บทที่ 7 แพ้บุหรี่
เพียงขวัญจามจนจมูกแดง รพีจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองยื่นให้หญิงสาว เธอลังเลที่จะรับไว้ แต่เขาเล่นเอามาเช็ดน้ำมูกที่จมูกเธอแล้ว
"ไม่ต้องทำหน้ารังเกียจขนาดนั้น ผ้าเช็ดหน้านี่พกใส่กระเป๋าไว้เฉยๆ ไม่เคยควักออกมาใช้ แต่แม่ชอบรีดผ้าเช็ดหน้าแล้วพับใส่กระเป๋ากางเกงไว้ให้ คงจะคิดว่าฉันเป็นเด็กประถมขี้มูกกรังนั่นแหละ ทำจนชินจนลืมไปว่าฉันจะอายุ 30 แล้ว" เขาบ่นคนเป็นแม่ แต่ในแววตานั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความเปี่ยมสุขอย่างที่เจ้าตัวคงไม่รู้ เพียงขวัญแย้มรอยยิ้มเมื่อได้ยินเรื่องราวที่น่ารักของสองแม่ลูกคู่นี้
"หนูเป็นคนแพ้กลิ่นบุหรี่ค่ะ ได้กลิ่นนิดหน่อยก็จามแล้ว" เธอบอก รพีจึงถึงบางอ้อขึ้นมาทันที
"แล้วทำยังไงถึงจะหายแพ้กลิ่นบุหรี่"
"อาการแบบนี้ไม่มีทางหายค่ะ นอกจากอยู่ให้ห่างคนที่สูบบุหรี่" เธอบอก ทำให้รพีนึกหงุดหงิดในใจ
"โรคสำออยน่ะสิ่ไม่ว่า" เขาบ่น และอยากจะลองเชิงอีกรอบ จึงดันตัวเธอติดกับผนังระเบียงแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เพียงขวัญตัวแข็งทื่อ ก่อนจะ...
ฮัดชิ่ว!
เธอจามสวนออกมาทันที ละอองน้ำลายกระเด็นใส่รพีอย่างช่วยไม่ได้เพราะเธอปิดจมูกตัวเองไม่ทัน รพีเอามือลูบหน้าลูบตาเช็ดเสื้อตัวเอง แต่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด
ฟืด ฮัดชิ่ว!
"หยุดจามได้แล้วยายเบื๊อก!"
"พี่รพีก็ถอยออกไปห่างๆ สิคะ" เธอดันตัวเขาออกห่าง รพีถอนหายใจ
"แฟนเธอสูบบุหรี่ไหม"
"หนูยังไม่มีแฟนค่ะ" เพียงขวัญตอบ รพีกระตุกยิ้มริมฝีปาก หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"แล้วคนที่คุยด้วยเมื่อกี๊ล่ะ"
"แค่คนที่คุยด้วยเฉยๆ ค่ะ ยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกัน" เธอบอกแล้วก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขัดเขิน รพีอยากรู้จึงถามต่อ
"คุยกันนานหรือยัง"
"ยังค่ะ"
"ยังไม่นานนี่คือกี่เดือน" เขาซักไซ้ เพียงขวัญเงยหน้ามองคนถามด้วยความงง นี่เขาจะสงสัยอะไรนักหนา ที่สำคัญมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอด้วย ครั้นจะเอ่ยปากแย้งไม่อยากตอบแต่ก็กลัวฤทธิ์พ่อเจ้าประคุณ เธอไม่อยากทะเลาะหรือมีปากเสียงกับเขาเท่าไหร่นัก
"ประมาณเดือนนึงค่ะ" เพียงขวัญกลั้นใจบอกออกไป รพีผิวปากหวือ เอาสองมือสอดในกระเป๋ากางเกง เอนกายพิงประตูระเบียง ท่าทีสบายๆ แบบนั้นเธอไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไรกับเรื่องของเธอ
"นี่ก็ดึกแล้ว หนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ" เธอบอกกับเขาแล้วยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดจมูกตัวเองป้อยๆ รพีไม่ตอบ เธอจึงเดินออกไป แต่ก่อนจะออกนอกประตู เขาก็รั้งต้นแขนเธอไว้เสียก่อน
"จะคบกับใคร จะคุยกับใครก็ดูให้ดีๆ แล้วเวลาจะเอากันก็อย่าลืมป้องกัน ไม่งั้นเดี๋ยวจะป่องไม่มีพ่อ” เขาเตือนด้วยความปรารถนาดี แต่ความปรารถนาดีนี้กลับกลายเป็นถ้อยคำดูถูกในความเข้าใจของเด็กสาว เพียงขวัญสะบัดแขนออกแล้วผลักเขาเต็มแรง
“คนทุเรศ! พูดอะไรออกมา น่าเกลียด หนูไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายสักหน่อย!” เพียงขวัญตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความโกรธ หน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
“ฉันพูดเรื่องจริง ทำไมต้องโกรธอะไรขนาดนั้น สมัยนี้คนจะเอากันไม่ได้เกี่ยวว่าใจง่ายหรือไม่ง่ายสักหน่อย คนรู้สึกรักกัน ชอบพอกัน จะเอากันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” เขาพูดสบายๆ ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนหรือตื่นเต้นอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ อาจเพราะผ่านอะไรๆ มาพอสมควร จึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่คนฟังนี่สิ เหมือนกับไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีก่ำสุกกว่าเดิมอีก
“ถ้ายังไม่ได้แต่งงานกัน ก็ไม่ควรมีอะไรกันนะคะ!” เธอสวนขึ้นมาทันควัน รพียักคิ้วขึ้นมานิดนึงเป็นเชิงแปลกใจ ริมฝีปากคลี่ยิ้มยกมุมปากขึ้น ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“อ๊ะ... ไม่ควรก็ไม่ควร ฉันแค่เตือนไว้เฉยๆ ไม่ได้ว่าเธอใจง่ายสักหน่อย” รพีเดินไปอยู่ริมระเบียง เพ่งสายตามองวิวไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ที่มีแสงไฟพร่าพรายในยามค่ำคืน เมืองที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเต็มตัวไปแล้ว
“หนูขอตัวไปนอนก่อน” เพียงขวัญพูดแค่นั้นแล้วเดินเข้าห้องทันที รพีเหลียวศีรษะไปมองแผ่นหลังไหวๆ แล้วก็อมยิ้ม
เขายืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ พอรู้สึกว่าน้ำค้างเริ่มลงก็เข้ามาในห้องอีกครั้ง คราวนี้หลับกันทั้งแม่และเด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เพียงขวัญซุกกายลงในผ้าห่มของโรงพยาบาล โผล่เหลือเพียงใบหน้าเล็กๆ เท่านั้น เครื่องหน้าของเธอดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรานัก รพีนั่งลงข้างกายเธอแล้วเอามือเกลี่ยๆ ใบหน้านวลเล่น มองอย่างเพลินตาก่อนจะรีบสะบัดหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ
เขาคงเป็นบ้าไปแล้วที่มองยายแว่นนี่สวย!
เพียงขวัญตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เห็นรพีนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ เธอขยี้ตาแล้วหยิบแว่นขึ้นมาสวมเพื่อให้มองชัดๆ ใช่... เขาหลับบนเก้าอี้จริงๆ ด้วย เธอลุกขึ้นเดินมาสะกิดปลุกเขาเบาๆ แต่รพียังคงนอนเอาหัวพิงกับผนังห้อง แม้ยามหลับเขายังคงเต๊ะท่ามาดมากไว้อย่างน่าหมั่นไส้
“พี่รพีคะ” มือน้อยเขย่าแขนเขาเบาๆ
“พี่รพี ตื่นไปนอนที่โซฟาดีกว่าค่ะ”
เงียบฉี่... เขายังคงหลับลึกเหมือนเดิม เพียงขวัญจึงเอามือโบกไปด้านหน้า พลัน... มือหนาว่องไวคว้ามือน้อยไว้หมับ หญิงสาวสะดุ้งโหยง
“ว้าย!”
“ตื่นแล้ว” เขาบอกกับเธอ แต่ยังคงจับมือน้อยไว้แน่น เพียงขวัญหน้าขึ้นสีเรื่อ ชักมือออกจากการเกาะกุมของเขา รพีอมยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน เธอกระเถิบกายถอยห่าง ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบสายตา
“ขอใช้โซฟาต่อนะ” รพีพูดขึ้นลอยๆ แล้วเดินไปที่โซฟา มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มเช่นเดียวกับเธอ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเรือนกายสาวละมุนฟุ้งไปทั่วที่นอน รพีเคลิ้มหลับไปในเวลาไม่นานนัก ขณะที่เพียงขวัญได้แต่มองชายหนุ่มที่หลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความงุนงง
อะไรของเขา...
เมื่อคืนเธอคิดว่าเขาน่าจะกลับไปนอนที่บ้านเฉกเช่นทุกวัน ไม่ได้คิดว่าจะนอนบนเก้าอี้แบบนี้ แต่ก็ช่างเถอะ... เธอมีเวลาสงสัยไม่มากนัก เพียงขวัญรีบเข้าไปอาบน้ำแล้วเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัวให้นภัสวรรณ
พอออกมาจากห้องน้ำ เธอก็เห็นอาคันตุกะรายใหม่ที่เป็นชายวัยกลางคน ท่าทางทะมัดทะแมงหันมามองเธอด้วยแววตาสงสัย คิ้วสีเทาขมวดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลายออกเมื่อได้ยินนภัสวรรณแนะนำ
“หนูเพียงขวัญ คนที่แม่เล่าให้พ่อฟัง” เธอบอก เพียงขวัญถึงทราบว่าชายคนนี้คือพ่อของรพี
“สวัสดีค่ะ” เธอรีบเอากะละมังไปวางที่โต๊ะแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“สวัสดี ขอบคุณหนูมากนะที่ช่วยดูแลภรรยาพ่อ” เขาว่า เพียงขวัญรู้สึกกระดากไม่น้อย
“ไม่ต้องขอบคุณหนูหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ที่หนูจะต้องรับผิดชอบ เป็นหนูซะอีกที่ต้องขอบคุณพวกคุณที่ไม่เอาความ...”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด แล้วนี่... เจ้ารพีมันไปอดหลับอดนอนมาจากไหน” ดำรงศักดิ์เปรยขึ้น เพ่งสายตาไปที่เจ้าลูกชายตัวดีที่หลับอุตุบนโซฟาอย่างไม่สนใจใคร
“เมื่อคืนผมก็มัวแต่คิดว่าเมื่อไหร่คุณดำรงศักดิ์จะขึ้นมาหาภรรยาสักที ไปอยู่สงขลานานจนผมคิดว่าไปมีเมียน้อยที่นั่นซะแล้ว” รพีพูดทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่ ดำรงศักดิ์อยากจะเตะปากเจ้าลูกชายตัวดีสักที ข้อหาพูดจาหางานให้เขาต้องตามแก้ เสียแต่ว่านภัสวรรณไม่ใคร่สนใจนัก หันมาคุยกับเพียงขวัญแล้วจึงให้เพียงขวัญปิดม่านเพื่อเช็ดตัว
“นั่นปากหรือทวารหนักกันเจ้ารพี ปากพล่อยหางานให้พ่อแล้วเชียว”
“ผมก็แค่สงสัยเลยตั้งข้อสังเกต”
“พ่องานยุ่งเลยไม่ได้กลับมา” ดำรงศักดิ์บอกกับลูกชาย
“ยุ่งทั้งปีนั่นแหละ”
“ปีหน้าก็เกษียณแล้ว อย่าทำตัวเป็นเด็กขาดความอบอุ่นนักเลย” ดำรงศักดิ์ว่าลูกชาย รพียักไหล่ไม่สนใจ ดำรงศักดิ์จึงพูดขึ้นมาอีก
“หาลูกสะใภ้ให้พ่อสักคนน่าจะดีไม่น้อย”
“ไม่ล่ะครับ ขี้เกียจยุ่งยากวุ่นวาย อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” รพีทำหน้าแหยง พอดีกับที่เพียงขวัญเปิดม่านออกมา เธอเช็ดตัวให้นภัสวรรณเรียบร้อยแล้ว ดวงตาคมเผลอมองสบดวงตากลมโตใสแจ๋วเข้าให้ รพีจึงเงียบปากลง
