รวมเรื่องสั้น: สัญญาวิวาห์หวาม - เริงสวาทนางบำเริง

194.0K · จบแล้ว
อัณณ์/กวีมนตรา
129
บท
3.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

สัญญาวิวาห์หวาม: “หนูไม่ได้ครอบครองของของเฮียซะหน่อย” “ใครว่า? หนูอ้อยมีทุกอย่างที่เฮียต้องการและมันเป็นของเฮีย” เขาว่าพลางทาบมือลงบนลำต้นของต้นไม้ใหญ่ เลยกลายเป็นว่าตอนนี้หญิงสาวถูกกักกั้นเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้ “หนูไม่...” พอมธุรดาอ้าปากเตรียมจะเถียง คนเจ้าเล่ห์ก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนเธอไม่กล้าที่จะขยับปาก เพราะเกรงว่าหากขยับพูดเพียงนิด ริมฝีปากของเธอจะเสียดสีกับกลีบปากหยักทรงเสน่ห์เจ้าของรสจูบแสนเร่าร้อนที่เธอยังคงสัมผัสได้ “ทั้งตัวและหัวใจของหนูอ้อยน่ะ... มันเป็นของเฮีย... และเฮียพร้อมจะทุ่มสุดตัวเลยที่จะทวงสิทธิ์ของเฮียคืน” คำสัญญาในวัยเด็กที่ ‘คชาภัสร์ เจริญเกียรติสกุล’ ให้ไว้ สร้างปมในใจให้กับ ‘มธุรดา แก้วพิศาล’ เพราะคิดว่าเขาคงไม่คิดจะจริงจังกับสัญญาวิวาห์แสนหวาน แค่พูดไปเพราะคะนองปาก ดังนั้นหญิงสาวจึงตัดสินใจที่จะคบหากับชายที่คิดว่าดีเพียบพร้อม และสามารถให้ชีวิตครอบครัวแสนสุขกับเธอได้ เพียงเพื่อจะใช้ผู้ชายคนนั้นเพื่อลืมคนใจร้ายแสนสับปลับ คชาภัสร์ตั้งใจกลับมารับมธุรดาไปเป็นเจ้าสาวของเขาตามคำสัญญาที่ยึดมั่นมาโดยตลอด แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้เขาพบความจริงที่น่าเจ็บปวดที่ว่าหญิงสาวกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของคนอื่น ความรักที่ฝังแน่นในใจมานับตั้งแต่เอ่ยคำสัญญาเมื่อสิบสี่ปีก่อน ผลักดันให้เขาพร้อมจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อทวงสัญญาวิวาห์ที่เคยให้ไว้แก่กัน แม้ว่าต้องใช้เล่ห์ลวงสักกี่ร้อยเล่มเกวียน เขาก็พร้อมจะยอมทำ เพื่อทวง ‘หัวใจ’ ของเขาคืนมาให้จงได้!! “เฮียช้างจะยอมดี ๆ หรือจะให้หนูใช้กำลังคะ?” “เล่นอะไรครับคนดี? มันดึกแล้วนอนดีกว่านะครับ” ชายหนุ่มพยายามปรับเสียงให้ราบเรียบ แต่กระนั้นก็ยังมีกระแสความแหบพร่าแปร่ง ๆ อยู่ตรงหางเสียง ******************* เริงสวาทนางบำเรอ: “อย่าทำไขสือน่า... เธอก็รู้ว่านี่ว่าเรามาทำอะไรกัน” เตโชบ่นงึมงำแต่ไม่ยอมเงยหน้าจากซอกคอหอมกรุ่นนั่น “ดะ...เดี๋ยวก่อนค่ะ” เธอร้องห้ามพลางใช้มือข้างหนึ่งปิดปากร้ายกาจเอาไว้ “อะไร?” น้ำเสียงของดูจะขัดอกขัดใจเป็นอย่างยิ่งเลยเพราะถูกเธอห้ามเอาไว้ “อะ...โอนเงินให้ฉันก่อนสิคะ” ไม่เคยมีใครกล้าท้าทายผู้ชายร้อนแรงอย่างเขา... เตโช ธีโอ โตณณาการ นักธุรกิจหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมความมั่นใจและอยู่อย่างภาคภูมิใจในตัวเองมาตลอดชีวิต จนกระทั่งผู้หญิงที่ไม่มีอะไรที่จะต่อกรเขาได้เลยอย่าง นีรา สุทธิลักษณ์ ก้าวเขามาในชีวิต ด้วยความสัมพันธ์ในฐานะ ‘ผู้ซื้อ’ และ ‘ผู้ขาย’ ที่สินค้าคือ ‘พรหมจรรย์’ ของหญิงสาว แต่เธอกลับฉ้อโกงเขาอย่างน่าเจ็บใจ ฝากฝังรอยแค้นเอาไว้อย่างเจ็บแสบ และเมื่อโชคชะตาพัดพาให้ทั้งคู่ได้เจอกันอีกครั้ง... เตโชก็ไม่รอช้าที่จะทวงคืนสิ่งเขาพึงจะได้ และแน่นอนว่ามันจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เพราะเธอต้องตกอยู่ในสถานะ ‘นางบำเรอ’ ของเขา และอยู่ให้เขา ‘เริงสวาท’จนกว่าเขาจะหนำใจ แต่นีราจะทนอยู่ในฐานะอันไร้ศักดิ์ศรีนี่ได้นานสักแค่ไหน ในเมื่อทุกวินาทีที่ผันผ่านมันเหมือนน้ำหยดน้อยอย่างเธอถูกไฟอย่างเขาแผดเผาให้ค่อยๆ ระเหิดกลายเป็นไอ หญิงสาวจะทนอยู่ให้เขาใช้ร่างกายที่เขา ‘เช่าซื้อ’ ได้นานสักเท่าไหร่กันหนอ? “จำเอาไว้นะนีรา... ตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงของฉัน เธอไม่มีสิทธิไปชายตาแลผู้ชายคนไหน หรือแบ่งปันสิ่งที่เป็นของฉันให้ใครใช้ร่วมกันกับฉันเด็ดขาด!” “ฉันไม่แพศยาขนาดนั้นหรอกค่ะ” “ดี! ถ้างั้นก็มาทำหน้าที่ของเธอได้แล้ว แม่นางบำเรอราคาแพง!”

ประธานพันล้านนิยายรักนิยายปัจจุบันประธานชู้รักโตมาด้วยพระเอกเก่งเศรษฐีรักหวานๆ

1 - สัญญาวิวาห์หวาม

“โตขึ้น เฮียจะให้อ้อยเป็นเจ้าสาวของเฮียนะ” เสียงของเด็กชายวัยสิบห้าดังขึ้นขณะที่ยื่นแหวนที่ทำจากดอกหญ้ากลีบสีขาวดูบอบบาง แล้วค่อยๆ บรรจงสวมมันเข้ากับนิ้วเล็ก ๆ ที่ยื่นมาต่อหน้าเขา

“ได้เหรอคะ? หนูจะเป็นเจ้าสาวของเฮียช้างได้จริงๆ หรือคะ?” สาวน้อยวัยสิบเอ็ดขวบถามด้วยพวงแก้มสุกปลั่ง ดวงตาหวานซึ้งเบิกมองคนตรงหน้าอย่างตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของเขา แม้ว่าเธอจะยังไม่เป็นสาวรุ่นเต็มตัวดี แต่ก็รู้ว่ารักคืออะไร และตอนนี้ความสุขก็กำลังอาบเอิบในหัวใจของเด็กหญิง

“ได้สิ รอเฮียนะอ้อย โตขึ้นเฮียจะมารับอ้อยไปเป็นเจ้าสาวของเฮีย” เด็กหนุ่มวัยสิบห้ายังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ซ้ำยังไม่ยอมปล่อยมือเล็กๆ ข้างที่มีแหวนดอกหญ้าสวมอยู่ ครั้งนี้มันเป็นเพียงแหวนที่ทำจากดอกหญ้าแสนบอบบาง แต่ครั้งหน้าเมื่อเจอกัน เขาสัญญากับตัวเองว่าจะต้องมอบแหวนที่คู่ควรให้กับเธอ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอคือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่จะได้เป็นเจ้าของหัวใจของเขา

“ต้องรอนานแค่ไหนคะ? เมื่อไหร่ที่หนูจะได้เป็นเจ้าสาวของเฮียช้าง?” ดวงตาหวานฉ่ำมองตรงไปยังเด็กหนุ่มอย่างใสซื่อ หัวใจของเด็กหญิงที่ไม่เคยรักใครและเพิ่งได้รู้จักความรักเต้นระรัว ก็อีกฝ่ายเป็นหนุ่มหน้าตาดี ที่มีรอยยิ้มและหน้าตาเป็นอาวุธ

“เฮียจะมารับตัวเจ้าสาวของเฮีย เมื่อหนูอ้อยอายุยี่สิบห้าปี” ดวงตาสีน้ำตาลใสอำพันราวกับบุษราคัมเนื้อดีทอดมองคนตัวเล็กตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ยื่นปลายนิ้วไปเกลี่ยปอยผมนุ่มที่แตะต้องระแก้มใสไปทัดหูให้เธอด้วยกิริยาแสนนุ่มนวล “รอเฮียนะคะ”

“หนูจะรอค่ะ” เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงแสนหนักแน่น และได้แต่วาดฝันถึงอนาคตอันไกลแสนไกล วาดวิมานเอาไว้อย่างแสนหวานว่าจะได้เป็นคู่ชีวิตของเด็กหนุ่มคนที่เป็นรักแรกและทำให้เธอตกหลุมรักทั้งใจ ทั้งเขายังสัญญาอีกว่าเธอจะได้เป็นเจ้าสาวของเขา

“น่ารักจังเลยว่าที่เจ้าสาวของเฮีย” ไม่พูดเปล่าแต่เด็กหนุ่มยังถือวิสาสะจับมือเล็กข้างที่สวมแหวนดอกไม้ขึ้นมาจุมพิตอย่างแสนรักอีกด้วย

“ถ้าเราสองคนมั่นใจแล้วจริงๆ พ่อก็จะไม่ขัดขวางหรอกนะ” เสียงของชายในวัยเกษียณอายุราชการเอ่ยขึ้น เป็นคำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจและความเด็ดขาดตามประสาคนที่ได้รับการฝึกฝนให้อยู่ในระเบียบวินัยและเป็นผู้ปกครองนายทหารในหน่วยอีกหลายชีวิต และประโยคนั้นก็เป็นการเรียกสติให้คนที่ความคิดหลุดลอยไปไกลสะดุ้งคืนสู่ปัจจุบัน

“ขอบคุณครับคุณพ่อ” เสียงนั้นทำให้หญิงสาวหันกลับไปมองคนพูด พบว่าเป็นหนุ่มแว่นหน้าตาขาวตี๋ตามสมัยนิยมกำลังส่งยิ้มนอบน้อมให้พ่อกับแม่ของเธอที่นั่งเคียงคู่กันที่โซฟายาวที่ทำจากไม้ทรงคุณค่า “แต่ว่าทางผมไม่เหลือญาติผู้ใหญ่ที่ไหนแล้ว แล้วก็เรื่องค่าสินสอด...”

‘ตื่นได้แล้วนะยัยอ้อย! เลิกคิดถึงเขาได้แล้ว คนที่กำลังนั่งเคียงข้างเธออยู่ตรงนี้ต่างหากที่เธอควรจะใส่ใจ!’ หญิงสาวร้องเตือนตัวเองดังก้องในใจ พยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าตอนนี้เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่รักและซื่อสัตย์กับเธอเพียงแค่คนเดียว ไม่ใช่คนที่ให้สัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะให้เธอเป็นเจ้าสาว แต่สุดท้ายก็คั่วผู้หญิงมั่วไปหมด แถมยังหายหน้าหายตาไปจากชีวิตของเธอตั้งเกือบเจ็ดปีโดยไม่คิดที่จะติดต่อกลับมา

ตอนนี้เธอมีแฟนแล้ว เป็นชายหนุ่มผู้ใสซื่อ ขี้อาย ไม่เจ้าชู้ให้เธอต้องเจ็บปวดหัวใจ และกำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คนคนนี้ต่างหากที่เธอควรจะให้ความสำคัญ ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้น... คนที่เห็นหัวใจและความรู้สึกของเธอเป็นเพียงของเล่น

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกจ้ะ พ่อกับแม่ก็ไม่ใช่ว่าจะเจ้ายศเจ้าอย่างอะไร เงินทองค่าสินสอดสำหรับพ่อกับแม่แล้วก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนา ขอแค่มีพอเป็นพิธีก็พอ เพราะสุดท้ายเงินก้อนนั้นพ่อกับแม่ก็จะคืนไว้ให้เป็นเงินทุนตั้งต้นชีวิตของยัยอ้อยกับเราอยู่ดี” เสียงหญิงวัยห้าสิบปลายๆ บอกด้วยความอารี จากจังหวะการพูดแล้วนั้น บอกได้เลยว่านางเป็นคนใจเย็นและมีเมตตาเป็นอย่างมาก ก่อนที่แม่ของฝ่ายหญิงจะหันมาสรรพยอกว่าที่ลูกเขยพอให้ได้หัวเราะ “ว่าแต่เราเถอะ... รักลูกสาวแม่จริงๆ หรือเปล่าล่ะ?”

“โธ่... ก็ต้องรักสิครับ เราคบกันมาตั้งสี่ปีแล้ว” หนุ่มพูดน้อยบอกยิ้ม ๆ ด้วยท่าทีขวยเขิน ก่อนยื่นมือมากุมหลังมือบางของคนรักเอาไว้แล้วบีบกระชับแน่น ขณะที่หญิงสาวหันไปยกยิ้มบาง ๆ ให้อย่างฝืน ๆ เนื่องจากยังสลัดคำสัญญาจากผู้ชายอีกคนเมื่อสมัยที่เธอยังเด็กออกไปจากหัวไม่ได้

“ดีแล้ว ๆ พ่อกับแม่ก็ขอแค่ให้เรารักแล้วก็ดูแลยัยอ้อยให้ดี ๆ อย่าทำให้แกเสียใจก็พอแล้วล่ะ” ทหารเกษียณราชการบอกพลางกลั้วหัวเราะ รู้จักกับแฟนของลูกสาวมาตั้งแต่ทั้งสองคบหากัน ดู ๆ ไปฝ่ายชายก็ดูจะรักลูกสาวของเขา และไม่เคยมีท่าทีจะเอาเปรียบอะไร ขอแค่มีใครสักคนที่ไว้ใจได้ว่าจะรักและดูแลลูกสาวของเขาให้ดีไม่แพ้จากที่เขาและภรรยาเฝ้าฟูมฟักมา เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่

“เอ้อ... แล้ววันเกิดปีนี้หนูจะกลับบ้านไหมล่ะลูก?” คนเป็นแม่หันมาถามลูกสาวที่นั่งเงียบอยู่นาน วันเกิดปีที่ยี่สิบห้าของลูกสาวคนเล็กจะมาถึงในช่วงอาทิตย์หน้านี้ และในช่วงวันเกิดทุก ๆ ปี หญิงสาวก็จะกลับบ้านตลอด เป็นมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะสองสามีภรรยาส่งลูกสาวไปเรียนต่อในเมืองหลวงของประเทศ ส่วนตนเองก็ทำไร่ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพดตามประสาคนแก่

“กลับสิจ๊ะแม่” ลูกสาวคนสวยบอกพร้อมยิ้มประจบอย่างที่เคยชิ

“แล้วตานพล่ะ ปีนี้จะมากับยัยอ้อยด้วยหรือเปล่า?” คราวนี้คนเป็นแม่หันไปถามว่าที่ลูกเขยของตัวเองบ้าง ปกติชายหนุ่มจะไม่ค่อยได้มาเยี่ยมเยียนที่นี่เท่าไหร่ ยกเว้นว่าเป็นช่วงวันเกิดของคนรัก

“ปีนี้ผมคงขอตัวครับ พอดีเพิ่งเริ่มงานใหม่ เลยไม่ค่อยอยากจะลาเท่าไหร่นัก”

“อ้าว... สรุปนพจะไม่ได้มาเหรอ?” คราวนี้คนที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้นบ้าง เพราะก่อนหน้านี้คนรักรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมางานวันเกิดของเธอ เนื่องจากว่าเป็นวันเกิดครบยี่สิบห้าปีซึ่งเป็นปีสำคัญสำหรับหญิงสาว เพราะเป็นปีที่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งก็คงลืมเธอไปแล้วได้ให้สัญญาว่าจะมารับเธอเป็นเจ้าสาว แต่ทุกอย่างเป็นเพียงคำสัญญาลวงโลกเท่านั้น เธอก็แค่อยากมีคนที่รักเธอจริงจับมือเธอผ่านพ้นช่วงเวลาสำคัญนี้ไปด้วยกัน ไม่อยากจะนึกถึงใครคนนั้นอีก “ไหนตอนแรกบอกจะมาไง?”

“นพขอโทษจ้ะอ้อย แต่พอดีช่วงนี้มีโปรเจ็กต์ด่วนน่ะ นพเองก็ปฏิเสธไม่ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวนพจะชดเชยให้ทีหลังแล้วกันนะครับ” เมื่อรู้ว่าคนรักกำลังไม่พอใจ ชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวสะอาดสะอ้านก็ทำเสียงออดอ้อนนิด ๆ พร้อมส่งสายตาขอลุแก่โทษไปให้ รู้ดีว่าแฟนของตนไม่ใช่คนใจแข็งอะไรมากมาย อ้อนสักหน่อยก็คงหายโกรธแล้ว และนั่นคือข้อดีของเธอ

“เอาน่า... ยัยหนู ปีนี้นพเขามีธุระด่วน ก็เห็นใจเขาเถอะ” แต่เมื่อเธอยังเงียบอยู่ คนเป็นพ่อจึงได้รีบเอ่ยปากเข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

“ก็ได้ค่ะ” แม้จะผิดหวังเพราะคิดว่าจะมีเขาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เลิกคิดฟุ้งซ่านและผ่านพ้นวันเกิดปีนี้ไปด้วยกัน แต่หญิงสาวก็พยายามไม่ทำตัวเป็นผู้หญิงงี่เง่าเจ้าปัญหาอย่างที่แฟนเก่าของเขาทำตามที่เขาเคยเล่าให้ฟัง บางทีคงถึงเวลาที่เธอต้องก้าวผ่านความทรงจำแสนเจ็บปวดเมื่อถูกหักหลังและผิดสัญญาไปด้วยตัวเอง แทนที่จะพึ่งพาคนรักให้เป็นคนช่วยผ่านพ้นมันมาเหมือนอย่างทุกที

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวนพจะชดเชยให้เป็นสิบเท่าเลย” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มแสนอบอุ่น ก่อนคว้ามือเล็กขึ้นมาจูบลงบนหลังมือข้างนั้นแทนคำขอบคุณ ขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองได้แต่ลอบยิ้มในใบหน้ากับความน่ารักของคนทั้งคู่