
บทย่อ
หากเป็นคนดีแล้วไม่มีใครเอา ยอมเป็นคนเลวก็ได้วะ! แอบรักน้องสาวเพื่อนมาตั้งนาน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องเอากระดูกมาแขวนคอ! รักคุดๆ ที่ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งเพื่อนสนิทในกลุ่ม ทำให้รพีต้องชอกช้ำระกำใจ มองเห็นน้องสาวของเพื่อนไปมีความสุขกับคนอื่น ส่วนเขาเป็นเพียงพี่ชายที่แสนดี คอยประคองยามเธอล้ม คอยรับเป็นพ่อบุญธรรมยามเธอมีลูก คอยปลอบประโลมยามเธอท้อแท้ แต่สุดท้ายกลับเป็นได้แค่พี่ชาย! สงสัยการเป็นคนดีมันไม่เร้าใจ รพีจึงเลือกที่จะปล่อยตัวตามสันดานดิบ ยามเจอคนที่ถูกใจก็จับปล้ำในถ้ำให้รู้แล้วรู้รอด! เพียงขวัญ... นางพยาบาลสาวผู้เป็นเหยื่อชายโฉดอย่างรพี จำต้องเก็บกลั้นความน้อยเนื้อต่ำใจยามที่เขาทำตัวห่ามๆ และพูดไม่ดีใส่ ยิ่งเห็นเขาปฏิบัติกับอีกคนอย่างสุภาพอ่อนโยน ยิ่งคิดว่าเขาไม่รัก หนทางเดียวที่จะหลบความเจ็บปวดนี้ได้ คือ การหนีหายไปจากเขาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!
บทที่ 1 งานวิวาห์
งานวิวาห์ใหญ่อลังการภายในโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองหลวงทำให้ชายหนุ่มเมืองเหนือต้องลอบถอนหายใจ กวาดสายตามองไปรอบๆ งานอย่างใช้ความคิด ภายในงานตกแต่งด้วยดอกไม้สดสีขาวแซมชมพู ที่พอผ่านค่ำคืนนี้ไปก็เหี่ยวเฉากลายเป็นขยะที่เจ้าของงานไม่ใคร่สนใจชื่นชมอีกต่อไป มองไปด้านหน้างานมีน้ำแข็งแกะสลักเป็นลวดลายดอกไม้ พลางคิดได้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงมันก็คงละลายกลายเป็นน้ำ มองไปอีกฝั่งเห็นแขกเหรื่อในงานกำลังนั่งรับประทานอาหารแบบโต๊ะจีนอย่างเอร็ดอร่อย
แน่นอนว่าแม้จะอร่อยสักเพียงใดแต่คนเรามีขอบเขตของกระเพาะอาหาร กินได้อีกสักระยะก็คงจะอิ่มและเหลือเศษอาหารทิ้งขว้างเน่าเสียอีกตามเคย เขาเคยเห็นอาหารเหลือทิ้งจากงานเลี้ยงหลายงาน เห็นแล้วก็นึกเสียดาย พลางคิดไปถึงคนด้อยโอกาสที่ไม่เคยลิ้มรสชาติอันแสนโอชาของอาหารฝีมือพ่อครัวคนเก่ง คิดถึงคนที่ไม่เคยได้กินอิ่มท้องยังอีกฟากหนึ่งของโลก คนที่ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม
นึกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ งานยิ่งใหญ่ขนาดนี้คงใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เงินมากมายขนาดนั้นเขากินใช้ไปได้อีกหลายปี สามารถนำเงินไปเที่ยวต่างประเทศได้หลายๆ ที่ แต่อย่างว่า... งานใหญ่ขนาดนี้ มีแต่คนรวย คนมีระดับ ไฮโซมาร่วมงาน คงได้ค่าซองเท่าทุน ไม่ก็มากกว่าทุนอยู่หรอก หากขาดทุนก็คงเข้าเนื้อไม่เท่าไหร่
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงขับขานในคืนค่ำอันหวานชื่นของสองบ่าวสาวที่อยู่กินกันมาร่วมปีทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดความคิดลงแล้วเพ่งสายตาไปบริเวณทางเดินที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้งาม หญิงสาวสะคราญวัย 20 กว่าๆ สวมชุดวิวาห์สีขาวสะอาดตาและฟูฟ่องประดุจดั่งเจ้าหญิง เธอเดินถือช่อดอกไม้สีขาวตรงมายังเวทีที่มีเจ้าบ่าวรอคอยอยู่ด้วยความดีใจ คงเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาไอ้เจ้าบ่าวนี่มันเฝ้าออดอ้อนเอาใจอยากแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับเมียใจจะขาด
เมื่อเจ้าสาวเดินไปถึงตัวเจ้าบ่าว เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คว้าแก้วเหล้าขึ้นมากระดกทีเดียวรวด ยิ่งเห็นเจ้าบ่าวจูงเจ้าสาวขึ้นเวทีแล้วเอ่ยเล่าถึงความรักอันหวานชื่นยิ่งทำให้เขาแทบจะอาเจียน
โกหกทั้งเพ!
เรื่องจริงเป็นอย่างไรนั้นเขารู้ดีที่สุด แต่ก็ช่างเถอะ ในเมื่อเค้ารักของเค้า พ่อคนเลวที่ได้หัวใจแม่สาวน้อยที่เขาหลงรักมานานแรมปี คิดแล้วก็น่าน้อยใจ ความรักคุดๆ ที่ไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้แม้กระทั่งเพื่อนสนิทนั้นมันเจ็บปวดไม่เบา บอกไม่ได้แม้แต่คนที่เขารัก ได้แต่แอบรักไปวันๆ ทำได้แค่ดูแลคอยประคับประคองยามที่เธอล้มลง คอยเป็นที่ปรึกษา คอยแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง แต่สุดท้ายเขาเป็นได้แค่พี่ชายที่แสนดี
คว้าเหล้าอีกแก้วขึ้นมาดื่มย้อมใจก่อนจะหันหลังให้เวทีอย่างเจ็บใจ เพราะผู้หญิงนั้นชอบคนเลว ยิ่งเลวเท่าไหร่ยิ่งชอบยิ่งเร้าใจสินะ หลังจากนี้ไม่เป็นมันแล้วคนดี เป็นคนเลวๆ บ้างดีกว่าเผื่อจะมีเมียกับเขาบ้าง
พ่อหนุ่มเมืองเหนือยกมือขึ้นชูนิ้วกลาง ก่อนจะพึมพำเบาๆ ว่าค-ย!
หากจะกล่าวถึงรักแท้ที่ไม่หวังผลตอบแทนของผู้หญิงในโลกนี้ คงไม่มีใครเทียบได้กับหญิงวัยกลางคนที่มีผมขาวแซมดำคนนี้ คนที่คอยปลุกให้ตื่นนอนตอนเช้า ทำอาหารให้กินทั้ง 3 มื้อ เรียกได้ว่าเป็นแม่ครัวที่ทำอาหารอร่อยเสียยิ่งกว่าเชฟมือหนึ่งของโลก คนที่คอยซักเสื้อผ้าทุกชิ้นให้กับเขา ไม่เว้นแม้แต่ชั้นใน คนที่ซักรีดเสื้อผ้าให้หอมสะอาดเรียบกริ๊บที่สุดเท่าที่เคยเจอ คนที่คอยบ่นยามเขาดื่มเหล้าเมาแอ๋กลับบ้าน คนที่คอยเช็ดตัวยามที่เขาไม่สบาย คนที่คอยเป็นที่ปรึกษา เตือนสติให้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง คนนั้นมีคนเดียว คือ แม่
“รพี... ตื่นได้แล้วลูก สายมากแล้วนะ วันนี้ต้องไปสอนหนังสือไม่ใช่เหรอ” แม่เขาเดินเข้ามาปลุกเหมือนทุกเช้าที่ผ่านมา หล่อนเขย่าตัวลูกชายคนเดียวเบาๆ แล้วบ่นพึมพำ
“ไปกินเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย เหม็นหึ่งกลิ่นละมุดคลุ้งเชียว รพี... ตื่นได้แล้วลูก” หล่อนเขย่าตัวลูกชายให้แรงขึ้นกว่าเดิม
“อื้อ... กี่โมงแล้วครับแม่” รพีพูดเสียงอู้อี้ คนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าระอา
“7 โมงแล้วลูก ไม่รีบลุกไปอาบน้ำเดี๋ยวก็สาย กินข้าวเช้าฝีมือแม่ไม่ทันอีกหรอก”
“คร้าบบบ ตื่นแล้วก็ได้คร้าบบบ”
“ตื่นแล้วก็ลุกสิ เร็วๆ เข้าอย่ามัวชักช้า นี่ถ้าแม่ตายไปจะตื่นนอนเองได้ไหมเนี่ย” หญิงวัยกลางคนบ่น รพีได้ยินแล้วรีบกอดแม่แน่น
“ไม่เอาไม่พูดเรื่องนี้สิครับแม่ พูดอะไรก็ไม่รู้ไม่ดีเลย”
“แม่พูดเรื่องจริงนี่ เราเล่นนอนอุตุตื่นสายแบบนี้ทุกวัน ถ้าไม่มีแม่ขึ้นมาสักคนใครจะมาปลุกไปทำงาน เมียก็ยังไม่มีด้วย”
“ช่างเมียมันเถอะ มีแม่น่ารักแบบนี้ผมไม่มีเมียก็ได้ แล้วแม่อย่าคิดจะหนีผมไปไหน ผมไม่ให้ไปไหนทั้งนั้นหรอก ต้องอยู่ปลุกผมไปทำงานแบบนี้ตลอดปีตลอดไป” รพีเอาหน้าซุกแม่ กอดรัดแน่นยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เขาได้ยินแม่พูดแบบนี้มักจะโหวงๆ ในอกชอบกล
“ลูกก็รู้ว่าสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่ช้าก็เร็วสักวันก็คงมาถึง ไม่มีใครสามารถอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก”
“พูดอะไรซีเรียสแต่เช้าเลย ผมไม่คุยด้วยแล้วไปอาบน้ำดีกว่า” รพีลุกขึ้นยืนบิดกายไปมา ก่อนจะฉวยผ้าขนหนูเดินตรงไปที่ห้องน้ำ
“อาบน้ำเร็วๆ ล่ะ จะได้รีบลงไปกินข้าว เดี๋ยวเข้าต้มจะเย็นชืดหมด ไม่อร่อยกันพอดี”
“คร้าบคุณแม่คนสวย”
“รพี วันนี้จะกลับมากี่โมง” คนเป็นแม่ถามลูกชายที่กำลังนั่งตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“บ่ายๆ ก็กลับแล้วครับ วันนี้มีสอนแค่คาบเดียว”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้พาแม่ไปตลาดหน่อยนะ แม่จะไปซื้อกับข้าว พรุ่งนี้วันพระจะไปทำบุญใส่บาตร”
“ได้เลยครับ เอิ๊ก... อิ่มแล้ว ผมไปทำงานก่อนนะครับ” รพีเรอเสียงดังแล้วลูบท้องตัวเองป้อยๆ เป็นสัญญาณว่าอิ่มเต็มที่แล้ว เช้านี้เขาฟาดข้าวต้มหมูไป 3 ชาม เล่นเอาแม่ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เห็นลูกกินได้เยอะแบบนี้ทุกวันก็ดีใจ ก่อนออกจากบ้านรพียังหอมแก้มแม่ไปอีกสองฟอดใหญ่ทั้งแก้มซ้ายและแก้มขวาอีกด้วย
“ทะเล้นจังเลยเจ้าลูกคนนี้”
