บทที่ 9 ไม่พร้อมแต่ง
รพีมองเพียงขวัญยืนคุยอยู่ที่ระเบียง เขาจึงเดินไปเข้าห้องน้ำ หวังอาบน้ำให้ชื่นใจสักหน่อย พอเคลียร์งานเสร็จก็เก็บเสื้อผ้ารีบบึ่งมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะเป็นห่วงแม่ กลัวว่าเพียงขวัญจะเพลียจากงานจนผล็อยหลับลึกแล้วไม่มีใครดูแลแม่ยามดึกต่างหาก
“แม่คะ ยังไงหนูก็ยืนยันนะคะว่าหนูจะไม่แต่งงานกับพี่วีร์” เสียงเพียงขวัญดังเล็ดลอดเข้ามาในห้องน้ำ รพีชะงักมือที่กำลังฟอกสบู่
“ต่อให้เขาเอาสินสอดมากองไว้สักห้าล้านหนูก็ยังไม่แต่งค่ะ ไม่ใช่ว่าหนูรังเกียจพี่เขานะคะ แต่หนูเพิ่งคุยกับเขาได้ไม่นาน เพิ่งคุยได้ไม่ถึงเดือนเลย หนูยังไม่รู้จักนิสัยใจคอเขา ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนยังไงกันแน่ หนูเลยอยากจะใช้เวลาศึกษาดูใจเขาอีกสักระยะ เพราะหนูเองก็ได้ยินมาว่าพี่เขาคุยกับผู้หญิงหลายคนอยู่ด้วย” เพียงขวัญบอกแม่ด้วยเสียงหงุดหงิด
“ค่ะๆ เอาเป็นว่าถ้าพี่วีร์ไปหาแม่ที่บ้านแล้วคุยเรื่องแต่งงานอีก แม่บอกกับพี่วีร์ไปเลยนะคะว่าหนูยังไม่พร้อมแต่ง ให้พี่วีร์มาคุยกับหนูก่อน แค่นี้นะคะแม่”
เพียงขวัญวางสายโทรศัพท์ไปแล้ว เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ไปหลายครั้งจนจิตใจสงบลง จึงหันหลังจะเข้ามาดูแลนภัสวรรณต่อ แต่ดันเจอรพีเข้าให้ เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว รพีเปิดประตูออกมายืนที่ระเบียง สายตาจับจ้องหญิงสาวไม่ห่าง
“พี่รพี...”
“มันมาขอเธอแต่งงานหรือไง”
“พี่รพีรู้ได้ยังไงคะ”
“เธอคุยเสียงดังขนาดนั้น ป่านนี้คงได้ยินไปทั้งตึกทั่วโรงพยาบาลแล้ว” รพีบอก ทำให้เพียงขวัญหน้าม้านไปทันที
“เฮ้อ...”
“ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จะคบกับใครจะแต่งงานกับใครต้องดูให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นจะเสียใจไปตลอดชีวิต แล้วอย่างไอ้เบื๊อกนั่นน่ะ ได้ไปมีแต่น้ำตาเช็ดหัวเข่า มันไม่หยุดที่เธอคนเดียวหรอก”
” ทำไมพี่รพีถึงคิดอย่างนั้นล่ะคะ”
“หรือจะปฏิเสธว่าเธอไม่คิดแบบฉันล่ะ” เขาย้อน เพียงขวัญอึกอัก
“เอ่อ... คือ...”
“ถ้าเธอมั่นใจป่านนี้เธอตอบตกลงกับมันไปแล้ว มันคงยื่นข้อเสนอให้สินสอดหลายล้านน่ะสิ คงหวังให้เธอเอาเงินมาใช้หนี้ฉันด้วย ฉลาดอยู่นะ เลือกจังหวะตอนที่เธอกำลังลำบาก”
“หนูเคยได้ยินข่าวมาว่าพี่วีร์เป็นคนเจ้าชู้ หนูเลยไม่มั่นใจในตัวพี่เขา พี่เขามีเงินเลยมีสิทธิเลือกผู้หญิงสวยๆ ดีๆ ได้หลายคน หนูกลัวว่าถ้าหนูตัดสินใจแต่งงานกับเขาแล้วเขาจะทิ้งหนูไป” เพียงขวัญสารภาพ เพราะยังไงตอนนี้รพีก็รู้เรื่องเธอแทบหมดทุกอย่างแล้ว แถมเขายังอ่านเกมขาดอีกด้วย
“ดีแล้ว ค่อยๆ เลือก ค่อยๆ ดูไป ถ้าไม่มั่นใจก็อย่า... แล้วก็อย่าเห็นแก่เงิน เงินที่เห็นว่าหลายล้านแท้จริงแล้วมันก็แค่เศษขนหน้าแข้งมันเท่านั้นแหละ เลือกคนที่รักเราจริงแล้วเราก็รักเขา แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง” รพีวางมือหนาบนศีรษะเธอแล้วโยกเบาๆ เพียงขวัญใจเต้นแรงดังตุบตับไปหมด แววตาอบอุ่นแบบนั้นเธอไม่ค่อยเห็นจากเขาเลย รพีเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วนั่งทำงานอยู่หน้าโน้ตบุ๊กต่อ ส่วนเธอก็ได้แต่ปลีกตัวไปดูแลความเรียบร้อยของนภัสวรรณ แล้วจึงขอตัวนอน
จริงอย่างที่รพีคิด ในคืนนั้นเพียงขวัญค่อนข้างเหนื่อยมากกว่าทุกวัน อาจเป็นเพราะนอนดึกสะสมด้วย แม่เขาต้องการจะเข้าห้องน้ำในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม แต่เพียงขวัญไม่ตื่น เขาเลยเป็นคนพาแม่เข้าห้องน้ำแทน แต่ไม่คิดจะตำหนิหญิงสาว เธอคงเหนื่อยมาก ให้พักไปนั่นแหละน่าจะดีที่สุด
ในที่สุดก็ถึงวันที่นภัสสรรณออกจากโรงพยาบาล ตลอดระยะเวลาร่วม 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงขวัญดูแลหล่อนเป็นอย่างดี จนตอนนี้อาการทุกอย่างเกือบจะหายเป็นปกติดีแล้ว ยกเว้นแข้งขาที่ยังหักต้องเข้าเฝือกอยู่ เพียงขวัญคำนวนเวลาที่จะต้องอยู่บ้านเดียวกับรพีก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ไม่มากไปกว่านั้น
นภัสวรรณบอกกับเธอว่าจะให้เงินเดือนค่าดูแลตนเองและจะให้ค่าจ้างที่ช่วยหุงหาข้าวให้ลูกชายกินระหว่างที่หล่อนเข้าเฝือก คราแรกเพียงขวัญปฏิเสธหัวชนฝา แต่ไปๆ มาๆ ความจนมันบีบรัดตัว จึงต้องตกปากรับคำไป ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องทำอยู่แล้วเพราะเธอไม่มีปัญญาจะหาเงินซ่อมรถให้รพี รถโฟร์คราคาแพงแบบนั้นใครจะมีปัญญาจ่ายค่าซ่อมไหวกันเล่า คิดคำนวนเงินค่าจ่ายแล้วน่าจะได้ทั้งหมดสองเดือนราว 4 หมื่นบาท เธอจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้สำหรับพายายไปหาหมอ ตอนนี้เงินในบัญชีเริ่มร่อยหรอ ไม่ค่อยพอกิน แต่ถ้าไปอยู่บ้านรพี น่าจะประหยัดค่าเช่าห้องและค่ากินไปได้มาก แถมยังไม่ไกลจากโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย
“คิดอะไรอยู่” รพีเดินเข้ามาได้พักใหญ่แล้ว เห็นหญิงสาวมัวแต่นั่งพับผ้าหน้านิ่วคิ้วขมวด จนไม่รู้ว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาอยู่ในห้องนี้แล้ว
“ปละ... เปล่าค่ะ”
“เธอโกหกไม่เก่ง” เขาว่า จนเพียงขวัญต้องยอมรับ
“ค่ะ”
“มีอะไรหรือเปล่า ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอก” รพีนั่งลงข้างๆ เพียงขวัญขยับกายถอยห่างแล้วทำท่าอึกอัก
“วันนี้กลับไปที่บ้านของพี่รพีแล้ว หนูขอกลับมาเก็บของที่หอพักนะคะ แล้วก็จะขอกลับบ้านไปเอาของด้วย” เพียงขวัญบอก รพีพยักหน้ารับ
“ได้สิ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
เมื่อเพียงขวัญเก็บของทั้งของตนเองและของนภัสวรรณเสร็จ เวรเปลก็เข้ามาเข็นนภัสวรรณออกจากห้อง ดีที่หล่อนออกจากบ้านในวันหยุดงานพอดี
“นี่แม่น้องเพียงเหรอ” เวรเปลถาม เพียงขวัญได้แต่ยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า
“เปล่าค่ะ”
“อ้าว... เห็นมาเฝ้ามาดูแลกันทุกวัน นึกว่าเป็นแม่น้องเพียงขวัญ ไม่อย่างนั้นพี่จะได้ฝากเนื้อฝากตัว เผื่ออนาคตจะได้เป็นลูกเขย” เวรเปลพูดแซวเล่นเหมือนปกติในทุกๆ วัน จะเป็นที่รู้กันในโรงพยาบาลว่าหนุ่มๆ ที่ทั้งโสดและไม่โสดจะชอบพูดเล่นแซวเล่นกับพยาบาลสาวๆ สวยๆ โดยเฉพาะเพียงขวัญ เนื่องจากเธอไม่มีปากมีเสียง ได้แต่ทำหน้าอึนๆ มึนๆ เท่านั้น
“พี่ก็...”
“ไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ถ้าเป็นแม่ผัวนี่ก็ไม่แน่” รพีแหวกขึ้นกลางบทสนทนา แถมยังทำหน้ายักษ์แววตาหาเรื่องอีกต่างหาก นภัสวรรณได้ยินคำของลูกชายถึงกับเงยหน้าขวับ เช่นเดียวกับเพียงขวัญที่กำลังเรียบเรียงคำพูดของรพีอยู่ ส่วนพี่เวรเปลนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะช็อกไปเรียบร้อยแล้ว
“ผมขอโทษครับ ไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นแม่ของแฟนน้องเพียงขวัญ” เวรเปลรีบยกมือไหว้ขอโทษ หวิดโดนบาทาเข้าให้แล้ว
“มะ... ไม่ใช่สักหน่อย พี่เขาไม่ใช่... อุ้ย!” เพียงขวัญพูดยังไม่ทันจบ รพีก็กระชากแขนเข้าไปใกล้ตัวเอง เวรเปลจึงก้มหน้าก้มตาเข็นนภัสวรรณไปหน้าโรงพยาบาล รพีเดินไปเอารถที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถ ทิ้งให้เพียงขวัญยืนอยู่กับมารดาเขาเพียงลำพัง ส่วนเวรเปลคนนั้นไม่กล้าสู้หน้า สลับเอาคนอื่นเข้ามาดูแลแทน
“อย่าไปถือสาเจ้ารพีเลย เขาก็ปากเสียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”
“ค่ะ”
