บทที่ 6 ความอับอายปนเดือดดาลจนอยากตาย - 1
ภาพตรงหน้าช่างร้ายแรงเกินกว่าจะรับไหว หนิงหนิงถึงกับสมองมึนงงไปชั่วขณะ
ในนิยายเคยกล่าวไว้ว่า หลี่หรงต้องทนความอัปยศสารพัดในวังหลวง ทว่าตอนอ่านกลับเน้นไปที่การถูกเหล่าองค์ชายและตัวร้ายอย่างซูซ่านหนิงกลั่นแกล้ง ส่วนเรื่องถูกพวกหญิงสูงวัยในวังหลังล่วงเกินนั้นก็มีเพียงคำใบ้เพียงเล็กน้อย หนิงหนิงจึงลืมไปเสียสนิท อีกทั้งตลอดสิบเก้าปีในชีวิตที่ผ่านมา นางเอาแต่เรียนหนังสือ ทำงานหาเงิน เวลาว่างก็ดูละครอ่านนิยายแบบใสสะอาดทั้งสิ้น เรื่องต่ำทรามเช่นนี้แม้แต่คิดก็ยังไม่เคย
พอมาเจอภาพอันเร่าร้อนแสบตาเช่นนี้เข้าจังๆ นางก็แทบจะรับไม่ไหว ตา สมอง และกระเพาะอาหารเหมือนถูกโจมตีพร้อมกันไปหมด
ตามเหตุผลนางควรหลับตาเสียด้วยซ้ำ ทว่าเหมือนดวงตาจะไม่เชื่อฟัง ราวกับถูกตรึงเอาไว้กับร่างกายอันน่าเวทนาของพวกแม่นมทั้งสาม ไม่ว่าพยายามละสายตาเท่าใดก็ทำไม่ได้ ไหนจะเมื่อคืนเพิ่งกินเบอร์เกอร์จนอิ่มจุก แล้วร่างเดิมก็อ่อนแออยู่แล้ว เมื่อถูกกระตุ้นหลายทางเช่นนี้ ในที่สุดก็อาเจียนออกมาเสียงดังลั่น
เสียงนั้นราวกับปลดผนึกแห่งกาลเวลา จังหวะที่มันดังขึ้น ผู้คนในห้องก็พลันขยับตัวราวตื่นจากภวังค์ แม่นมทั้งสามกลิ้งตกเตียงอย่างทุลักทุเล รีบร้อนคว้าเสื้อผ้ามาสวมทับ ก่อนทรุดกายคุกเข่า ก้มศีรษะลงและกล่าวว่า
“บ่าวผิดต่อท่านหญิง! บ่าวสมควรตาย!”
ซานหูกับหูป๋อที่เห็นหนิงหนิงอาเจียนก็รีบจะพุ่งเข้ามา ทว่าแม้สายตาจะพร่าเลือนเพราะน้ำตา หนิงหนิงก็ยังมองเห็นบุรุษบนเตียงดิ้นรนสุดแรง ดวงตาเบิกกว้างดุจสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนไร้ทางหนี ความสิ้นหวังที่ฉายชัดในดวงตาคู่นั้นทำให้นางสะท้านวาบขึ้นมาอย่างพิกลนัก
โดยไม่ทันคิด นางตวาดเบาๆ ว่า “ใครก็ห้ามเข้ามา!”
สองสาวใช้ชะงักกึก แม้แต่พวกขันทีก็ไม่กล้าขยับ หนิงหนิงพยุงตัวลุกขึ้น ใช้ประตูบังสายตาคนด้านหลังไว้ แล้วจ้องแม่นมสามคนที่ทั้งเสื้อผ้าหลุดลุ่ยทั้งตัวสั่นระริกด้วยสายตาเย็นเฉียบ ก่อนกล่าวว่า
“พวกเจ้าช่างกล้าหาญนัก!”
เมื่อสิ้นคำ แม่นมทั้งสามก็พากันทรุดกายลงคุกเข่าเต็มพื้น เสียงกระแทกดังระรัว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันฉาบเหงื่อจนมันแผล็บ ไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อจากความกำหนัดเมื่อครู่ หรือเป็นเหงื่อที่ไหลรินเพราะถูกจับได้คาหนังคาเขากันแน่
หนิงหนิงยิ่งมองก็ยิ่งคลื่นเหียน จึงเสมองไปอีกทางแล้วถามเสียงเย็นว่า “พวกเจ้าเป็นคนของตำหนักใดกัน?”
ถึงแม้หลี่หรงจะเป็นเพียงเชลยในฐานะองค์ชายตัวประกัน แต่ก็ยังถือเป็นคนของราชสำนัก กลับถูกพวกแม่นมแก่ๆ กล้าล่วงเกินถึงเพียงนี้ ทั้งยังมัดมือมัดเท้ากดร่างลงบนเตียง นี่มันยังมีขื่อมีแปในวังหรือไม่!
บรรดาแม่นมทั้งหลายหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ละล้าละลังไม่กล้าตอบแม้สักคำ จนกระทั่งหนิงหนิงตวาดลั่น เสียงสะท้อนก้องไปทั่วห้อง นางกวาดสายตามองหาสิ่งของสักชิ้นไว้เพื่อเพิ่มอำนาจ ทว่าในห้องของหลี่หรงกลับมีข้าวของน้อยนิดจนน่าเวทนา แม้แต่ของสักอย่างจะคว้ามาปาก็ยังไม่มี
ทันใดนั้นปลายแขนเสื้อถูกดึงเบาๆ หนิงหนิงหันมอง เห็นหูป๋อก้มหน้าเงียบๆ ยัดแส้เส้นหนึ่งใส่มือให้นาง ก่อนจะถอยกลับไปด้านหลัง
แท้จริงแล้ว แส้นี้คือของที่ซูซ่านหนิงตัวจริงพกติดกายทุกคราเวลาออกนอกจวน เพื่อให้ใช้งานยามอยากลงโทษผู้อื่น แม้หนิงหนิงเมื่อสวมร่างมาแล้วไม่เคยคิดใช้ แต่หูป๋อก็ยังคงทำตามความเคยชิน คาดไม่ถึงว่ากลับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในยามนี้
ยามแส้กระชับในมือ ความทรงจำของร่างเดิมก็แล่นวาบขึ้น หนิงหนิงสะบัดข้อมือเบาๆ แส้ก็กรีดอากาศฟาดลงบนพื้นดังเพี๊ยะ ฝุ่นผงปลิวฟุ้ง ทำเอาแม่เฒ่าทั้งสามนางตัวสั่นระริก
หนิงหนิงคำรามเสียงต่ำ “จะพูดหรือไม่พูด!”
แค่เห็นแส้ถูกเงื้อขึ้นอีกรอบ แม่เฒ่าคนหนึ่งก็ถึงกับทรุดร่างลงไปกองกับพื้น ร่ำไห้เสียงสั่น “พวกบ่าว…พวกบ่าวเป็นคนของตำหนักพระสนมจ้าวเจ้าค่ะ…ขอท่านหญิงโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
