บท
ตั้งค่า

5

“อื้ม... จูบแรกเหรอคนดี?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงแผ่วพลิ้วชิดกับริมฝีปากอวบอิ่มที่ดูจะบวมเจ่อขึ้นทันตาเห็นเพราะจุมพิตของเขา หญิงสาวยังไม่ทันได้ตอบ เพราะตอนนี้สมองมึนงงไปด้วยรสชาติจูบแสนวาบหวามที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอเผยอปากหอบหายใจอย่างเผลอไผล และกิริยาเช่นนั้นก็ทำให้เขาอดใจไม่ได้ที่จะต้องโน้มใบหน้าลงไปเพื่อกดจูบหนัก ๆ แล้วถอยออกมาใหม่ ดวงตาสีน้ำตาลทรงเสน่ห์ของเขาสานสบกับนัยน์ตาหวานฉ่ำคู่นั้นในระยะประชิด พร้อมยกรอยยิ้มที่สามารถทำให้สาว ๆ ใจละลายได้ไม่อยาก “เฮียดีใจนะที่หนูอ้อยยังเก็บจูบแรกไว้ให้เฮีย”

“อ๊ะ!” เพราะมัวแต่หลงใหลในรสชาติจูบแสนเริงร้อน จึงไม่ทันระวังตัวว่าบัดนี้เขาเลื่อนมือมาวางแหมะอยู่ที่บั้นท้ายของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพอเขาบีบหนัก ๆ ลงบนความงอนงามนั้น หญิงสาวก็สะดุ้งตื่นจากภวังค์จุมพิต ก่อนจะเริ่มรู้ตัวว่าเพิ่งเผลอตัวปล่อยให้ชายหนุ่มจาบจ้วงล้วงลึกเข้ามาได้ง่าย ๆ ราวกับดอกไม้ไร้ค่าริมทางที่เขานึกอยากจะคว้ามาดอมดมเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วคิดจะบดขยี้ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ “นี่แน่ะ!”

“โอ๊ย!” คราวนี้คชาภัสร์ตัวงอ เมื่อคนที่กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์กรุ่นโกรธชกเข้าที่หน้าท้องของเขาอย่างไม่ออมแรงเลยสักนิด ดวงตาหวานฉ่ำสะท้อนกับแสงจันทร์มองเขาด้วยสายตาผิดหวัง และน้อยใจ จนก้อนเนื้อใต้อกซ้ายของเขาแทบจะหยุดเต้น

“เฮียคิดว่าหนูเป็นผู้หญิงข้างถนนหรือไง... ถึงได้คิดจะลวนลามยังไงก็ได้น่ะ!” น้ำเสียงผิดหวังนั้นทำให้คนฟังอ้าปากค้าง ยกมือโบกเตรียมจะแก้ไขความเข้าใจผิด มธุรดาไม่ใช่หญิงสาวข้างถนน แต่คือผู้หญิงที่ควรค่าที่จะรัก และเป็นเพียงหญิงเดียวที่จะได้ใจของเขา ซึ่งเขาก็รักเธอมากจนอดใจไม่ไหวที่จะดอมดมให้สมใจรัก อย่างน้อย ๆ ก็ขอแค่ชื่นใจให้หายคิดถึงสักหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่า การกระทำตามเสียงหัวใจเรียกร้องของเขา เป็นการทำให้หญิงสาวเข้าใจผิดว่าเขาคิดดูถูกเธอเสียอย่างนั้น!

“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะหนูอ้อย เฮีย...”

“หนูเกลียดเฮียช้าง! เกลียดที่สุด!” พูดจบร่างแสนอ้อนแอ้นก็หมุนตัวเดินจากไปด้วยอารมณ์น้อยใจผสมกับผิดหวัง ทิ้งให้คนที่จุกยืนตัวงอกุมท้องตัวเองอยู่ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจากจันทราเท่านั้นที่ช่วยส่องสว่างให้เห็นรอบ ๆ บริเวณนั้นพอราง ๆ

“อ้าว! ไอ้ช้างเป็นอะไรวะ!?” คนที่เดินตามมาทีหลังสุดถามขึ้นอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นร่างสูงผ่าเผยของเพื่อนรักยืนกุมท้องอยู่ ก่อนที่มารุตจะสอดส่ายสายตามองหาคนตัวเล็กที่อุตส่าห์ฝากฝังให้เดินมาเป็นเพื่อนระหว่างทางที่กลับไปบ้านใหญ่ พอไม่เห็นก็เลยเอ่ยปากถามคนที่ทำท่าเจ็บจุกอยู่ตรงนั้น “แล้วนี่หนูอ้อยไปไหนวะ?”

“เดินลิ่วไปโน่นแล้ว” คชาภัสร์บอกพยายามกลั้นความเจ็บแล้วยืดตัวขึ้นเต็มความสูง แต่สีหน้ายังคงมีอาการเจ็บจุกให้เห็น และนั่นทำให้มารุตพอจะคาดเดาได้ราง ๆ ว่าไอ้อาการจุกที่เพื่อนรักเผชิญอยู่คงมีสาเหตุมาจากน้องสาวของเขาแน่ ๆ

“แสดงว่าแกปากหมาอะไรใส่น้องฉันอีกน่ะสิ ยัยหนูอ้อยถึงได้แผลงฤทธิ์เข้าให้อย่างนี้” น้ำเสียงของมารุตเจือไปด้วยเสียงหัวเราะ รู้สึกขำมากกว่าจะโกรธ เพราะรู้ดีว่าน้องสาวของเขาก็ชังน้ำหน้าคชาภัสร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยสาเหตุอะไรเขาเองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ส่วนเพื่อนสนิทของเขาคนนี้ก็ชอบไปแหย่สาวน้อยของเขาอยู่บ่อย ๆ

“ก็แค่หยอกตามประสาพี่หยอกน้องแค่นั้นแหละ”

“หยอกหรือปากหมาเอาดี ๆ ?” มารุตหรี่ตามองอย่างรู้ทัน คิดว่าเพื่อนคนไม่ได้สัพยอกน้องสาวของตนด้วยคำพูดธรรมดาอย่างที่คชาภัสร์กล่าวอ้างหรอก คงไปหยอดน้องสาวเขาเข้าให้ตามประสาหนุ่มเจ้าสำราญนั่นแหละ ซึ่งมธุรดาก็ดูจะเกลียดพวกปากหวานก้นเปรี้ยวอย่างนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยน่ะสิ

“พูดมากน่ะ! ไปกินข้าวเหอะ หิวแล้ว” คชาภัสร์คร้านจะเถียงกับเพื่อน ยกมือขึ้นตบที่ไหล่กว้างของมารุตหนัก ๆ ก่อนเดินมุ่งหน้าไปสู่บ้านใหญ่ โดยมีมารุตเดินตามพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ไม่รู้ว่าทำไมมธุรดาถึงได้ดูไม่ค่อยลงรอยกับเพื่อนรักของเขาคนนี้นักหนา ทั้งที่เมื่อก่อนก็ดูเข้ากันได้ดี แถมหญิงสาวยังติด คชาภัสร์แจพอ ๆ กับติดเขาซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ ด้วยซ้ำ แล้วไอ้การไม่ลงรอยนี่มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? มารุตแทบจะไม่รู้เลย เพราะหากรู้ เขาคงช่วยสมานใจน้องสาวและเพื่อนได้ แต่ตอนนี้มันสายไปแล้วล่ะมั้ง ก็ดูท่ามธุรดาจะชังน้ำหน้าคชาภัสร์เข้ากระดูกดำเลยนี่

พอมารุตเดินขึ้นมาบันไดบ้านขึ้นมา ก็พบว่าครอบครัวของเขานั่งรอประจำที่ที่โต๊ะอาหารซึ่งตั้งอยู่ตรงเฉลียงบ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อของเขานั่งอยู่หัวโต๊ะ ส่วนแม่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือของพ่อ โดยมีน้องสาวของเขานั่งอยู่ตรงข้าม ตอนแรกมารุตก็ตั้งใจจะไปนั่งข้างมธุรดานั่นแหละ แต่คชาภัสร์กลับชิงเดินตัดหน้าไปนั่งข้างสาวสวยเสียก่อน คนเป็นลูกชายคนโตของบ้านจึงไม่มีทางเลือกยกเว้นเดินไปนั่งข้างผู้เป็นแม่

“ตักข้าวเลยบัว” ทรงยศผู้เป็นประมุขของบ้านบอกแม่บ้านวัยสี่สิบกว่าที่ทำงานกับครอบครัวมานาน หญิงร่างท้วมเลยหันไปพยักหน้าบอกลูกสาววัยสิบแปดให้จัดการคดข้าวบริการบรรดาเจ้านายที่นั่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

“ตักเสร็จแล้วก็มานั่งกินด้วยกันเถอะบัว กระแต” ดวงสมรเอ่ยอย่างเป็นกันเอง เพราะปกติเมื่อลูก ๆ ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่บ้าน ก็มีบัวตองกับวราลักษณ์ผู้เป็นลูกสาวของแม่บ้านนี่แหละที่มานั่งกินอาหารเย็นเป็นเพื่อนเสมอ เพราะทั้งทรงยศและดวงสมรต่างมองว่าบัวตองกับลูกสาวเป็นญาติ ๆ กันมากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง ถึงขนาดออกทุนให้วราลักษณ์ได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ ของจังหวัด นั่นยิ่งทำให้สองแม่ลูกรู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของครอบครัว ‘แก้วพิศาล’ นัก

“บัวกับลูกขอตัวไปกินในครัวดีกว่าค่ะคุณดวง” บัวตองบอกอย่างเกรงใจ เพราะวันนี้มีบรรดาลูก ๆ ของดวงสมรมานั่งทานด้วย แถมยังมีแขกซึ่งเป็นเพื่อนของมารุตอีกคน

“เอางั้นก็ได้ แต่ลงไปหาอะไรกินเถอะ ไม่ต้องอยู่เฝ้าหรอก เสร็จแล้วค่อยมาเก็บจานก็ได้” ทรงยศไม่อยากจะคะยั้นคะยอเพราะพอจะเข้าใจดีว่าสองแม่ลูกคงเกรงใจ และคงอึดอัดจนพาลทำให้กินอาหารไม่อร่อยเสียเปล่า ๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel