บทที่ 4 พระเอกผู้รักเดียวใจเดียว - 1
เมื่อทำงานสำเร็จแล้ว หนิงหนิงย่อมไม่ลืมหน้าที่ที่ใช้เป็นข้ออ้างเข้าวังในครั้งนี้ นั่นคือการมาเข้าเฝ้าไทเฮา นางตรงไปยังตำหนักอี้หนิงที่ไทเฮาประทับอยู่ ให้ซูซ่านเหยายืนรอเบื้องนอก ครั้นมีการกราบทูลแล้วจึงก้าวเข้าสู่ด้านใน
ไทเฮาเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้เปี่ยมด้วยอำนาจ ท่าทางขรึมสง่า ใต้เกศาสีเงินที่เกล้าอย่างประณีตคือมงกุฎประดับมรกตลายมังกรหงส์ ฉลองพระองค์เป็นผ้าดำปักทองรูปเฟิ่งหวง ที่พระศอมีสร้อยปะคำสลับลูกปัดปะการัง ทั้งสองพระหัตถ์ยังสวมกำไลทองคู่ ทำให้แลดูสง่างามจับตา
ทว่าเมื่อทอดพระเนตรเห็นท่าทางเย็นชาแบบคุณหนูผู้สูงศักดิ์ของหนิงหนิง สีหน้าที่เคยเคร่งกลับอ่อนลงทันที ริมพระโอษฐ์คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะดึงมือนางเข้ามากุมไว้แน่น แล้วมองสำรวจขึ้นลงด้วยความเอ็นดู
“หลานสาวของยายผอมลงไปมากจริงๆ เพิ่งจะหายป่วยแท้ๆ ยังวิ่งวุ่นให้เหนื่อยล้าอยู่ได้ เห็นแล้วยายปวดใจนัก”
ไทเฮามีองค์หญิงใหญ่และฮ่องเต้เพียงสองพระองค์ และว่ากันว่ารูปโฉมของซูซ่านหนิงนั้นละม้ายคล้ายไทเฮาเมื่อทรงพระเยาว์ยิ่งนัก นางจึงทรงรักเอ็นดูหลานสาวคนนี้เป็นพิเศษ ไม่อาจทนเห็นนางถูกข่มเหงแม้เพียงน้อย นอกวังนางมีองค์หญิงใหญ่คอยหนุนหลัง ในวังหลวงก็มีไทเฮาคอยคุ้มครอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ร่างเดิมของซูซ่านหนิงจะสามารถเหิมเกริมได้ถึงเพียงนั้น
สำหรับหนิงหนิงผู้เติบโตมาอย่างไร้ผู้เหลียวแล ครั้นได้รับความอบอุ่นมากมายจนล้นหัวใจ นางก็รู้สึกหวานล้ำไปทั้งใจ จึงเอ่ยถ้อยคำสนิทสนมสองสามประโยค จนไทเฮาทรงยิ้มร่าอย่างหุบพระโอษฐ์ไม่ลง
พอทรงทราบว่าหนิงหนิงยกโทษให้องค์ชายตัวประกันและยกเลิกโทษคุกเข่าแล้ว ไทเฮาก็ทรงลูบมือหลานสาวพลางเอ่ยว่า
“หลานรักของยายช่างมีน้ำใจนัก เดิมทียายคิดจะให้เขาคุกเข่าจนขาพิการสักข้างเพื่อล้างแค้นแทนเจ้า แต่ในเมื่อหลานวางมือแล้ว ยายก็จะปล่อยเขาไป นับว่าโชคช่วยเขายิ่งนัก”
หนิงหนิงรู้สึกประหลาดในใจนัก ด้านหนึ่งก็เป็นคนที่กดขี่บ่าวไพร่อย่างไร้ปรานี อีกฝ่ายก็คิดจะทำร้ายคนให้ขาพิการ เพียงเพื่อปกป้องนางเท่านั้น นางเพิ่งกระจ่างในบัดดลว่า เหตุใดซูซ่านหนิงผู้เดิมจึงกลายเป็นคุณหนูดุร้ายใจดำได้ถึงเพียงนี้
หนิงหนิงอยู่สนทนากับไทเฮาอีกครู่หนึ่ง ครั้นนึกได้ว่าซูซ่านเหยายังรออยู่ด้านนอก จึงลุกขึ้นทูลลาไทเฮา ไทเฮาแม้จะเสียดายอยู่มาก แต่เห็นว่าหลานสาวเพิ่งหายป่วย จึงไม่ทรงรั้งไว้ ทรงสั่งให้นางกำนัลยกหีบของบำรุงกับผ้าเนื้อดีสองผืนใหญ่ให้หนิงหนิงติดมือกลับไปด้วย
ด้านหนึ่ง หนิงหนิงซึ่งได้ของดีมาสองหีบก็ชื่นบานยิ่งนัก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ซูซ่านเหยากลับไม่มีโชคเช่นนั้น
บุตรสาวของรองเสนาบดีกรมพิธีการ นามว่าเฉินซ่างจู๋ เป็นหนึ่งในสหายของซูซ่านหนิง อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์เกี่ยวดองกับไทเฮาอยู่บ้าง นางจึงมักฉวยโอกาสนี้เข้าวังมาเอาอกเอาใจ เพื่อหวังผลประโยชน์อยู่เนืองๆ
วันนี้ก็ไม่ต่างจากทุกครั้ง นางตรงมาที่ตำหนักอี้หนิงด้วยท่าทีประจบประแจงตามเคย ทว่าเมื่อยังอยู่ห่างไกลก็แลเห็นซูซ่านเหยายืนอยู่ลำพังหน้าตำหนัก นางที่เคยสมคบกับซูซ่านหนิงรังแกซูซ่านเหยามานับครั้งไม่ถ้วน เพียงเห็นภาพนี้ก็เดาได้ทันทีว่าซูซ่านหนิงคงพานางมาสร้างความขบขันให้ผู้คนได้หัวเราะอีกแล้ว
คิดดังนั้น เฉินซ่างจู๋จึงเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ แล้วเหยียดปลายเท้าซัดเข้าที่ข้อพับของซูซ่านเหยาอย่างไร้ปรานี
ซูซ่านเหยาได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าดังเร่งร้อนจากด้านหลัง ยังไม่ทันหันกลับไปก็ถูกเตะเข้าที่ข้อพับจนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ร่างน้อยเสียหลักล้มไปด้านหน้า มือที่ยันพื้นอยู่ไถลไปตามแรงล้ม ฝ่ามือขาวซีดครูดกับพื้นแข็งจนเกิดรอยเลือดเป็นทางยาวหลายเส้น
หนิงหนิงเพิ่งก้าวออกจากประตูตำหนักมาก็เห็นภาพนั้นพอดี นางไม่ต้องการส่งเสียงดังหน้าตำหนักไทเฮา จึงมิได้ตะโกนออกไป เพียงแต่เร่งฝีเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทว่าเฉินซ่างจู๋กลับเห็นหนิงหนิงแล้วไม่เพียงไม่หยุดมือ หากยังทำท่ายินดีประหนึ่งมารายงานผลงาน นางก้มตัวลง คว้าคอเสื้อซูซ่านเหยาแล้วฟาดฝ่ามือลงสองครั้งเสียงดังลั่น ซูซ่านเหยาร้องฮือในลำคอ แก้มทั้งสองข้างบวมพองขึ้นในพริบตา
หนิงหนิงตกใจยิ่งนัก ระยะห่างเช่นนี้ หากร้องห้ามคงไม่มีใครในตำหนักได้ยิน นางจึงวิ่งพลางจะเปล่งเสียงห้าม ทว่าเสียงของนางยังไม่ทันหลุดออกจากลำคอ ก็มีอีกผู้หนึ่งตะโกนลั่นขึ้นเสียก่อน
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงคำรามนั้นทำให้ทั้งสามคนหันไปมองพร้อมกัน แล้วก็เห็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง กำลังตวัดฝีเท้าเข้ามาอย่างองอาจ เสื้อคลุมสีจันทร์ปักลายงูพันขดด้วยดิ้นทองทอประกายสะดุดตา ทำให้เขาดูโดดเด่นยิ่งนัก
หนิงหนิงจำเขาได้ทันที นี่คือพระเอก!
ผู้เขียนเคยบรรยายรูปลักษณ์ขององค์ชายสาม หลงเชิ่ง ไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่รูปหน้าถึงดวงตา ตั้งแต่ความสูงยันสัดส่วนกล้ามเนื้อของเขาได้รูปงดงาม หากให้ปั้นเป็นรูปสามมิติก็ยังคงถ่ายทอดออกมาได้ครบถ้วน พร้อมทั้งกิริยาท่วงท่าที่สง่าโดดเด่น ดุจวีรบุรุษผู้เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊
แม้ยามยืนอยู่เฉยๆ ก็ยังแผ่ออกซึ่งเค้าเงาของแม่ทัพผู้เกรียงไกร ทว่าพร้อมกันนั้นกลับแฝงความสำรวมอ่อนช้อยแบบบัณฑิตเอาไว้ได้อย่างประหลาด จนยากจะละสายตา
ครั้นหนิงหนิงเห็นใบหน้าพระเอกผู้สูงส่งไร้ที่ติของหลงเชิ่งจริงๆ โดยเฉพาะสีหน้าที่สะท้อนความโกรธเพื่อผดุงความยุติธรรม นางก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเฉียบพลัน พลางเบือนสายตาไปอย่างรังเกียจเล็กๆ
ตามลำดับเหตุการณ์ ก่อนที่หนิงหนิงจะทะลุมิติเข้ามา หลงเชิ่งหลงใหลในความอ่อนโยนและความกล้าหาญอันน่าสงสารของซูซ่านเหยาอยู่ก่อนแล้ว ส่วนท่าทีออดอ้อนยั่วเย้าอย่างไร้แก่นสารของซูซ่านหนิงในอดีต รวมถึงการกลั่นแกล้งพี่สาวต่างมารดาอย่างโหดร้าย ก็ล้วนทำให้หลงเชิ่งชิงชังนางเข้าไส้
