรรค์”
หนิงหนิง…
