ตอนที่ 5 บ้านพักสวัสดิการหมายเลข 3 - 1
หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนานและแสนจะทรหดข้ามมณฑล ในที่สุดทหารของกองทัพที่ลู่เจิงให้มารับมาก็แล่นผ่านประตูรั้วเหล็กบานใหญ่ที่มีทหารยามยืนรักษาการณ์อย่างเข้มงวด เข้าสู่เขตค่ายทหารประจำมณฑลซึ่งจะกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของเจียงเซี่ย
เนื่องจากนายทหารระดับผู้บังคับกองพันอย่างลู่เจิงในยุคนี้ ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ในการใช้รถจี๊ปส่วนตัวเพื่อกิจธุระส่วนตัว ทันทีที่รถบรรทุกจอดเทียบหน้าลานกว้างของกองบัญชาการ ชายหนุ่มก็ต้องแบกเป้สัมภาระใบใหญ่ของตัวเองและหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าของเจียงเซี่ย เดินเท้านำทางภรรยามุ่งหน้าไปยังโซนบ้านพักสวัสดิการครอบครัวทหารที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
ตลอดสองข้างทาง เจียงเซี่ยกวาดสายตามองสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างเงียบๆ ค่ายทหารแห่งนี้กว้างขวางและถูกจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ มีทั้งลานฝึกซ้อม โรงอาหารรวม และอาคารอิฐสีแดงที่ปลูกเรียงรายเป็นแถว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งครัดและกลิ่นอายของชายชาติทหาร
"ถึงแล้ว ที่นี่แหละ"
ลู่เจิงหยุดฝีเท้าลงหน้าบ้านพักอิฐแดงชั้นเดียวหลังหนึ่ง เหนือกรอบประตูไม้ที่สีเริ่มหลุดล่อน มีแผ่นป้ายสังกะสีสนิมเขรอะตอกไว้ เขียนตัวเลข3 เอาไว้จางๆ ชายหนุ่มล้วงลูกกุญแจทองเหลืองออกจากกระเป๋ากางเกง ไขแม่กุญแจที่คล้องประตูอยู่ออก
แอ๊ด...
ทันทีที่บานประตูไม้ถูกผลักให้เปิดออก สิ่งแรกที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้าของเจียงเซี่ย ไม่ใช่กลิ่นหอมของการต้อนรับ แต่เป็นพายุฝุ่นและกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงจนเธอมองเห็นละอองฝุ่นลอยคลุ้งเต้นระบำอยู่ในลำแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามา
"แค่กๆ" เจียงเซี่ยยกมืออวบอูมขึ้นปิดจมูกและปาก ไอสำลักฝุ่นจนหน้าดำหน้าแดง
สภาพภายในห้องพักสวัสดิการที่มีขนาดหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่นและพื้นที่ครัวเล็กๆ ด้านหลัง ช่างดูไม่จืดเอาเสียเลย หยากไย่เส้นหนาเตอะโยงยางอยู่ตามมุมเพดานและกรอบหน้าต่างราวกับรังแมงมุมปีศาจ พื้นซีเมนต์ขัดมันถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผงหนาเกือบครึ่งเซนติเมตร ชนิดที่ว่าถ้าเหยียบลงไปคงทิ้งรอยเท้าไว้เป็นหลักฐานชั้นดี บนโต๊ะไม้และเตียงเตาก็มีฝุ่นจับตัวเป็นคราบแข็ง บ่งบอกชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างไร้การดูแลมาแรมปี
ลู่เจิงเห็นภรรยาสำลักฝุ่น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยมักจะนิ่งขรึมก็ฉายแววกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเกาจมูกแก้เก้อ
"เอ่อ...ขอโทษที ปกติฉันไม่ค่อยได้กลับมานอนที่นี่น่ะ เลิกฝึกเสร็จก็กินนอนอยู่ที่โรงนอนทหารรวมกับลูกน้องตลอด บ้านหลังนี้เลยไม่ได้ทำความสะอาดมาปีกว่าแล้ว" น้ำเสียงของผู้พันหนุ่มดูแข็งทื่อ เขายอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าตนเองบกพร่องเรื่องงานบ้านงานเรือนอย่างสิ้นเชิง
"ไม่เป็นไรค่ะ" เจียงเซี่ยโบกมือปัดฝุ่นตรงหน้า แม้ในใจวิญญาณผู้รักความสะอาดจะกำลังกรีดร้องก้องโลก แต่เธอก็พยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย
"คุณวางกระเป๋าไว้ตรงมุมนั้นเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง" ในขณะที่เจียงเซี่ยกำลังถกแขนเสื้อเตรียมรับมือกับสมรภูมิฝุ่น ทันใดนั้นเสียงแหลมปรี๊ดของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากทางหน้าบ้าน
"แหมๆๆ ใครกันมาเปิดประตูบ้านหมายเลข 3 ทิ้งไว้ อ๊ะ ผู้พันลู่! กลับมาแล้วเหรอคะเนี่ย"
เจียงเซี่ยหันขวับไปมอง หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้ง สวมเสื้อคอปกสีดอกบ๊วย ผมดัดลอนเล็กๆ กำลังยืนเกาะขอบประตูบ้าน ในมือของนางถือเมล็ดแตงโม คอยแทะเสียงดัง กร้วมๆ แล้วถ่มเปลือกลงบนพื้นหน้าบ้านอย่างไม่เกรงใจ
นี่คือสะใภ้จางภรรยาของนายทหารระดับรองผู้บังคับกองร้อย ผู้ซึ่งครองตำแหน่งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งค่ายทหารหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ตัวแม่ขาเม้าท์อันดับหนึ่งนั่นเอง
"เมื่อเช้าฉันเพิ่งคุยกับสะใภ้กู้ เห็นนางบอกว่าวันนี้ผู้พันลู่จะพาภรรยาจากบ้านนอกมาอยู่ที่ค่ายด้วย นี่อย่าบอกนะว่า..."
สะใภ้จางหยุดเคี้ยวเมล็ดแตงโม ดวงตาปลาตายของนางกวาดมองเจียงเซี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้ามองตั้งแต่ใบหน้ากลมแป้นที่บวมฉุ เสื้อผ้าฝ้ายลายดอกไม้สีซีดๆ ตัวโคร่ง และรูปร่างอวบอ้วนเทอะทะที่ดูราวกับกะหล่ำปลียักษ์เดินได้
