บทที่ 10 กลั่นแกล้ง
ระหว่างทางกลับบ้านรพีไม่ได้พูดอะไรเลย นภัสวรรณได้แต่ชวนเพียงขวัญคุยจุกจิกสารพัดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เที่ยวในดอยสะเก็ดหรือแม้กระทั่งอาหารการกิน เมนูอาหาร เมนูขนมที่สองสาวริจะทำเมื่อกลับไปอยู่บ้าน น่าแปลกที่เพียงขวัญสามารถเข้ากับนภัสวรรณได้เป็นอย่างดี ทั้งสองคนคุยกันจนกระทั่งถึงบ้านของรพีที่เป็นรีสอร์ทด้วย
“ถึงแล้วจ้า รพีให้คนเตรียมห้องนอนให้น้องแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
รพีประคองแม่ลงจากรถ เพียงขวัญหันรีหันขวางสำรวจรีสอร์ทของรพี ที่นี่เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ เน้นความเป็นส่วนตัว บรรยากาศเรียบหรูตกแต่งกลมกลืนกับวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้าน สถาปัตยกรรมโบราณถูกนำมาก่อสร้างเป็นบ้านพักหลังเล็ก หลังกลาง และหลังใหญ่ ตามแต่ความต้องการของผู้ที่เข้ามาพัก นอกจากนี้ยังมีบริการห้องพักที่เป็นอาคาร 3 ชั้นอีกด้วย เธอรู้มาว่ายามค่ำคืนที่นี่จะมองเห็นดาวและเดือนชัดเจน จึงได้ชื่อว่าเดือนดารารีสอร์ท
เธอแปลกใจอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในเมื่อที่บ้านมีแม่ครัวคนรับใช้แล้วทำไมต้องให้เธอมาเป็นนางพยาบาลและคอยทำอาหารเช้าให้อีก เหตุผลที่บอกว่าแม่ไม่สามารถทำอาหารเช้าและเย็นให้กินได้นั้นฟังดูแล้วไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่นัก ครั้นจะเอ่ยถามไปตรงๆ แต่พอเห็นสายตาของรพีและชนักที่ปักหลังอยู่ก็ทำให้ต้องหุบปากลงไปโดยปริยาย
“แม่ครับ วันนี้อยู่กับป้าอ่อน ป้ากระถินก่อนนะครับ ผมจะพาเพียงขวัญไปเก็บของที่หอพักและที่บ้าน” รพีบอกกับมารดา นภัสสรรณพยักหน้า
“จ้ะ ไปเถอะไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แล้วขับรถขับราให้ดี ระมัดระวังด้วยล่ะ”
“แม่ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ผมไม่ตีนผีเหมือนคนแถวนี้หรอก” รพีอดใจที่จะแขวะคนข้างกายไม่ได้เลยจัดหนึ่งดอก เพียงขวัญค้อนหน้าคว่ำ
“เจ้ารพี!”
“ไปแล้วคร้าบบบ”
ระหว่างอยู่ในรถ เพียงขวัญอยากจะเอามืออุดหูนัก พ่อคุณเล่นเปิดเพลงร็อกดังกระหึ่ม รอบนี้เขาใช้รถกระบะขับมา แถมยังเปิดกระจกสูบบุหรี่อีกด้วย
ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!
เธอจามเป็นรอบที่สามสิบแล้ว แต่เขายังไม่สนใจ สูบบุหรี่อยู่นั่น กระดาษทิชชูบนรถหมดไปเกือบสองห่อแล้ว จามจนจมูกแดง จามจนเกินทนเธอเลยปิดวิทยุแล้วหันไปมองเขาตาเขียวปั้ด
“หยุดสูบบุหรี่สักทีเถอะค่ะ!” เธอเหวขึ้นเสียงดัง รพียักคิ้วขึ้น ปากยังคาบบุหรี่ไว้แน่น
“ทำไม”
“พี่รพีก็รู้ว่าหนูแพ้บุหรี่”
“เธออยู่กับฉัน เธอก็ต้องปรับตัวให้ชินสิ ได้กลิ่นมากๆ เดี๋ยวก็เลิกแพ้เอง” เขาพูดหน้าตาเฉย ส่วนคนฟังควันออกหูไปเรียบร้อยแล้ว
“คนทุเรศ! พูดแบบนี้ออกมาได้ยังไงกัน นอกจากจะฉุนแล้วยังส่งควันบุหรี่มือสองมาให้หนูอีก ถ้าหนูเป็นมะเร็งปอดพี่จะรับผิดชอบหนูไหม แล้วการเปิดกระจกสูบบุหรี่นี่พี่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนักหรือไง คนอื่นที่เขารักษาสุขภาพไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยก็ต้องมารับกลิ่นบุหรี่จากพี่เนี่ยนะ คนเขาอุตส่าห์รักษาดูแลสุขภาพตัวเอง แต่กลับต้องมาสุขภาพเสียเพราะคนมักง่ายไม่รับผิดชอบต่อสังคมมันไม่ใช่เรื่อง จอดค่ะจอด! จอดเดี๋ยวนี้ หนูจะลง!” เพียงขวัญโวยวายอย่างสติแตก พอโวยวายเสร็จก็จามไปอีกสามที รพีจอดรถเอี๊ยดตามที่เธอต้องการแต่พอเธอจะลงเขากลับคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน
“ปล่อยนะ!”
“ไม่ปล่อย”
“พี่รพีจะทำอะไรหนู” เธอเริ่มเสียสั่น หน้าตาตื่นตระหนก ไร้วี่แววอวดดีเหมือนเมื่อครู่ รพียื่นหน้าเข้าไปใกล้ ลมหายใจที่มีกลิ่นบุหรี่เจือปนลอยคลุ้งเข้ามาในจมูกเล็กๆ ของเธอ เพียงขวัญเบือนหน้าหลบ ทำหน้าตาขยะแขยง
“แค่กลิ่นบุหรี่ ขยะแขยงขนาดนั้นเชียว” เขาเอ่ยถามเสียงขรึม เพียงขวัญพยักหน้า
“ก็คนมันเหม็น!”
“ลองสักมวนไหม เผื่อจะได้หายเหม็น แล้วมาติดด้วยกัน” เขาหยอก แต่เธอกลับคิดเป็นจริงเป็นจัง พยายามจะผลักเขาออก
“ไม่ลอง! ถ้าหนูจะสูบ หนูสูบไปเองตั้งนานแล้ว ไม่ต้องรอให้พี่รพีมาชวนหรอก ต่อให้พี่จุดแล้วเอายัดใส่ปากหนูหนูก็ไม่ดูด!”
“ฉันไม่เอาบุหรี่ยัดใส่ปากเธอหรอก แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นนี่ก็ไม่แน่” เขาพูดค้างไว้แค่นั้น สายตาเขาพราวระยิบระยับเหลือทน แน่นอนว่าเด็กสาววัย 21 ไม่เข้าใจคำพูดสองแง่สามง่ามจากเขา ยังคงทำหน้ามึนอึนเอ๋ออยู่เช่นเดิม
“พูดอะไร ไม่เห็นจะเข้าใจ!”
“เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่เข้าใจน่ะดีแล้ว”
“ออกไปให้ห่างหนูได้แล้วค่ะ หนูเหม็น แล้วถ้าพี่ยังไม่เลิกสูบบุหรี่บนรถ หนูจะจ้างรถคันอื่นไปขนของเอง” เธอบอก รพีเหล่ตามองหญิงสาวแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
“ทำเหมือนตัวเองรวยนักนี่”
“หนูไม่ได้รวยค่ะ แต่ถ้าจะต้องมาทนดมกลิ่นบุหรี่มือสองจากพี่ หนูยอมเสียเงินดีกว่า”
“อะ... ยอมก็ได้ ไม่สูบแล้วก็ได้” เขาว่า ก่อนจะออกรถขับไปตามทางเรื่อยๆ เพียงขวัญถอนหายใจโล่งอก แต่ยังไม่ให้เขาปิดกระจกเปิดแอร์ เนื่องจากกลิ่นบุหรี่ยังฉุนกึกติดจมูกอยู่
“ปิดกระจกได้หรือยัง เหม็นควันรถ!” เขาตะโกนถามท่ามกลางเสียงลมที่พัดเข้ามาในรถดังวี๊ดวิ๊ว
“เหม็นควันรถก็ยังดีกว่าเหม็นควันบุหรี่ หนูไม่ปิดกระจกหรอกค่ะ!” เธอยืนยัน รพีสบถเสียงดัง ตะบึงขับรถต่อไปจนกระทั่งถึงหน้าหอพัก
เพียงขวัญรีบลงจากรถแล้วขึ้นไปยังหอพักที่อยู่ด้านบนอาคารทันที รพีเห็นร้านสะดวกซื้อ จึงเดินเข้าไปซื้อหมากฝรั่งมาเคี้ยว แล้วซื้อสเปย์ดับกลิ่นในรถมาด้วย จัดการฉีดสเปย์ในรถจนมั่นใจว่ากลิ่นบุหรี่หมดแล้วจึงเดินขึ้นช่วยเธอขนของลงมา
ห้องพักขนาดเล็ก ไม่มีแอร์ มีเพียงพัดลมเพดานตัวเก่าทำให้เขาต้องพิจารณาเธอใหม่ เธอคงเลือกหอพักที่เสียค่าเช่าต่อเดือนน้อยที่สุด แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ภายในห้องนั้นกลับเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยว่าเธอจัดของไว้เสียดิบดี แถมยังสะอาดสะอ้านอีกด้วย เธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบขนาดกลาง ส่วนใหญ่มักจะเป็นชุดนางพยาบาลสีขาว และเสื้อผ้า หนังสืออีกกองใหญ่ รพีช่วยเธอยกของเดินลงบันไดมาจากชั้น 4 เนื่องจากหอพักแห่งนี้ไม่มีลิฟต์
พอขนของขึ้นรถเสร็จ เพียงขวัญเปิดประตูเข้าไปในรถ ได้กลิ่นหอมสดชื่นก็รู้สึกดีขึ้น เธอมองเสี้ยวหน้าของรพีที่นั่งประจำที่คนขับแล้วก็ยิ้ม แต่เขายังคงเก๊กหน้าขรึม เคี้ยวหมากฝรั่งจนคางยาน
“พอใจเธอแล้วใช่ไหม กลิ่นสะอาดหอมสดชื่น”
“ค่ะ”
“ไม่ต้องเปิดกระจกแล้วนะ มันร้อน”
“ค่ะ”
“นอกจากค่ะแล้วพูดอะไรเป็นอีกไหม” รพีหันไปถาม เพียงขวัญนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วบอก
“พี่รพีเลิกบุหรี่เถอะค่ะ มันไม่ดีต่อสุขภาพเลย พ่อกับแม่พี่รพีก็แก่แล้ว ต้องมาได้กลิ่นบุหรี่จากพี่อีก แล้วติดบุหรี่แบบนี้แฟนพี่ไม่ว่าเหรอ ต่อไปมีลูกเล็ก ลูกพี่ก็ต้องมาดมกลิ่นบุหรี่จากพี่อีก กลิ่นบุหรี่มันอันตรายมาก ติดเสื้อก็เหม็น มีละอองคลุ้งไปหมด ต่อไปในอนาคตพี่อาจจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ...”
“พอๆๆๆ ไม่ต้องเทศนาฉัน ฉันไม่มีแฟนจบไหมไอ้ประเด็นแฟนจะว่าหรือไม่ว่าแล้วก็ไอ้ประเด็นมีลูกเล็กเนี่ย พ่อแม่แก่ เป็นมะเร็งนี่ฉันไม่เถียง แต่ไอ้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศนี่ฉันขอเถียงหัวชนฝา หรือเธอจะอยากพิสูจน์...” เขาหันมาทำหน้าจริงจัง เพียงขวัญหน้าขึ้นสีแดงแปร๊ด
“ไม่ค่ะ!”
“ตอบไม่มีลังเลเลยนะแม่คุณ”
“ใครจะอยากไปพิสูจน์กัน คนบ้า!”
“หึหึ” รพีไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่หัวเราะในลำคออย่างรู้สึกเป็นผู้ชนะ เพียงขวัญกอดอกหันมองออกนอกหน้าต่างแล้วเงียบไป เงียบจนเขาเอ่ยทัก
“ไม่ต้องมานั่งเงียบ บอกทางด้วยว่าบ้านอยู่ที่ไหนจะได้ไปถูก”
“ค่ะ!”
