บทที่ 6 กิ๊กนางพยาบาล
เพียงขวัญทำงานเสร็จก็รีบลงมารับช่วงต่อจากรพีเพื่อดูแลนภัสวรรณ เธอเช็ดตัว ดูแลเรื่องอาหารการกิน อีกทั้งปอกผลไม้ไว้ให้รับประทานยามว่างด้วย นภัสวรรณไม่เคยเจอเด็กสาวน่ารักช่างเอาใจแบบนี้มาก่อน เนื่องจากหล่อนมีเพียงลูกชายคนเดียว แถมยังห่ามห้าวแข็งกระด้างเสียไม่มี ต้องเป็นหล่อนเสียอีกที่ต้องดูแลเอาใจเจ้าลูกชายคนเดียว พอมีคนมาดูแลบ้างก็ทำให้รู้สึกดีไม่น้อย
"เพียงขวัญมีพี่น้องกี่คนหรือ" หล่อนถามเด็กสาวที่กำลังนั่งพับสื้อผ้าของตนเองใส่ตู้ หมอบอกว่าจะขอดูอาการของนภัสวรรณอีกสักสองสามวันถึงค่อยประเมินอีกครั้งว่าจะอนุญาตให้กลับบ้านได้หรือไม่
"สามคนค่ะ หนูเป็นลูกคนโต มีน้องชายอีกสอง"
"น้องชายโตแล้วหรือยังจ๊ะ" หล่อนถามต่อด้วยความสนใจ
"น้องคนรองอายุ 18 ปีค่ะ ส่วนคนเล็กอายุ 15 ปี กำลังเป็นวัยรุ่นเลย" เพียงขวัญบอกพร้อมกับอมยิ้ม พอพูดถึงครอบครัวแล้วก็คิดถึงน้องๆ คิดถึงแม่กับยายขึ้นมาทันที
"วัยรุ่น กำลังห่ามห้าวเลย น้องเราดื้อไหม"
"ไม่ดื้อนะคะ หนูเห็นว่าน้องตั้งใจเรียน เกรดก็ออกมาพอใช้ได้ค่ะ" เพียงขวัญบอก นภัสวรรณได้ยินแล้วก็ถอนใจ
"นับเป็นบุญของแม่หนู แม่น่ะเหนื่อยกับลูกชายคนเดียวของแม่มาก กว่าจะผ่านช่วงวัยรุ่นมาได้นี่แทบตาย มีเรื่องทะเลาะต่อยตีไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังเมาหัวราน้ำทุกวันอีกด้วย เนี่ย... ที่หายไปคงจะไปสูบบุหรี่อีกตามเคย บอกให้เลิกเท่าไหร่ก็ไม่เลิก" นภัสวรรณพูดแล้วก็ถอนหายใจ เพียงขวัญฟังแล้วได้แต่นั่งยิ้มรับพอเป็นพิธี เพราะไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไรนอกจากรับฟังแล้วคิดตาม
นภัสวรรณกินมื้อเย็นก่อนจะหลับไปโดยใช้เวลาไม่นานนักหลังจากพูดคุยกับเด็กสาว เพียงขวัญเห็นนภัสวรรณหลับไปแล้วจึงหยิบโทรศัพท์แล้วเดินออกไปที่ระเบียงห้อง
"สวัสดีค่ะพี่วีร์" เธอกรอกเสียงไปตามสาย ช่วงที่กำลังดูแลนภัสวรรณอยู่นั้นวีร์โทรมาหาเพียงขวัญหลายรอบ แต่เธอไม่รับสาย
"พี่โทรไปตั้งหลายสาย ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ นี่มันเวลาเลิกงานแล้วไม่ใช่เหรอ" วีร์ถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
"พอดีว่าหนูกำลังดูแลคุณป้าคนที่หนูขับรถชนอยู่น่ะค่ะ หนูปิดเสียงไว้แล้วก็ไม่ได้ดูโทรศัพท์เลย ต้องขอโทษพี่วีร์ด้วยนะคะ"
"เพียงขวัญ พี่บอกตามตรงเลยนะว่าพี่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เพียงไปดูแลคุณป้าคนนั้นจนกว่าจะหายเป็นปกติ คนขาหักต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าจะหายเป็นปกติ แล้วพอออกจากโรงพยาบาลเพียงก็ต้องไปอยู่บ้านเขาอีก พี่ว่ามันเกินไป ที่สำคัญคือมันไม่ปลอดภัยด้วย เพียงเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวนะ" วีร์พูดตามที่ตนเองคิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาบอกกับเพียงขวัญ เขาตะงิดใจตั้งแต่ตอนที่เพียงขวัญเล่าให้ฟังแล้วว่าลูกชายผู้เสียหายจะให้เพียงขวัญไปอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลแม่แทนการจ่ายค่าเสียหาย
"แล้วพี่วีร์จะให้หนูทำยังไงล่ะคะ ในเมื่อหนูไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น"
"รอค่าซ่อมรถออกมาก่อน แล้วพี่จะจ่ายแทนเพียงเอง" วีร์บอก เพียงขวัญชะงัก เพราะเขาและเธอยังไม่ได้เป็นอะไรกัน วีร์เพิ่งเข้ามาในชีวิตเธอได้ไม่ถึงเดือน หลังจากที่มาหาหมอ นอนโรงพยาบาลแล้วรู้สึกชอบพอ สนใจเพียงขวัญ เขาจึงสารภาพตามตรงว่าสนใจและขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ ซึ่งเพียงขวัญก็เปิดโอกาส เพราะตอนนี้เองเธอก็โสด ไม่เคยมีแฟนเลยด้วย แต่ด้วยอายุที่ย่างเข้าวัย 23 ปี ทำให้เธอคิดว่ามันถึงเวลาที่จะเปิดรับใครสักคนเข้ามาศึกษาดูใจได้แล้ว แต่ว่าช่วงที่คุยกัน เพียงขวัญไม่เคยว่างและมีเวลาให้วีร์เลย เพราะเธอต้องทำงานเกือบทุกวัน พอเลิกงานก็ต้องรีบกลับบ้านเพื่อดูแลยายที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง แม้จะเข้าใจในเหตุผลและภาระหน้าที่ แต่บางครั้งวีร์ก็รู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งตามหญิงสาว และความใจแข็งของเธอก็เหมือนกันหิน จะหลอกล่อสักปานใดเธอก็ไม่มีหวั่น ยังคงให้ความสำคัญกับงานและครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง
"อย่าเลยค่ะพี่วีร์ หนูเกรงใจ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของหนูเอง หนูต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง"
"พี่ไม่เข้าใจ เพียงคิดว่าพี่เป็นคนอื่นไกลหรือไง นี่เราเองก็คุยกันมาเป็นเดือนแล้ว ยังไม่รู้ใจพี่อีกหรือว่าพี่จริงจังกับเพียง ต้องการที่จะใช้ชีวิตคู่กับเพียง..."
"หนูรู้ค่ะ แต่มันยังไม่ถึงเวลา พี่ก็รู้ว่าหนูมีภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัว"
"พี่รู้ แต่พี่ไม่เข้าใจ เพียงควรจะเปิดโอกาสให้พี่ได้ดูแลเพียงมากกว่านี้"
"หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ ยังไม่อยากรบกวนพี่วีร์..."
"เพียงขวัญ!"
"หนูว่าเราเริ่มคุยกันคนละเรื่องแล้วนะคะ เอาไว้เราค่อยคุยกันใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า แค่นี้ก่อนนะคะ" เพียงขวัญกดวางสายแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง ช่วงนี้เธอเหนื่อยและอ่อนเพลียมากกว่าปกติ
"กิ๊กเธอใจป้ำดีนะ จะลงทุนจ่ายค่าซ่อมรถแทนด้วย" เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นมาด้านหลัง เพียงขวัญสะดุ้งสุดตัว หันหลังไปชนกับแผ่นอกกว้าง เธอไม่รู้เลยว่าเขายืนประชิดด้านหลังเธอขนาดนี้
"ว้าย!"
"ตกใจอะไร นึ่คน ไม่ใช่ผี!" เขาว่า แล้วยังทำหน้าดุใส่อีก
"พี่รพีมายืนตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมไม่ให้สุ่มให้เสียงกันบ้าง หนูตกใจหมด!"
"ก็มายืนตั้งแต่เธอคุยกับแฟนนั่นแหละ" เขาบอกหน้าตาเฉย แถมยังเดินไปด้านหน้า ต้อนเธอจนแผ่นหลังติดกับขอบระเบียงอีกด้วย
"พี่รพี... จะทำอะไรคะ!" เธอถามเสียงสั่น รพีปั้นหน้าขรึมก้มลงประชิดใบหน้านวล ก่อนที่จะ...
ฮัดชิ่ว ฮัดชิ่ว ฮัดชิ่ว
เพียงขวัญจามออกมาสามครั้งติดกันเสียงดัง ทำให้รพีผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะเอามือปัดๆ เสื้อตัวเองเพราะเธอปิดปากไม่ทัน เขามุ่นหัวคิ้วขึ้น ส่วนเธอได้แต่เอามือดันแผ่นอกกว้างออกห่างเต็มแรง
"พี่รพีไปสูบบุหรี่มาใช่ไหมคะ" เธอถามเสียงดังขึ้น รพีพยักหน้า
"อืม"
"แต่เขาห้ามสูบบุหรี่ในโรงพยาบาล!" เธอดุเขา รพียักคิ้วขึ้นเป็นเชิงสงสัย
"ฉันก็ไม่ได้สูบในโรงพยาบาลนี่ ออกไปสูบนอกโรงพยาบาล เดินออกไปไกลเกือบกิโล" เขาว่า
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ กลิ่นบุหรี่มันติดเสื้อ เหม็นเชียว” เธอเอามืออุดจมูก ทำหน้าแหยง รพีแค่นเสียงหัวเราะออกมาในลำคอ
"มากไปหรือเปล่าคุณพยาบาล ฉันสูบบุหรี่มียี่ห้อนะครับ กลิ่นไม่ได้แรงขนาดนั้นสักหน่อย"
"ถึงจะกลิ่นไม่ได้แรงก็เถอะ ยังไงมันก็มีกลิ่น ฮัดชิ่ว!" เธอจามอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเธอเหม็นกลิ่นบุหรี่จริงๆ รพีจึงยกเสื้อตัวเองขึ้นดมๆ ดูอีกรอบ ถ้าเป็นบางยี่ห้อ แม่เขาต้องได้กลิ่นเหม็นไปด้วย แต่นี่คือยี่ห้อที่นิโคตินต่ำที่สุดเธอยังจามไม่หยุดเลยบ้าจริงเชียว
"จะจามอะไรกันนักกันหนาเนี่ย หยุดจามแล้ว"
ฮัดชิ่ว!
