บทที่ 6 ความอับอายปนเดือดดาลจนอยากตาย - 3
สาวใช้และขันทีน้อยพาเหล่าแม่นมออกไปจนหมด ลานเรือนก็พลันเงียบสงัดลงทันที
สายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน ทำให้ต้นอู่ถงในลานสั่นไหว เสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบา ก่อนจะโปรยร่วงลงพื้นเป็นผืนใบไม้สีเหลืองเต็มลาน
หนิงหนิงปัดใบไม้ที่ตกใส่ศีรษะออก ก่อนหันไปมองบานประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ด้านหลัง ภายในเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงใดๆ
นางควรเข้าไปช่วยแก้มัดให้หลี่หรงหรือไม่ หากทำเช่นนั้นจะยิ่งกระตุ้นเขาหรือเปล่า จะทำให้เขายิ่งโกรธยิ่งเกลียดนางมากขึ้นหรือไม่
แต่หากปล่อยไว้ให้สองขันทีน้อยกลับมาแล้วค่อยให้พวกเขาเป็นคนแก้มัดแทน… ทันใดนั้นหนิงหนิงก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ขันทีสองคนนั้นคงไม่ใช่คนดีนัก น่าจะรับสินบนจากพวกแม่นมมา ไม่อย่างนั้นเหตุใดจึงคอยดักเฝ้าหน้าประตูอยู่เช่นนั้น
เช่นนั้นแล้ว…ก็ต้องรอให้หูป๋อและซานหูมาช่วยแทน ทว่าจากที่นี่ไปถึงประตูวังนั้นไกลนัก การไปกลับคงกินเวลาไม่น้อย อีกทั้งเมื่อวานหลี่หรงยังมีไข้สูงอยู่ด้วย
หนิงหนิงลังเลอยู่นาน ก่อนจะกัดฟันยึดหลักมนุษยธรรม เดินตรงไปยังบานประตูที่ปิดแน่น นางคิดในใจว่า ไหนๆ ตอนนี้นางก็มีทักษะเอาตัวรอดแล้ว ไม่น่าต้องกลัวอะไรนัก
นางผลักประตูให้แง้มออกเพียงเล็กน้อย ก็เห็นบุรุษบนเตียงนอนหงายอยู่ ขาเรียวยาวพาดออกมานอกผ้าห่ม ผิวขาวซีดสะท้อนความมืดจนสะดุดตา มือที่ถูกมัดตกห้อยลงข้างเตียง บริเวณที่เชือกรัดเป็นรอยแดงช้ำเป็นวง มีเลือดซึมออกมาเป็นหยาด
ผ้าสีแดงที่อุดปากก็กดลึกลงบนผิวซีดเซียว ดวงตาเขาเบิกกว้างจ้องเพดานไม่กระพริบแม้แต่น้อย คล้ายปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำ ดิ้นรนจนหมดเรี่ยวแรงและรอเพียงลมหายใจสุดท้าย
ปลายนิ้วที่วางบนประตูของหนิงหนิงหดตัวเล็กน้อย นางเบือนสายตาแล้วเปิดประตูเดินเข้าไปด้านใน
หลี่หรงได้ยินเสียงก็สะดุ้งเฮือก พอเห็นว่าเป็นนาง เขากลับดิ้นแรงกว่าเดิม หนิงหนิงเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยว่า
“อย่ากลัว ข้ามาช่วยเจ้า”
แต่หลี่หรงไม่ฟังแม้แต่น้อย เขายิ่งดิ้นรุนแรงขึ้น เตียงทั้งหลังสั่นครืดราวจะพังลงในพริบตา และบาดแผลตามแขนขาที่ถูกมัดก็ขยายกว้างกว่าเดิม จากที่มีเพียงเลือดซึม ตอนนี้กลายเป็นเลือดไหลท่วมออกมาแล้ว
หนิงหนิงพยายามอธิบายอีกสองสามประโยคแต่ก็ไร้ผล ความโกรธพลันพุ่งขึ้นมา นางเผลอยกมือแตะที่แส้ ก่อนจะเหวี่ยงสุดแรงลงบนพื้น!
เสียงแส้ฟาดดังสนั่นจนเก้าอี้ตัวหนึ่งถูกสะบัดปลิวไป หนิงหนิงเองยังรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ แต่ว่า…ได้ผลดีทีเดียว หลี่หรงหยุดนิ่งสนิท
แม้ร่างจะไม่ขยับ แต่อกของเขากลับกระเพื่อมถี่รัวราวกับเครื่องสูบลม สองดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความอัปยศ จ้องนางราวคมมีดน้ำแข็ง
หนิงหนิงไม่ยอมแพ้ จ้องกลับไปอย่างไม่ลดราวาศอก ตวาดว่า “เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร!”
“บอกแล้วว่ามาช่วย ยังจะดิ้นไปดิ้นมาอะไรอีก อยากตายหรืออย่างไร?!”
+1000
+1000…
นางเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอไปแตะจุดทำคะแนนเข้าจังๆ ทันใดนั้นหนิงหนิงก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา นางพบว่าตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างซูซ่านหนิง อารมณ์ของนางยิ่งแย่ลงทุกที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อมบีบบังคับ หรือเพราะระบบปากร้ายทำให้ติดนิสัย
เดิมทีเวลารับหน้าหลี่หรง นางตั้งใจจะสุภาพให้มาก เผื่อจะลดค่าความเกลียดชังของเขา แต่ทุกครั้งกลับอดไม่ได้ที่จะหลุดด่าเข้าให้
สองพันคะแนนทำให้อารมณ์ของหนิงหนิงกลับมาสงบลงเล็กน้อย นางนึกถึงคำสัญญาที่ครั้งหนึ่งให้ไว้กับตัวเองว่า หากไม่ใช่ภารกิจ นางต้องไม่หลุดด่าใครอีก ดังนั้นนางจึงไม่พูดอะไรต่อ ทำเพียงหน้านิ่งๆ แล้วค่อยๆ คลายผ้าสีแดงที่อุดปากหลี่หรงออก
ทันทีที่ผ้าแดงถูกคลายออก หลี่หรงก็คำรามทันทีว่า “เจ้าออกไป!”
เสียงตะโกนลั่นทำเอาหนิงหนิงอารมณ์เสียขึ้นมาอีกครั้ง เขานี่ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักคุณความดีของผู้อื่นเสียจริง! หากเป็นไปได้นางก็อยากคุยกับเขาดีๆ แต่ดูท่าโรคทางใจของเขาจะไม่อนุญาตให้พูดจาดีๆ กับใครเลย
