ตอนที่ 3 รวบรวมพรรคพวก
เสี่ยวเหยายืนเฝ้าผู้เป็นนายทานซุปขาหมูตังกุยอย่างเอร็ดอร่อยจนกระทั่งหยดสุดท้าย เด็กสาวถึงกับลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก นายหญิงของนางเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อวานยังตัดพ้ออยู่เลยว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ข้าวปลาไม่ยอมทานได้แต่นั่งเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่างอย่างหมดอาลัยตายอยาก สาวใช้อย่างนางทั้งกลัดกลุ้มและเป็นทุกข์ ตั้งใจไว้ว่าจะแจ้งข่าวให้นายท่านหลิวบิดาของนายหญิงทราบ แต่ก็ไม่กล้าปล่อยนายหญิงไว้เพียงลำพัง เห็นผู้เป็นนายทานได้เช่นนี้เสี่ยวเหยารู้สึกเบาใจขึ้นเยอะทีเดียว
"ฝีมือต้มซุปของเจ้าพอใช้ได้แต่ยังไม่ถึงกับเลิศรส ไว้บุตรชายของข้าคลอดออกมาก่อน ข้าจะสอนเคล็ดลับให้เจ้า" หญิงสาวเอ่ยพลางยกผ้าเช็ดที่มุมปาก
"นายหญิงทราบได้อย่างไรเจ้าคะว่าเป็นคุณชายน้อย?" เสี่ยวเหยาเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
"เอ่อ! เคยมีนักพรตทำนายดวงชะตาของข้าเอาไว้ ท่านบอกว่าบุตรชายของข้าจะมีความสามารถมากมาย ในอนาคตเขาจะได้เป็นใหญ่มีแต่คนเกรงกลัว" หลิวลู่หลินละล่ำละลักแก้ตัวแทบไม่ทัน
จะมิให้เกรงกลัวได้อย่างไรเล่า เฉิงเออร์ของนางเล่นสังหารคนเป็นว่าเล่น ทุกคนในจวนสกุลหลี่ต่างพากันหวาดกลัว แทบไม่มีใครกล้ามองหน้าเขาด้วยซ้ำ ผู้คนต่างขนานนามว่าบุตรของนางเป็นปิศาจน้ำแข็ง ซึ่งก็ตรงกับชื่อของเฉิงเออร์พอดี (คำว่า ปิง 冰 แปลว่า น้ำแข็ง)
แต่ไม่เป็นไรกลับมาครานี้หลิวลู่หลินจะตั้งใจสั่งสอนบุตรชายให้เต็มที่ นางจะทุ่มเทความรักทั้งหมดที่มีอบรมให้เฉิงเออร์เป็นเด็กดี มีเมตตา เป็นที่รักของทุกคน
เสี่ยวเหยาเอียงหน้าครุ่นคิด เด็กสาวติดตามนายหญิงมาตั้งแต่ยังมิออกเรือน ไม่เคยเห็นนายหญิงไปพบนักพรตที่ไหนเลย หรือนายหญิงจะแอบไปเงียบๆคนเดียวมิให้เสี่ยวเหยารู้
"เลิกเหม่อลอยได้แล้ว รีบเอาชามไปเก็บแล้วกลับมาช่วยพยุงข้า เราจะไปพบพ่อบ้านหูกัน" หญิงสาวกระตุกยิ้มบางเบาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมายมั่น
หลิวลู่หลินเปิดกล่องไม้ขนาดกะทัดรัดในมือแล้วยิ้มกริ่ม แผนของนางเริ่มขึ้นแล้ว พ่อบ้านหูผู้ซื่อสัตย์และเที่ยงตรงจะต้องกลายมาเป็นพรรคพวกของนางให้จงได้
สองนายบ่าวเดินมาถึงจวนหลักอันเป็นที่อยู่ของผู้ปกครองจวนอย่างหลี่จวิ้นเฉิน ชาติก่อนหญิงสาวแทบมิเคยย่างกลายมายังที่นี่เลยสักครั้ง หลิวลู่หลินชิงชังบุรุษผู้ทำให้ร่างกายของนางต้องแปดเปื้อนมลทิน ดวงตากลมโตกวาดสายตามองการตกแต่งเรือนของสามีอย่างสนใจ หลี่จวิ้นเฉินนับว่าเป็นบุรุษที่มีรสนิยมดีผู้หนึ่ง เครื่องเรือนทั้งหมดถูกจัดวางอย่างเรียบง่ายแต่กลับลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นตู้หนังสือ โต๊ะ หรือแม้กระทั่งเก้าอี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้ชนิดเดียวกันและออกแบบคล้ายกันหมด
"ฮูหยินใหญ่ ข้าน้อยมิทราบว่าท่านจะมาจึงมิได้เตรียมต้อนรับ ต้องขออภัยด้วย" พ่อบ้านวัยกลางคนที่กำลังจัดเรียงสมุดบัญชีเข้าชั้น รีบกุลีกุจอมาต้อนรับนายหญิงของจวน
"อย่าได้มากพิธีเลย พ่อบ้านหูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านพ่อของข้า ท่านก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง" หลิวลู่หลินเอ่ยด้วยรอยยิ้มละไม
"ข้าน้อยเป็นเพียงบ่าว มิอาจเอื้อมขอรับ" พ่อบ้านหูก้มหน้าก้มตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัว
"นี่ถือเป็นของขวัญจากข้า ได้ยินมาว่าท่านชื่นชอบการดื่มชายิ่งนัก ในกล่องนี้คือชาเหลืองจากเมืองฉางฉา บ้านเกิดของข้าเอง พ่อบ้านหูมีเรื่องราวให้ต้องจัดการมากมายอาจมีความเครียดและวิตกกังวล ชานี้จะช่วยให้ท่านผ่อนคลายยิ่งขึ้น รับเอาไว้เถิด" หญิงสาวเอ่ยอย่างเอาใจใส่ น้ำเสียงเริงรื่นราวกับวสันฤดู
"ฮูหยินใหญ่ ชาเหลืองนับเป็นชาหายากและมีราคาแพง ข้าน้อยรับไว้มิได้ขอรับ อีกอย่างหากนายท่านทราบข้าน้อยจะเดือดร้อนขอรับ" พ่อบ้านชราปฏิเสธพัลวัน
(黄茶 huángchá) เป็นกลุ่มชาที่หาได้ยากที่สุด เนื่องจากสมัยก่อนจัดเป็นชาบรรณาการให้แก่ฮ่องเต้เท่านั้น เพราะสีเหลืองถือว่าเป็นสีแห่งโอรสสวรรค์ แต่ปัจจุบันนิยมใช้กันในหมู่ชนชั้นสูงและมักถูกเลือกเป็นชาที่ใช้มอบเป็นของขวัญให้แก่บุคคลพิเศษต่างๆ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ผลิตเยอะเมื่อเทียบกับชาชนิดอื่น
"ท่านปฏิเสธน้ำใจของข้าเช่นนั้นหรือ?" นางเลิกคิ้วถาม
"มิกล้าขอรับ ข้ากลัวว่านายท่านจะ.." พ่อบ้านหูรีบปฏิเสธ
"หากเขาตำหนิท่าน ก็ให้มาคุยกับข้าที่เรือนเหมยฮวาได้ เขาใช้งานท่านหนักถึงเพียงนี้ได้ใส่ใจสุขภาพของท่านบ้างหรือไม่ เขาทราบหรือเปล่าว่าท่านเป็นโรคเครียดและปวดหัวอยู่บ่อยๆ" หลิวลู่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายหญิง.." พ่อบ้านชราซาบซึ้งใจดวงตาแดงก่ำ สรรพนามที่ใช้เรียกผู้เป็นนายเปลี่ยนไปโดยที่เขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
หลิวลู่หลินคว้ามือพ่อบ้านหูมารับกล่องชาเอาไว้ก่อนจะกล่าวว่า
"ถือเป็นน้ำใจจากข้า ต้องขอโทษที่นำมามอบให้ท่านช้าไปสักหน่อย จากนี้ไปหากมีเรื่องให้ช่วย มาหาข้าที่เรือนเหมยฮวาได้" หลิวลู่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงละมุนน่าฟัง
"ขอบคุณนายหญิงมากขอรับ" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
พ่อบ้านหูทำงานรับใช้ตระกูลหลี่มาทั้งชีวิต ยังมิเคยเจอเจ้านายที่เอาใจใส่บ่าวไพร่เช่นนายหญิงจากเมืองฉางฉาผู้นี้มาก่อน ที่ผ่านมาชายชรานึกว่านายหญิงรังเกียจคนในจวนสกุลหลี่ จึงไม่เคยออกจากเรือนไปไหน แต่ตอนนี้เขาเข้าใจเหตุผลทั้งหมดแล้วว่านายหญิงคงคิดถึงบ้าน และยังคงปรับตัวมิได้ที่ต้องแต่งให้ท่านแม่ทัพอย่างกะทันหันนี่เอง
