บทที่ 1 ระบบปากร้ายพร้อมให้บริการ - 2
แต่จากการที่องค์หญิงใหญ่ด่าต่อเนื่อง หนิงหนิงก็พอจะเรียบเรียงเหตุการณ์จนรู้แล้วว่าตอนนี้ตัวเองทะลุเข้ามาในช่วงไหนของเรื่อง
ไม่กี่วันก่อนคือวันเฉลิมพระชนม์มายุของไทเฮา ร่างเดิมพาซูซ่านเหยาเข้าวังไปด้วย แล้วในวังก็ไปเจอกับกลุ่มคุณหนูซึ่งเป็นสหายสนิท จากนั้นก็ร่วมมือกันรังแกซูซ่านเหยา จนถูกองค์ชายตัวประกันเห็นเข้า ตอนนั้นร่างเดิมยืนอยู่บนรถม้า มองลงมาอย่างเหนือกว่า ถือแส้เตรียมจะเฆี่ยนซูซ่านเหยา แต่ถูกองค์ชายตัวประกันยื่นมือมาขวางไว้ ร่างเดิมจึงเสียหลักตกลงมาจากรถม้าและสลบยาวจนถึงตอนนี้
เหตุการณ์นี้หนิงหนิงจำได้ดี พูดง่ายๆ คือร่างเดิมทำตัวเองทั้งนั้น เดิมทีเข้าวังเพื่อไปถวายพระพร ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องพาซูซ่านเหยาไปด้วย พี่สาวต่างมารดาก็ไม่มีความเกี่ยวพันกับไทเฮา แต่ร่างเดิมดันชอบพาไปด้วย เหตุผลก็มีเพียงอย่างเดียว เพื่อจะได้ร่วมมือกับกลุ่มสหายในวังรังแกอีกฝ่ายให้สะใจ เพราะว่ารังแกคนเดียวมันน่าเบื่อน่ะสิ
ส่วนการตกจากรถม้า ก็เพราะร่างเดิมคิดจะฟาดองค์ชายตัวประกันเลยเสียหลักตกลงมาเอง ไม่เกี่ยวกับองค์ชายแม้แต่นิดเดียว
แต่ก็ไม่ขัดที่กลุ่มคุณหนูทั้งหลายจะบิดเบือนเรื่องราวใส่ความ ทั้งองค์ชายตัวประกันและซูซ่านเหยา เมื่อพวกนางเดินทางไปถึงแล้วได้ยินเสียงโกลาหล
ซูซ่านเหยาถึงอย่างไร ก็ยังเป็นคุณหนูสายอนุของจวนแม่ทัพ องค์หญิงใหญ่แม้จะโกรธมาก แต่ก็ไม่ได้ลงโทษเฆี่ยนตี เพียงแค่สั่งตัดเงินรายเดือนของนางและของอวิ๋นอี๋เหนียง ผู้เป็นมารดา เป็นเวลาสามเดือนเท่านั้น
แต่ที่โชคร้ายที่สุดกลับเป็นองค์ชายตัวประกันผู้นั้น เพราะไทเฮาผู้รักหลานสาวยิ่งกว่าชีวิต ได้ลงโทษให้เขาคุกเข่าอยู่หน้าประตูฮวาเซวียน โทษนั้นกินเวลาจนถึงตอนนี้ก็ครบหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว
หนิงหนิงยกมือกุมหน้าผากอย่างสิ้นคำพูด ร่างเดิมนี่มันช่างหาเรื่องใส่ตัวอย่างแท้จริง เพิ่งเริ่มเรื่องมาก็ไปทำให้องค์ชายผู้บ้าคลั่งนั่นอาฆาตเข้าให้แล้ว นางแอบเปิดร้านค้าในระบบ มองดูรายการของใช้ช่วยชีวิตที่ยังไม่ปลดล็อก ก่อนจะก้มมองแต้มของตนเองอย่างสิ้นหวัง
เพราะของช่วยชีวิตชิ้นแรกต้องใช้หนึ่งหมื่นแต้ม นางต้องด่าคนอีกเท่าไรถึงจะเก็บครบล่ะเนี่ย
ในตอนนั้นเอง เสียงระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ภารกิจแจ้งเตือน: วันนี้ต้องด่าคนสิบประโยค และในนั้นต้องมีห้าประโยคที่ด่านางเอก กำหนดเวลาก่อนเที่ยงคืนนี้]
หนิงหนิงหันไปมองซูซ่านเหยาที่ถูกองค์หญิงใหญ่ด่าเสียจนไม่กล้าเงยหน้า นางอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าด่าออกมาตรงๆ
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา นางตบฝ่ามือลงเบาๆ ระหว่างช่วงที่องค์หญิงหยุดหายใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงรุนแรงว่า
“ท่านแม่พูดถูกที่สุดเจ้าค่ะ”
ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะนับเป็นการด่าด้วยหรือไม่ หนิงหนิงพูดจบก็กลั้นหายใจรอดูผล แล้วก็เห็นตัวอักษรเล็กๆ ผุดขึ้นบนศีรษะซูซ่านเหยา
แต้ม +1000
ได้ผลจริงด้วย! และดูเหมือนว่าการด่านางเอกจะได้แต้มสูงกว่าปกติมาก นางด่าสาวใช้หนึ่งประโยคยังได้แค่ห้าสิบแต้ม แต่ตะโกนเสริมถ้อยคำขององค์หญิงใหญ่แค่คำเดียว กลับได้ตั้งหนึ่งพัน
หนิงหนิงจึงใช้วิธีนี้ซ้อนสามประโยคติดกัน พอจะเอ่ยประโยคที่สี่ องค์หญิงใหญ่ก็หมดแรงด่าเสียก่อน จัดชายแขนเสื้อเล็กน้อย แล้วกำชับหนิงหนิงสองสามคำก่อนจะกลับห้องไป
หนิงหนิงมองตามด้วยความเสียดาย ยังเหลืออีกสองประโยคแท้ๆ แต่ก็หมดโอกาสแล้ว แม้กระนั้น วิธีนี้ก็ใช้บ่อยไม่ได้ ถ้าพูดติดๆ กันมากไปจะดูไม่เป็นธรรมชาติ
หลังองค์หญิงใหญ่กลับไป ซูซ่านเหยาก็ยังคุกเข่าอยู่ที่เดิม เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา กฎที่ปลูกฝังอยู่ในหัวนางคือ หากองค์หญิงใหญ่หรือซูซ่านหนิงไม่สั่งให้ลุก นางก็ไม่มีสิทธิ์ลุกเอง
หนิงหนิงมองคนสามคนในชุดขาวหมอบอยู่ข้างเตียงตัวเองแล้วรู้สึกขวัญผวาไม่น้อย นางขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ลุกกันได้แล้ว”
ซานหูและหูป๋อมองหน้ากัน ก่อนจะลุกขึ้นเป็นคนแรก ทั้งสองเคยโดนมาแล้ว เพราะคุณหนูรองไม่ชอบให้ใครคุกเข่าอยู่ข้างกายนานๆ
ซูซ่านเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น นางเงยหน้าที่งดงามอ่อนหวานขึ้นมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
“น้องสาว…ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หนิงหนิงตอนฟื้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรผิดปกติ จึงตอบอย่างขอไปที “ร่างกายข้าแข็งแรงดี”
ซูซ่านเหยาได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มออกอย่างโล่งใจ “ดีแล้ว ลำบากเจ้ามากแล้ว”
แต่หนิงหนิงในตอนนี้เอาแต่คิดถึงประโยคด่าอีกสองประโยคที่ยังค้างอยู่ คิดจนหัวจะระเบิด พอเห็นซูซ่านเหยาถูกด่าเสียขนาดนั้น ยังมาพูดดีด้วย ก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ นางจึงตวาดถาม
“ดีแค่ไหนล่ะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เหนือศีรษะซูซ่านเหยาก็มีตัวอักษรผุดขึ้น
แต้ม +1000
หนิงหนิงทั้งตกใจทั้งดีใจ พอเห็นซูซ่านเหยาทำหน้าละล้าละลังเพราะถูกย้อนกลับไปเช่นนั้น นางก็คิดขึ้นได้ทันที
“อ้อ แบบนี้ก็ให้แต้มเหมือนกัน”
ซูซ่านเหยาไม่เข้าใจเลยว่าหนิงหนิงพูดเช่นนั้นเพราะอะไร จึงพึมพำตอบ “ก็ดีมาก…ดีที่สุดเลย”
หนิงหนิงโบกมือไล่ ไม่ได้ใส่ใจคำตอบของนาง ตอนนี้เหลือเพียงอีกประโยคเดียวแล้ว ขอแค่ซูซ่านเหยาพูดอะไรสักคำ นางก็จะย้อนกลับทันที ภารกิจวันนี้ก็เสร็จสมบูรณ์
ทว่าซูซ่านเหยากลับนิ่งเงียบอยู่นาน หนิงหนิงเริ่มรอจนหงุดหงิด ใจคิดว่าหรือควรด่าตรงๆ ไปเลย
ในระหว่างที่ลังเล นางเห็นซูซ่านเหยายกมือขึ้นมาถูเบาๆ ด้วยความกระอักกระอ่วน ปลายนิ้วยาวเรียวเหล่านั้นเต็มไปด้วยรอยแตกสีม่วงแดงจากความหนาว จนเสียความงามของมือไปหมด
ในจวน สาวใช้ต่างก็ดูท่าทางผู้มีอำนาจ เมื่อรู้ว่าองค์หญิงใหญ่กับคุณหนูรองไม่เอ็นดูคุณหนูใหญ่ จึงแอบริบถ่านของซูซ่านเหยาไปเสียส่วนใหญ่ ทำให้มือของนางแตกจนไม่เหลือเค้าความงาม ในขณะที่ห้องของหนิงหนิงอุ่นร้อนราวฤดูใบไม้ผลิ แต่ซูซ่านเหยากลับต้องสวมเสื้อผ้าที่ซักจนใยฝ้ายหลุดหมดแล้ว หนิงหนิงจึงด่าไม่ลง
ในช่วงที่นางยังลังเล ซูซ่านเหยาก็พูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา “หากน้องสาวหายดีแล้ว พรุ่งนี้จะไปทูลขอความกรุณาแก่ไทเฮาได้หรือไม่ องค์ชายตัวประกันคุกเข่ามาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว”
ในต้นฉบับ ซูซ่านหนิงไม่เคยดีกับซูซ่านเหยาเลย ทำให้นางเอกไม่กล้าปรารภเรื่องนี้ออกมา แต่หนิงหนิงนึกภาพออกชัด หากเป็นร่างเดิมได้ยินประโยคนี้จะโกรธแค่ไหน แล้วคงลงมือทรมานอีกฝ่ายอย่างไรบ้าง
นี่ล่ะหนา นางเอกสายดอกบัวขาวในนิยายยุคเก่า ทั้งที่ตัวเองยังลำบากแท้ๆ ก็ยังห่วงคนอื่นก่อน หนิงหนิงรู้สึกโทสะลุกวาบโดยไร้เหตุผล ยิ่งกลั้นก็ยิ่งทนไม่ได้
ในที่สุดนางก็ตวาดออกมา “เจ้าอย่าสอดเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของเจ้า! ไปห่วงตัวเองก่อนเถอะ!”
หนิงหนิงตวาดเสียงเข้ม “ไปให้พ้น อย่ายืนเกะกะลูกตาข้า!”
ตัวอักษรเล็กๆ ผุดขึ้นและสลายไปทันที แต่หนิงหนิงยังไม่มีเวลามอง นางรีบเรียกหญิงสาวที่เดินถึงประตูไปแล้วกลับมา
“กลับมา”
ซูซ่านเหยาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถูกเรียก นางก้มหน้าต่ำ เดินกลับมาอย่างระมัดระวัง
หนิงหนิงโยนของในมือตัวเองไปให้นางทันที “รับไป”
ซูซ่านเหยารีบยื่นมือรับด้วยความตกใจ ของนั้นไม่หนักไม่เบา พอสัมผัสปั๊บ ความอุ่นก็แผ่ซ่านออกมาทั่วฝ่ามือ ขนผ้านุ่มๆ ที่ถูกอุ่นด้วยเตาถ่านยังคงเก็บความร้อนเอาไว้ ทำให้ความเจ็บแสบจากรอยแตกปลายนิ้วค่อยๆ ผ่อนคลายลง
นางเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง จ้องมองเตาอุ่นมือทองเหลืองบุผ้าแดงที่หนิงหนิงเพิ่งยัดใส่มือนางอย่างนิ่งงัน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
