บทที่ 2 พบหน้าองค์ชายตัวประกัน - 2
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา นางพลันนึกถึงเตาอุ่นเมื่อวานนี้ น้องสาวของนาง…เหตุใดถึงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเช่นนี้กันนะ
นางแอบมองดูหนิงหนิงอย่างเงียบๆ ก็พบว่าหลายสิ่งเปลี่ยนไปจริงๆ ปกติน้องสาวของนางแต่งตัวด้วยของล้ำค่าจนแทบจะยกขุมทรัพย์ขึ้นประดับทั่วทั้งหัว กลัวว่าใครจะไม่รู้ว่านางมั่งคั่งเพียงใด แต่งหน้าแต่งตัวเหมือนจะฝืนให้ตัวเองแก่เกินวัย ทั้งยังทำหน้าขึงขังจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ตอนนี้ต่างออกไปมากนัก
วันนี้นางสวมชุดสีชมพูอ่อน ใบหน้าเล็กๆ แต้มเครื่องประทินโฉมแผ่วบาง พอซุกตัวอยู่ในขนฟูของเสื้อคลุมขนจิ้งจอกก็ยิ่งดูนุ่มนวลผ่อนคลาย ปักปิ่นดอกไห่ถังใสกระจ่างเพียงชิ้นเดียวประดับด้วยมุกเล็กๆ สองสามเม็ด ทำให้ดูสดใสอ่อนหวานกว่าเคยนัก กลิ่นกายก็ไม่ใช่กลิ่นฉุนแรงที่เคยคุ้น หากเป็นกลิ่นผลไม้หอมสดชื่นลอยแผ่วเบาแทน
บางที…น้องสาวของนางอาจจะเปลี่ยนไปจริงๆ นางเคยได้ยินมาว่า บางคนเมื่อหายจากความเจ็บป่วยหนัก มักมีนิสัยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บางทีน้องสาวของนาง…อาจเป็นเช่นนั้น
เช่นนั้นแล้ว…ลองขอร้องแทนองค์ชายตัวประกันอีกสักครั้งดีหรือไม่ ซูซ่านเหยาคิดในใจ อยู่ๆ ก็ได้ยินน้องสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงมืดครึ้มว่า
“หยุด!”
หนิงหนิงแอบมองลอดช่องม่าน เห็นเงาร่างหนึ่งคุกเข่าอยู่ชิดกำแพง พลันก็รู้ทันทีว่าเจอคนที่กำลังตามหา จึงสั่งให้หยุดเกี้ยว
ตอนนี้นางอารมณ์ไม่ดีนัก มีแต่ความไม่อยากเห็นหน้าคนที่ในเรื่องต้นฉบับนั้นจะตัดแขนขานางจนกลายเป็นกระโถนมนุษย์ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้ระบบนี้ไม่รู้จักความเมตตาเอาเสียเลย
หนิงหนิงก้าวลงจากเกี้ยวด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ที่มุมกำแพงก็เงยหน้าขึ้นมองนาง
คิ้วตาของเด็กหนุ่มงดงามราวถูกจิตรกรบรรจงวาด เป็นเส้นสายที่พอเหมาะงดงาม ดวงตาของเขาดำสนิท และเพราะต้องทนลมหนาวตลอดคืนในยามเหมันต์ จึงแฝงไว้ด้วยไอเย็นบางเบาราวน้ำแข็ง เมื่อมองมายังหนิงหนิง ก็ให้ความรู้สึกเหมือนความหนาวที่พุ่งแทงลึกเข้ากระดูกสันหลัง
เขาสวมอาภรณ์สีเขียวเข้มทอลายพรางตา เป็นอาภรณ์บางเบาที่เหมาะกับปลายฤดูใบไม้ร่วง ทว่าชายเสื้อที่ลากบนพื้นกลับมีหลายแห่งถูกเสียดสีจนด้ายหลุดลุ่ย
ในวันที่หนาวเยียบถึงเพียงนี้ เขากลับคุกเข่าอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน ไม่เอนตัวลงเลยสักครั้ง ครั้นเห็นหนิงหนิงก้าวลงจากเกี้ยว เขายังฝืนดันหลังให้ตรงราวกับไม่อยากเปิดเผยความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายในให้ผู้ใดเห็น
นี่มัน…บ้าจริง ใครว่าเขาเป็นโรคจิตอ่อนแอ? หรือนางจำข้อมูลผิด? ขนาดหนิงหนิงที่คิดว่าตนร่างกายแข็งแรงยังทนคุกเข่าแบบนี้ไม่ไหวแน่นอน
ขณะนั้นเอง ขันทีชราผู้หนึ่งก็งอหลังเข้ามาจากทางประตูด้านข้าง พอเห็นหนิงหนิงจึงรีบค้อมศีรษะทำความเคารพ
“คารวะท่านหญิงขอรับ ท่านวางใจเถิด มีบ่าวเฒ่าคอยดูอยู่ที่นี่ องค์ชายตัวประกันไม่กล้าลุกขึ้นเป็นแน่”
หนิงหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย อย่างนี้แสดงว่าคนไม่ผิดตัวแล้ว นางจึงถามว่า “เขาคุกเข่าอยู่ตรงนี้วันทั้งคืนหรือ?”
ขันทีชราผู้นี้แซ่สวี่ เป็นหนึ่งในพวกที่เคยติดสอยห้อยตามร่างเดิม ช่วยนางใช้อำนาจข่มเหงผู้คน เขานึกว่าหนิงหนิงกังวลว่าองค์ชายตัวประกันถูกแอบผ่อนโทษ จึงรีบตอบ
“จริงแท้ขอรับ เมื่อคืนยังเป็นลมไปครั้งหนึ่ง บ่าวจงใจไปขอยาบำรุงกำลังจากหมอหลวงมาให้เขาฝืนไว้ จะได้ไม่ป่วยจนหลุดโทษเฆี่ยนตีโดยง่าย!”
หนิงหนิงหันกลับไปมองหลี่หรงอีกครั้ง ครานี้จึงเห็นชัดว่าใบหน้าของเขามีสีแดงเรื่อผิดปกติ คล้ายถูกยากระตุ้นจนฝืนร่างกายอยู่
ในใจหนิงหนิงกร่นด่าร่างเดิมไปร้อยแปดรอบ ทำคนอื่นจนสภาพเป็นเช่นนี้ คนธรรมดาคงสติแตกไปนานแล้ว ยังมีหน้าตีตราเขาว่าเป็นคนโรคจิตอีกด้วย นางว่าคราวนี้ร่างเดิมผิดเต็มประตู
ครืด...เสียงเบาดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ซูซ่านเหยาจะทรุดกายคุกเข่าลงอีกครั้ง นางคว้าเสื้อหนิงหนิงข้างหนึ่งเอาไว้ พูดอย่างวิงวอน
“น้องสาว ได้โปรดเถิด ปล่อยองค์ชายเสียเถิด”
แน่นอนหนิงหนิงเองก็อยากจะปล่อย แต่ระบบดันพูดขึ้นมาเสียก่อน [โปรดเริ่มทำภารกิจทันที เวลาจำกัด: หนึ่งชั่วยาม]
…ชีวิตจะสงบไม่ได้จริงๆ หนิงหนิงสะบัดชายเสื้อออกอย่างรำคาญ แล้วตวาดเสียงเขียว
“ไสหัวไป!”
+1000
โอ้ แค่คำว่า “ไสหัวไป” ก็คิดเป็นหนึ่งประโยคด้วย ดีจริงๆ หนิงหนิงคิดในใจ
นางตามด้วยอีกประโยคทันที “ยังต้องมาเสแสร้งทำเป็นคนดีต่อหน้าข้าอีกหรือ!”
+1000
คะแนนพุ่งขึ้นติดๆ จนระบบเด้งแจ้งเตือนรัวอย่างสะใจ
นางเอกผู้บอบบางถูกผลักเพียงเบาๆ ก็ล้มลงได้ง่ายดาย หนิงหนิงรู้สึกว่าตนแทบไม่ได้ออกแรงดึงชายเสื้อเลยด้วยซ้ำ แต่ซูซ่านเหยากลับโอนเอนไปอีกด้านในทันที
หลี่หรงเห็นดังนั้น ก็ฝืนคืบเข่าเข้าไปอีกสองสามช่วง พยายามจะประคองซูซ่านเหยาให้ลุกขึ้น ทว่าฝ่ายนั้นกลับรีบยันกายลุกขึ้นเอง ไม่ยอมให้เขาแตะต้องแม้เพียงปลายนิ้ว
หลี่หรงจึงได้แต่ชะงักเก็บมือลง แววตาเต็มไปด้วยความรักความห่วงหา ก่อนจะเงยหน้ามองหนิงหนิงด้วยสายตาเย็นเฉียบ ขุ่นมัวและเหยียดหยามอยู่ลึกๆ
เขาพูดเสียงต่ำว่า “คุณหนูซูไม่จำเป็นต้องร้องขอสิ่งใด ข้าจะคุกเข่าตายอยู่ตรงนี้เอง ต่อให้นางไม่เอ่ยปาก ข้าก็จะไม่ลุกขึ้น”
เห็นท่าทางเช่นนี้ หนิงหนิงก็จนใจเต็มที ค่าความแค้นของหลี่หรงต่อนางพุ่งขึ้นไม่หยุดเสียแล้ว ตามเนื้อเรื่องเดิม หลี่หรงถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่นานถึงสามวันสามคืน จนล้มป่วยหนักแทบเอาชีวิตไม่รอด และเพราะคุกเข่านานเกินไป ทำให้หัวเข่าเกิดอาการเรื้อรัง พอถึงวันที่หลี่หรงจับซูซ่านหนิงมาทรมาน เขาจึงใช้มีดเล็กๆ ค่อยๆ คว้านเอากระดูกหัวเข่าของนางออกด้วยความแค้นฝังลึก
เพียงคิดถึงฉากนั้น หนิงหนิงก็ขนลุกซู่ รีบตวาดออกไปว่า “คุกเข่าอยู่ทำไม?! ดูไม่ได้สักนิด! เกะกะหูเกะกะตาข้า!”
“คนไหนก็ได้! ไปพยุงเขาขึ้นเดี๋ยวนี้!”
ตัวหนังสือเล็กๆ ลอยผ่านสายตา หนิงหนิงเหลือบมองอย่างไว ระบบนับคำพูดสองประโยคเมื่อครู่เป็นสองครั้ง ได้คะแนนเพิ่มอีกสองพัน
พอสิ้นคำ คนทั้งบริเวณต่างอึ้งกันไปหมด สวี่กงกงชี้ไปทางหลี่หรงแล้วถามอย่างลังเล
“ท่านหญิง…จะให้บ่าวพยุงเขาขึ้นจริงๆ หรือขอรับ?”
หนิงหนิงเสแสร้งทำหน้าถมึงทึงใส่ “ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วจะให้ข้าไปพยุงเองหรือ?!”
คะแนน +50
ซูซ่านเหยาพลันมีประกายดีใจวาบในสายตา นึกว่าน้องสาวเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แม้ปากยังคงคมกล้าเหมือนเดิม ส่วนหลี่หรง…ยังจ้องนางด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อเลยว่านางจะมีความเมตตาขึ้นมาได้
ทว่าในตอนที่เขายังจ้องอยู่นั้นเอง โลกตรงหน้าเขากลับมืดลงเรื่อยๆ ความหนาวชอนไชเข้าในกระดูกจนร่างกายผิดปกติ ก่อนที่สวี่กงกงจะคว้าแขนเขาไว้เพียงเสี้ยวลมหายใจ หลี่หรงก็ทรุดตัวล้มลงไปด้านข้าง เป็นลมหมดสติ
สวี่กงกงรีบก้มลงแตะหน้าผาก พอชักมือกลับก็ร้องเสียงลั่น “โอ๊ย! ตัวร้อนจี๋เลยขอรับ! ป่วยหนักเข้าแล้ว!”
หนิงหนิง : …??!!!
ไหนว่าต้องคุกเข่าสามวันสามคืน?! นี่เพิ่งวันแรกก็ล้มไปแล้ว แล้วอย่างนี้…จะให้นางทำภารกิจด่ายังไงกันเล่า!?
