บทที่ 7 ทิ้งอมยิ้มไว้หนึ่งแท่ง - 1
ต่อให้ไม่ค่อยคิดเรื่องพวกนี้สักเท่าไร ทว่าหนิงหนิงก็อย่างน้อยก็เคยเรียนวิชาสุขศึกษา พอเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที
ลองคิดดูเถิด หากถูกบรรดาแม่นมเฒ่าที่อายุมากจนแทบจะเป็นย่าได้สามคนกดทับอยู่เช่นนั้น จะมีอารมณ์ใดหลงเหลือได้เล่า ดังนั้นเพื่อสนองความใคร่ของพวกนาง ย่อมต้องวางยาหลี่หรงเป็นแน่
ดังนั้นเมื่อครู่ที่หลี่หรงไล่นางให้ไป ไม่ยอมให้นางแตะต้อง ทั้งยังดิ้นรนอย่างรุนแรง ก็ไม่ใช่เพราะคิดว่านางมีความคิดไม่สมควรต่อเขา หากแต่เป็นเพราะกลัวว่าตนเองจะควบคุมไม่อยู่ต่างหาก
หนิงหนิงค่อยๆ หันหน้าหนี ไม่กล้ามองหลี่หรงอีก นางยืนนิ่งราวกับกลายเป็นหินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกแล้วเผ่นหนีออกจากห้องไปอย่างกับลูกศร พอพ้นประตูก็ปิดเสียงดังปัง
ทันทีที่ออกมานอกห้อง หนิงหนิงก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอามือปิดแก้มทั้งสองข้าง ศีรษะของนางยุ่งเหยิงราวกับโจ๊กหม้อหนึ่ง ในหัวผุดภาพหลี่หรงถูกมัดอยู่บนเตียง เสื้อคลุมแย้มเปิด ผ้าแดงปิดปาก งดงามราวกับดอกกุหลาบป่า
อีกครู่หนึ่งก็กลายเป็นภาพเขาขดตัวราวกุ้ง แบกรับความทรมานอย่างไร้หนทางจะช่วยเหลือตนเอง หัวใจของนางเต้นโครมคราม แก้มร้อนผ่าวจนแทบลุกเป็นไฟ จนกระทั่งลมหนาวพัดแรงพาใบไม้ปลิวว่อนมากระทบหน้า ความร้อนบนใบหน้าจึงค่อยๆ ลดลง นางถึงได้สติกลับมา
เรื่องนี้หาใช่ว่าหนิงหนิงเกิดความคิดใดต่อหลี่หรงไม่ เพียงแต่ภาพเหล่านี้สำหรับนางแล้วช่างเกินจะรับไหว ยิ่งไม่อยากนึก ภาพก็ยิ่งรุกล้ำเข้ามาในหัว
โชคดีที่ลมหนาวในปลายเดือนสิบสองเฉียบคมราวใบมีด พัดใส่นางไม่กี่ครั้ง ก็ทำให้สติของนางกลับมาสงบได้อย่างสิ้นเชิง
หนิงหนิงยันเข่าลุกขึ้นยืน พลันรู้สึกว่าปลายจมูกมีของเหลวเย็นชื้นเหนียวหนืดไหลออกมา นางยกมือขึ้นแตะ ครั้นเห็นปลายนิ้วก็พบสีแดงสดบาดตา
นาง…เลือดกำเดาไหล!
สวรรค์เอ๋ย หนิงหนิงแทบพูดไม่ออก เรื่องนี้ไม่ใช่ว่านางมีปฏิกิริยาแปลกประหลาดใดต่อหลี่หรง แต่เป็นเพราะร่างเดิมไวต่อสิ่งเร้าเกินไปต่างหาก! เป็นความผิดของซูซ่านหนิง ไม่ใช่ของซูหนิงหนิง!
ใช่แล้ว ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นร่างเดิมภายหลังจะถูกคนยุยงให้ไปหาชายบำเรอได้อย่างไร ก็เพราะนางนี่แหละ!
หนิงหนิงปลอบใจตนเองอยู่หลายรอบก็ยังอยากจะร้องไห้ด้วยความอับอาย นางก้มหน้าลงด้วยความละอาย ทว่าเพียงก้มลงเท่านั้น เลือดกำเดาก็ยิ่งไหลมากขึ้น นางปิดไม่ทัน เลือดจึงหยดลงบนเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน
บัดซบเอ๊ย!
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
บัดนี้ภายในลานเรือนไม่มีผู้ใดอยู่เลย หนิงหนิงจนปัญญา จำต้องคลำทางเข้าไปยังห้องชำระล้างด้วยตนเอง นางผสมน้ำอุ่นแล้วใช้เช็ดเสื้อคลุม แต่เพราะสีอ่อนนัก เช็ดอย่างไรก็ยังเห็นคราบเด่นชัด อากาศหนาวเช่นนี้จะไม่สวมเสื้อคลุมก็ไม่ได้ ทว่าสวมแล้วหากมีผู้พบเห็นก็ย่อมถูกซักถามไม่รู้จบ
เฮ้อ…จะทำอย่างไรดีเล่า หนิงหนิงมองคราบเลือดนั้นด้วยความกลัดกลุ้ม ครู่หนึ่งดวงตาก็สว่างวาบขึ้น นางสะบัดเสื้อคลุมแล้วพลิกกลับอีกด้าน เอาด้านขนหันออกคลุมกาย คราวนี้ดูราวกับสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาว แม้จะดูประหลาดอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่สะดุดตาผู้คน
ฮ่าๆ ข้านี่ช่างฉลาดจริงๆ!
ปัญหาใหญ่คลี่คลาย อารมณ์ของหนิงหนิงก็ดีขึ้นไม่น้อย นางนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เพิ่งอาเจียน ยังมิได้บ้วนปาก จึงหยิบถ้วยชามาชำระปาก ครั้นก่อนหน้านี้ไม่ทันรู้สึก แต่พอสงบลงก็รู้สึกว่าขมปาก อีกทั้งยังคลื่นไส้อยู่บ้าง นางจึงเปิดร้านค้า ใช้แต้มแลกอมยิ้มแท่งหนึ่ง พอหยิบก้านพลาสติกคุ้นตาขึ้นดูบรรจุภัณฑ์ ก็พยักหน้าอย่างพอใจ เป็นรสส้มพอดี ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้
เมื่อกินอมยิ้มส้มจนหมดอย่างสบายอารมณ์ หนิงหนิงกะเวลาแล้วคิดว่าหลี่หรงน่าจะจัดการตัวเองเรียบร้อย จึงเดินออกไปเคาะประตูห้องเบาๆ จุดประสงค์ของนางคือมาหาถุงหอมที่ตกหล่น แม้จะเกิดเหตุการณ์น่าตกตะลึงต่อเนื่อง แต่เป้าหมายเดิมนางก็ยังไม่ลืม
หนิงหนิงรออยู่ครู่หนึ่ง ภายในเงียบสนิท นางจึงครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วพูดผ่านประตูว่า “ข้าจะเข้าไปแล้วนะ!”
ภายในยังคงไร้เสียงตอบ นางจึงผลักประตูเข้าไป ทันทีที่ประตูเปิด หนิงหนิงก็เข้าใจว่าทำไมไม่มีผู้ใดขานรับ เพราะหลี่หรงหมดสติล้มอยู่บนพื้นแล้ว
เขานอนคว่ำหน้าอยู่ข้างชั้นวางอ่าง ดวงตาปิดสนิท ใบหน้าแดงก่ำผิดปกติ ริมฝีปากซีดแห้งแตกระแหง
หลี่หรงถูกไข้เผาจนสติเลอะเลือน เดิมทีไข้สูงก็ยังไม่ทุเลา แล้วยังถูกบังคับกรอกยากระตุ้นเข้าไปอีก แรงฮึดที่ยาปลุกขึ้นมานั้น หลังการระบายเมื่อครู่ก็สลายหายไปสิ้น ครั้นฤทธิ์ยาจางลง ความปวดระบมอ่อนแรงจากไข้สูงยิ่งทวีคูณ ลำคอเจ็บราวกับกลืนมีด ข้อต่อทั่วร่างปวดร้าวราวกับกำลังจะละลายลงในชั่วพริบตาเดียว
เขานอนแนบอยู่กับพื้นเย็นเฉียบ เพียงรู้สึกว่าความหนาวเย็นซึมทะลุขึ้นมาจากพื้นดิน แทรกเข้าไปถึงร่องกระดูก ราวกับคมมีดแหลมคมที่กำลังเฉือนเนื้อแยกกระดูกของเขาทีละชิ้น
เขารู้ดีว่าไม่อาจนอนอยู่เช่นนี้ต่อไป หากยังฝืนอยู่ อาการป่วยจะยิ่งทรุดหนัก แต่เจตจำนงกลับไม่อาจควบคุมร่างกายได้อีกแล้ว กล้ามเนื้อทุกส่วนหนักอึ้งราวกับแบกภูเขานับพันชั่ง ภายในเหมือนมีฝูงมดแมลงนับไม่ถ้วนกำลังกัดแทะไม่หยุด ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือสติสัมปชัญญะของเขาก็เริ่มหลุดลอย ความทรงจำตั้งแต่เกิดราวกับโคมไฟหมุนวน ฉายภาพขึ้นมาทีละเรื่องทีละตอนอย่างไม่อาจควบคุม
เมื่ออยู่แคว้นเหลียง พระสนมผู้เป็นมารดาถูกใส่ร้ายว่าเป็นนางปีศาจและถูกประหาร ตั้งแต่นั้นมา ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาก็ทรงทอดทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง มิไยดีต่อความเป็นความตาย ปล่อยให้เขาดิ้นรนอยู่ในวังหลวงราวกับเงาที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น
เขาถูกพี่น้องร่วมสายเลือดบีบบังคับให้กินอาหารร่วมกับสุนัข ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ถูกมองเป็นเพียงทาสและของเล่น จนกระทั่งภายหลัง แม้แต่สาวใช้หรือขันทีชั้นต่ำ ก็ยังกล้าลงมือทำร้ายและด่าทอเขาได้ตามอำเภอใจ
หลังอายุสิบปี เขาหนีจากนรกแห่งหนึ่งไปสู่นรกอีกแห่ง ที่แคว้นโจว บรรดาองค์ชายและบุตรขุนนางมีวิธีทรมานผู้คนมากมายยิ่งกว่า บุรุษโหดเหี้ยม สตรีต่ำช้า ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาถูกล่วงเกิน ต่อให้ซ่อนตัวอยู่ในมุมอับ ก็ยังถูกกระชากขาออกมาลากไปเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
คลื่นความแค้นถาโถมซัดเข้ามาเป็นระลอก ทำให้ร่างกายที่ถูกไฟไข้แผดเผาอยู่แล้ว ยิ่งจมอยู่ในความเจ็บปวดทรมานหนักหน่วง
หรือจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอนอยู่ตรงนี้ แล้วตายเสีย ทุกอย่างก็คงสิ้นสุด จะได้หลุดพ้น เหตุใดต้องดิ้นรนอยู่ท่ามกลางภูเขามีดทะเลเพลิงเช่นนี้เล่า
ไม่ได้! เส้นประสาทเส้นหนึ่งเหมือนถูกบิดกระชากอย่างแรง ความแค้นและความไม่ยินยอมพุ่งทะลักออกมา เหตุใดเขาต้องตายอย่างน่าเวทนาเช่นนี้ มีเพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงจะมีหวังล้างแค้น มีโอกาสเอาคืนผู้ที่เคยเหยียบย่ำเขา ลอกหนัง ถอนกระดูก ให้พวกมันได้ลิ้มรสความเป็นอยู่ไม่สู้ตายเสียบ้าง
และก็ยังจะมีโอกาส…มีโอกาส…
ท่ามกลางลาวาแห่งความแค้นที่ลุกโชน เงาร่างในชุดขาวผู้หนึ่งลอยเข้ามาอย่างแผ่วเบา นางบริสุทธิ์งดงามดุจพระโพธิสัตว์ผู้มาโปรดสัตว์ เพียงปรากฏกายอยู่ตรงนั้น แม้ไม่ต้องทำสิ่งใด ก็ยังนำความปลอบประโลมและความสงบมาสู่หัวใจที่ถูกเผาจนแทบมอดไหม้ของเขา
