บทที่ 5 เอ็นดู
รพีออกจากห้องพักผู้ป่วยไปแล้ว เพียงขวัญถอนหายใจโล่งอกเพราะไม่อยากอยู่ในสายตาเขา ที่สำคัญคือเขามักจะยียวนกวนประสาทเธอสุดๆ เหมือนมารผจญคนที่กำลังบำเพ็ญเพียรให้ตบะแตกก็ไม่ปาน นภัสวรรณเห็นสีหน้าที่ผ่อนคลายลงของเพียงขวัญก็อมยิ้ม
“รพีเขาก็เป็นคนกวนประสาทอย่างนั้นแหละ จริงๆ เขาไม่ได้มีอะไรหรอก” นภัสวรรณบอกกับเพียงขวัญ เธอพยักหน้ารับเล็กน้อย คลี่เรียวปากบางแย้มรอยยิ้ม ในช่วงเวลานั้นนภัสวรรณรู้สึกได้ทันทีเลยว่าเด็กสาวคนนี้มีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มดีนัก
"ค่ะ"
"เพียงขวัญเหนื่อยหรือเปล่า ถ้าเหนื่อยก็นอนพักก่อนก็ได้นะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่เหนื่อยเลย วันนี้งานไม่ค่อยเยอะด้วย" เธอโป้ปดไปคำโตด้วยไม่อยากให้หญิงวัยกลางคนเป็นห่วง เธออยากรับหน้าที่ดูแลหล่อนให้ดีที่สุด เพราะเธอเองก็ไม่มีเงินจ่ายค่าซ่อมรถ
"เช่าหอพักแบบนี้คงลำบากน่าดู ต้องห่างพ่อห่างแม่แล้วยังต้องรับผิดชอบค่าเช่าหออีก" นภัสวรรณเปรยด้วยความเป็นห่วงหญิงสาว แต่มันเหมือนกับเป็นมีดที่กรีดแทงจิ้มใจดำเธอเสียเหลือเกิน เพียงขวัญกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ฝืนยิ้มออกมา
"ค่ะ"
"เดือนนี้แม่จะออกค่าเช่าหอให้นะ แล้วพอหมดเดือนนี้ก็ไปอยู่บ้านเดียวกับแม่ ระหว่างที่ดูแลแม่ แม่จะให้ค่าจ้างด้วย" นภัสวรรณยื่นข้อเสนอ ทำให้เพียงขวัญหูผึ่งขึ้นมาทันที เพราะไม่คิดว่าหญิงวัยกลางคนตรงหน้าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธออย่างนี้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เธอเรียนรู้ว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีคำว่าฟรี
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่" เพียงขวัญปฏิเสธเสียงนิ่มนวล นภัสวรรณยิ้มให้อย่างเอ็นดู
"อย่าคิดมากเลย แม่อยากช่วย อุบัติเหตุมันไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแม้กระทั่งตัวคนทำ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องช่วยๆ ดูแลกันไป เห็นรพีว่าประกันไม่รับผิดชอบด้วยไม่ใช่เหรอ ไหนจะต้องจ่ายค่าซ่อมรถ จ่ายค่าเสียหายแผงขายของในตลาด แล้วยังต้องมาเสียค่าเช่าห้องอีก ค่าใช้จ่ายเยอะแบบนี้ตัวคนเดียวไม่ไหวหรอก" นภัสวรรณพูดขึ้นมา ทำให้เพียงขวัญชะงัก
"แม่รู้ได้ยังไงคะว่าหนูรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคนเดียว" เธอย้อนถาม นภัสวรรณยิ้ม
"แม่รู้จักคนในหมู่บ้านที่ลูกอยู่ เขาก็เล่าให้ฟังว่าเพียงขวัญเป็นคนอย่างไร ไม่ต้องเกรงใจแม่นะ แม่จะช่วยเหลือเพียงขวัญเอง"
"ถึงแม่อยากจะช่วย แต่ลูกชายแม่..."
"ช่างเขาสิ เราก็อย่าไปบอกให้เขารู้" นภัสวรรณบอก ยิ่งเห็นสีหน้าเกรงอกเกรงใจของเพียงขวัญด้วยแล้วยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกเวทนาไม่น้อย
"ไม่ต้องร้องไห้ มีอะไรให้แม่ช่วยก็บอกนะ" นภัสวรรณปลอบใจ เพียงขวัญปาดน้ำตาออกจากแก้มป้อยๆ
"ขอบคุณมากนะคะ แต่ขอให้หนูได้รับผิดชอบการกระทำของหนูให้ถึงที่สุดก่อนนะคะ ถ้าเมื่อไหร่ที่เพียงไม่ไหว เพียงจะมาขอความช่วยเหลือจากแม่ค่ะ"
เมื่อเพียงขวัญยืนยันมาอย่างนี้ นภัสวรรณก็ไม่รู้ว่าจะต้องเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามความต้องการของเธอ
นภัสวรรณมองเด็กสาวที่กำลังเช็ดตัวให้อย่างเอ็นดู เพียงขวัญเกิดมาเพื่อเป็นนางพยาบาลจริงๆ มือน้อยนุ่มนิ่มกำลังบิดผ้าขนหนูที่ผ่านการชุบน้ำอุ่นแล้วค่อยๆ เช็ดไปตามแผ่นหลัง เธอค่อยๆ ทำอย่างทะนุถนอม ไม่เหมือนนางพยาบาลคนอื่นๆ ที่มักจะทำอย่างส่งๆ เหมือนรีบ ไม่ได้พิถีพิถันเหมือนเธอ หลังจากเช็ดตัวเสร็จแล้ว เพียงขวัญก็สวมชุดผู้ป่วยให้
"เสร็จแล้วค่ะ" เพียงขวัญบอก แม้จะมีสีหน้าอิดโรย แต่เธอยังคงแย้มรอยยิ้มได้ตลอดเวลา
"ขอบใจมากนะ"
"หนูขอตัวไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะคะ ใกล้ถึงเวลาเข้าเวรแล้ว"
"เหนื่อยแย่เลยลูก วันนี้เลิกงานแล้วไม่ต้องมาเฝ้าแม่ก็ได้นะ แม่อยู่คนเดียวได้ หนูจะได้มีเวลาพักผ่อน"
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูเต็มใจมาดูแลแม่ค่ะ" เพียงขวัญตอบ เธอเปิดผ้าม่านออก เห็นรพียืนอยู่ก็สะดุ้งสุดตัว
"พี่รพี!"
"จะตกใจอะไรขนาดนั้น ฉันไม่ใช่ผีสักหน่อย" รพีถอนหายใจ เพียงขวัญถอนหายใจเฮือก
"ก็เล่นมายืนเงียบๆ ไม่ให้สุ่มให้เสียงแบบนี้ เป็นใครก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา" นภัสวรรณพูดขึ้น เพียงขวัญปลีกตัวออกมา ฉวยกระเป๋าใส่เสื้อผ้าเดินเข้าไปในห้องน้ำ รพีมองตามจนเพียงขวัญปิดประตู
"จะมองอะไรขนาดนั้น มองจนลูกตาจะทะลุเบ้าออกมาแล้ว" นภัสวรรณถามลูกชาย รพีกระแอมแก้เขิน
"เปล่าสักหน่อย ผมไม่ได้มอง"
"แน่ะ ยังจะมาแก้ตัวอีก"
"เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างครับ ยายแว่นนั่นดูแลแม่ดีหรือเปล่า" รพีเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกเพียงขวัญ ซึ่งนภัสวรรณไม่ชอบเอาเสียเลย นิสัยปากเสียของลูกชาย แก้ยังไงก็ไม่หาย ไม่รู้ว่าไปติดใครมา
"ดีมาก"
"จริง?"
"แม่ไม่ได้มีนิสัยโกหกเหมือนคนแถวนี้สักหน่อย" นภัสวรรณว่าเข้าให้ เล่นเอารพีหน้าม้านไปชั่วขณะ
"ผมล่ะเบื่อแม่จริงๆ กินข้าวดีกว่าครับ เช้านี้ผมซื้อน้ำเต้าหูกับปาท่องโก๋มาให้ แล้วก็มีโจ๊กเจ้าอร่อยที่แม่ชอบด้วย" ลูกชายคนเดียวของหล่อนแกะโจ๊กและน้ำเต้าหู้ใส่ชาม นภัสวรรณมองลูกชายแล้วก็ยิ้มออกมา
"จะซื้อมาทำไมเยอะแยะ อาหารของโรงพยาบาลก็มี เปลืองเงินเปล่าๆ"
"ผมรู้ว่าแม่ไม่ชอบอาหารของโรงพยาบาลหรอก กินของผมดีกว่า อร่อยกว่าตั้งเยอะ" รพียกถาดอาหารวางบนโต๊ะ แล้วลากครืดๆ ไปที่เตียง จากนั้นก็ลงมือคนๆ โจ๊กให้เย็นลง แล้วจะป้อนแม่
"ไม่ต้องป้อนแม่หรอก แม่กินเองได้"
"แต่แม่ป่วยอยู่นะ" คนเป็นลูกว่าเข้าให้
"แม่แค่ขาหัก ไม่ได้แขนหักสักหน่อย เราน่ะไปกินของตัวเองเถอะ แล้วนี่ซื้ออะไรมาเผื่อน้องเค้าหรือเปล่า"
"ไม่ได้ซื้อครับ ให้ไปหากินเอง!" ด้วยความหมั่นไส้ที่เพียงขวัญเข้าหาแม่ได้อย่างรวดเร็ว รพีจะพูดน้ำเสียงสะบัดงอน
"ทำไมเป็นคนแบบนี้ ไม่น่ารักเลย" คนเป็นแม่เอ็ดเข้าให้ แต่เจ้าลูกชายตัวดียังคงลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนั้น นภัสวรรณจึงค้อนวงโต เมื่อเพียงขวัญอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกมาจากห้องน้ำ
"หนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ"
"จะรีบไปไหน กินโจ๊กก่อนสิ ฉันซื้อมาให้" รพีบอกแต่ตายังคงมองที่โจ๊กอีกถุงที่กำลังแกะ นภัสวรรณลอบถอนหายใจ มองคนขี้เก๊กด้วยความหมั่นไส้
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูค่อยหากินเองก็ได้" เธอรีบปฏิเสธ รพีเริ่มมีท่าทีไม่พอใจเมื่อหญิงสาวกำลังจะขัดใจเขา
"ฉันซื้อมาให้ก็กินๆ ไปเถอะ เรื่องมากอยู่ได้ แล้วถามหน่อยถ้าเธอไม่กินแล้วใครจะกิน ฉันซื้อมาพอดีคน มันก็ต้องเหลือ พอเหลือก็ต้องทิ้ง" รพีบ่นเป็นหมี เพียงขวัญเห็นหน้าตาเอาเรื่องจึงยอมมาร่วมโต๊ะกินมื้อเช้าพร้อมกับรพี
"ทีหลังไม่ต้องนะคะ หนูเกรงใจ"
"เงียบปากไปเถอะน่า หนวกหู!" รพีแหวกขึ้นมาทันควันหลังได้ยินประโยคเกรงใจจากหญิงสาว ทำให้เพียงขวัญต้องหุบปากลงแล้วก้มหน้าก้มตากินโจ๊กจนหมดชาม
