บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 ปากหนัก

“อะแฮ่ม!” คนที่กระแอมไม่ใช่ดำรงศักดิ์ แต่เป็นนภัสวรรณที่เฝ้าสังเกตอาการลูกชายอยู่หลายวันมาแล้ว รพีเบือนหน้าหลบแล้วเดินไปแกะถุงใส่ของกินที่พ่อซื้อมาให้ เพียงขวัญจึงปลีกตัวเข้าไปในห้องน้ำ ล้างกะละมัง นำผ้าขนหนูที่ซักแล้วไปตากที่ระเบียงห้อง ก่อนที่จะขอตัวไปทำงาน

“หนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ เสร็จงานแล้วหนูจะรีบมาดูแลแม่ต่อค่ะ”

“จะรีบไปไหน กินข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิ พ่อซื้อข้าวต้มมาเผื่อด้วย” ดำรงศักดิ์รีบพูด เพราะเพียงขวัญมีท่าทีจะออกจากห้องไปเสียเดี๋ยวนั้น

“เอ่อ...”

“อย่าเรื่องมาก ไปเอาชามมาใส่ข้าวต้มแล้วนั่งกินก่อน อดมื้อเช้ามากๆ มันไม่ดี” รพีเปรยเสียงเข้ม ทำให้เพียงขวัญต้องเดินไปหยิบชามมาใส่ข้าวต้มและอาหารอีกหลายอย่าง เธอนั่งกินข้าวต้มเงียบๆ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ บรรยากาศยามเช้าดูเงียบสงัดเมื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้กระทั่งรพี ปกติเขามักจะหาเรื่องเธอตลอดเวลา

“อิ่มแล้วเหรอ” รพีทักเมื่อเห็นเธอดันชามข้าวต้มออก

“ค่ะ”

“กินอย่างกับแมวดม แถมยังเหลืออีกด้วย ทำไมไม่กินเข้าไปให้มันเยอะๆ หน่อย ตัวผอมแห้งขนาดนี้ ลมพัดมาทีไม่ปลิวไปตามลมก็ดีแค่ไหนแล้ว” รพีบ่นเธออีก เพียงขวัญทำหน้างอ ไม่รู้จะพูดหรือต่อล้อต่อเถียงยังไงดี เนื่องจากอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เสียด้วย

“น้องอิ่มก็คืออิ่ม กระเพาะคนเราไม่เท่ากันสักหน่อย ใครจะไปกระเพาะเท่าช้างเหมือนลูกล่ะ กินสองชามสามชามก็ไม่อิ่ม” นภัสวรรณหมั่นไส้ลูกชายนัก จึงว่าเข้าให้ รพีไม่สนใจ ยังทำหน้าล้อเลียนใส่เธออีก เพียงขวัญชักไม่ค่อยเข้าใจชายหนุ่มเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่ บางทีก็เงียบขรึม บางทีก็กวนบาทา บางทีก็ดูนักเลงหัวไม้

รพีคว้าชามข้าวต้มของเพียงขวัญมากินต่อ เธอเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าเขาจะกินต่อโดยไม่รังเกียจ แต่มันไม่ถูกสุขอนามัย เพียงขวัญอ้าปากจะแย้ง แต่ก็หุบปากลงไป ไม่อย่างนั้นคงมีวางมวยกันยามเช้าแน่ๆ แต่ก็ช่างเถอะ... เธอไม่ได้เป็นฝ่ายกิน เขาเองต่างหากที่กินต่อจากเธอ และที่สำคัญเธอเองก็ไม่ได้มีโรคติดต่อและไม่ได้ป่วยอะไรด้วย

“รีบไปทำงานไม่ใช่เหรอ ถ้ารีบก็ไปสิ ไม่ต้องรอล้างชามหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” รพีบอก เพียงขวัญจึงลุกขึ้นแล้วขอตัวออกไปทำงาน

เมื่อเพียงขวัญปิดประตูลง ดำรงศักดิ์ก็หันมาคุยกับภรรยาที่นอนอ่านหนังสือพิมพ์บนเตียงทันที

“แม่... นั่นกิ๊กเจ้ารพีมันเหรอ” ดำรงศักดิ์ถาม รพีถือช้อนคาไว้อย่างนั้น ขมวดคิ้วขึ้น

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูท่าลูกชายเราจะสนใจ”

“พ่อครับ ผมนั่งตรงนี้ทำไมไม่ถามผม ไปถามแม่ทำไม” รพีแย้งกลางบทสนทนา ไม่รอให้แม่พูดต่อ

“เอ้า! ถามแกมันจะไปได้เรื่องอะไร ในเมื่อแกน่ะมันปากหนักปากแข็งไม่เข้าเรื่อง”

“ผมพูดเรื่องจริง ยายแว่นนั่นไม่ใช่กิ๊กผม แล้วผมก็ไม่มีทางสนใจยายเฉิ่มนั่นหรอก” เขาวางช้อนลงในชาม ผลักชามข้าวต้มที่กินต่อจากเพียงขวัญออกห่างจากตัวเองอย่างเซ็งๆ

“พ่อจะคอยดูว่าจะจริงอย่างที่ปากพูดไหม ไม่ใช่ว่าปีหน้าพ่อกลับมาแล้วแกจับน้องทำเมียไปแล้วล่ะ”

“ไม่มีทาง!”

รพีปล่อยให้พ่อกับแม่ได้อยู่กันตามลำพังสองคน เขาเดินออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อจะกลับบ้านไปเคลียร์งานในรีสอร์ท ก่อนจะขึ้นรถยนต์ของตัวเอง สายตาเหลือบไปเห็นพยาบาลสาวที่มองจากทางด้านหลังก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร กำลังยืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ดูแล้วอายุอานามน่าจะประมาณสามสิบกว่าๆ มีหุ่นอวบ ลงพุงเล็กน้อย แบบหุ่นเสี่ย ผู้ชายคนนั้นยื่นช่อดอกไม้สีแดงให้พยาบาลสาว

ชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอแล้วเข้าไปนั่งบนรถ แม้ใจอยากจะขับรถออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด แต่ร่างกายกลับไม่ขยับ ที่น่าโมโหที่สุดเห็นจะเป็นลูกกะตา ที่มัวแต่จับจ้องสองคนนั้นไม่วางตา หัวใจเขาเต้นแรงเมื่อไอ้เสี่ยนั่นมันจับมือถือแขนกับเพียงขวัญ ขณะที่หญิงสาวเองกลับดึงมือออกแล้วขยับกายถอยห่าง รพีคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ

ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร รู้แค่ว่ารู้สึกดีที่ยายแว่นนั่นยังรักนวลสงวนตัวอย่างที่ปากบอกไว้ รพีมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ไม่ถึงสิบนาทีไอ้เสี่ยนั่นก็ขึ้นรถเมอร์ซิเดสเบ็นซ์ขับออกไป ส่วนเพียงขวัญยังยืนอยู่ที่เดิม แถมยังมีสีหน้ายุ่งยากอีกด้วย รพีเหยียบคันเร่งขับรถไปเทียบกายสาว เพียงขวัญขยับตัวด้วยความตกใจ เขาเปิดกระจกแล้วยักคิ้วให้ จ้องมองไปที่ช่อดอกไม้นั่น

“ดอกไม้สวยดีนะ” เขาเปรย เพียงขวัญทำหน้าปั้นยาก ไม่ตอบอะไร

“เครียดเหรอ” รพีถามอีก เพียงขวัญส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินกลับเข้าโรงพยาบาลไป รพีเคาะนิ้วเป็นจังหวะเบาๆ ที่พวงมาลัยอย่างใช้ความคิด

คืนนี้ค่อยคุยกันก็ได้ ยังไงเสียเธอก็หนีเขาไม่พ้นอยู่ดี...

ดำรงศักดิ์กลับไปทำงานที่สงขลาต่อแล้ว เพียงขวัญเพิ่งรู้ว่าพ่อของรพีเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มิน่าเขาถึงบ่นว่าพ่อไม่ค่อยมีเวลาให้ เพียงขวัญกลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วยอีกครั้งเพื่อดูแลนภัสวรรณ ในช่วงเย็นวันนี้เธอมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แววตามีแต่ความยุ่งยากลำบากใจจนผู้ร่วมห้องสังเกตได้

“เป็นอะไรหรือเปล่า” นภัสวรรณถามหลังจากเห็นเธอนั่งเหม่อออกไปนอกระเบียงได้พักใหญ่แล้ว

“สงสัยจะคิดถึงแฟน” รพีตอบ เขาเดินเข้ามาในห้องพอดีคำถามของแม่ เพียงขวัญหันไปมองต้นเสียง ทำหน้ายู่

“เปล่าสักหน่อย”

“วันนี้ได้กุหลาบช่อแดง หายไปไหนแล้วล่ะ”

“ทิ้งไปแล้ว” เธอตอบ

“ทิ้งไปแล้ว!?”

“ค่ะ”

“พูดจริงหรือพูดเล่น ดอกไม้ช่อเบ้อเร่อ ทิ้งไปน่าเสียดายจะตาย รู้ไหมว่าสาวๆ ค่อนประเทศใฝ่ฝันอยากให้มีผู้ชายซื้อช่อดอกไม้ให้” รพีพูดเสียงกวนๆ เพียงขวัญถอนหายใจเฮือก

“หนูไม่ได้อยากได้ช่อดอกไม้จากพี่เขาสักหน่อย”

“อ้าว... ทำไมล่ะ ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอที่เธอคุยด้วยเมื่อคืนนี้” รพียังคงซักไซ้ต่อโดยที่ไม่สนใจแม่เลยแม้แต่น้อย นภัสวรรณเองก็ปล่อยให้เจ้าลูกชายกวนเด็กสาว เพราะหล่อนเองก็อยากรู้คำตอบอยู่เหมือนกัน

“ค่ะ”

“มีอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงของรพีเปลี่ยนไปเป็นทุ้มนุ่ม แววตาแสดงถึงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดจนเพียงขวัญใจเย็นลง หัวใจที่เคยเต้นกระหน่ำรัวด้วยความโกรธบัดนี้สงบลงแล้ว

“ช่างมันเถอะค่ะ แม่อยากกินผลไม้ไหมคะ เดี๋ยวหนูปอกให้” เธอเปลี่ยนเรื่องคุย นภัสวรรณส่ายหน้าปฏิเสธ พอดีกับที่มีสายเข้ามาหาเพียงขวัญ เธอจึงขอตัวออกไปที่ระเบียงเพื่อรับสาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel