ตอนที่ 4 สหายร่วมทางบนรถไฟ - 1
เสียงหวูดรถไฟดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชานชาลาสถานีรถไฟประจำอำเภอ พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวขุ่นที่พวยพุ่งออกมาจากหัวรถจักรไอน้ำรุ่นเก่า บรรยากาศในสถานีรถไฟปี 1985 นั้นเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ผู้คนนับร้อยแบกสัมภาระพะรุงพะรัง ทั้งกระสอบข้าว ไก่เป็นๆ และห่อผ้าหลากสีสัน ต่างพากันเบียดเสียดแย่งชิงกันขึ้นรถไฟสายสีเขียวมะกอกที่จอดเทียบท่าอยู่
เจียงเซี่ยมองภาพฝูงคนที่กำลังยื้อแย่งกันขึ้นตู้โดยสารชั้น 3 ซึ่งเป็นที่นั่งแข็งด้วยความหนักใจ ร่างกายอวบอ้วนของเธอถ้าต้องไปเบียดเสียดแบบนั้น คงได้ขาดอากาศหายใจตายก่อนถึงค่ายทหารแน่
"ทางนี้" เสียงทุ้มต่ำของลู่เจิงเรียกสติเธอ เขาแบกกระเป๋าเดินทางใบเขื่องสองใบไว้บนบ่าทั้งสองข้างอย่างง่ายดายราวกับมันบรรจุนุ่น มืออีกข้างยื่นมากันคนให้เธอแล้วพาเดินแยกออกไปอีกทางหนึ่งซึ่งคนน้อยกว่ามาก
"เราไม่ได้ไปตู้โน้นเหรอคะ" เจียงเซี่ยถามด้วยความสงสัย
"ตู้โน้นคนเยอะ แออัดเกินไป" ลู่เจิงตอบโดยไม่หันมามอง "ฉันใช้สิทธิ์นายทหารจองตู้นอนชั้นอ่อนไว้แล้ว เดินทางตั้ง 2 วัน 1 คืนเธอนั่งหลังขดหลังแข็งไม่ไหวหรอก" เจียงเซี่ยดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที 'ตู้นอนชั้นอ่อน!'
ในยุค 80 ตั๋วรถไฟประเภทนี้ไม่ใช่ว่ามีเงินจะซื้อได้ ต้องเป็นระดับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือนายทหารระดับสูงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์จอง ห้องหนึ่งมีแค่ 4 เตียง มีประตูปิดเป็นส่วนตัว และมีเครื่องนอนนุ่มสบาย
'สมกับเป็นว่าที่ท่านนายพลในอนาคต เส้นสายไม่ธรรมดาจริงๆ' เธอนึกชมสามีในใจ
เมื่อเดินมาถึงตู้รถไฟวีไอพี พนักงานตรวจตั๋วเห็นเครื่องแบบและยศบนบ่าของลู่เจิง ก็รีบตะเบ๊ะทำความเคารพและเปิดทางให้อย่างนอบน้อม ภายในตู้รถไฟสะอาดสะอ้าน พื้นปูพรมสีแดงทางเดินเงียบสงบ ต่างจากความโกลาหลด้านนอกราวฟ้ากับเหว
"ห้องนี้แหละ"
ลู่เจิงเลื่อนประตูกระจกเข้าไป ในห้องมีเตียงนอน 2 ชั้น วางขนานกันซ้ายขวารวม 4 เตียง ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา มีโคมไฟหัวเตียงและแจกันดอกไม้พลาสติกประดับที่โต๊ะกลาง
แต่ทว่าความสงบส่วนตัวที่หวังไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ที่เตียงฝั่งตรงข้ามมีหญิงวัยกลางคนแต่งตัวดี สวมเสื้อคอจีนผ้าไหมเทียม ผมดัดเป็นลอนก้นหอยแบบคนในเมือง นั่งเชิดหน้าอยู่กับหลานชายวัยห้าหกขวบที่กำลังกระโดดโลดเต้นบนเตียงอย่างซุกซน ทั้งสองจองเตียงชั้นล่างและชั้นบนฝั่งนั้นไว้แล้ว
เมื่อเห็นลู่เจิงเดินเข้ามา หญิงคนนั้นก็ส่งสายตาชื่นชมในความหล่อเหลาและเครื่องแบบทหารยศพันโท แต่พอเห็นร่างอวบอ้วนของเจียงเซี่ยเดินตามหลังมา สายตาของหล่อนก็เปลี่ยนเป็นเหยียดหยามทันที
"เอ๊ะ นี่พ่อหนุ่มทหาร" หญิงคนนั้นเอ่ยทักเสียงดัดจริต "ห้องนี้มันตู้นอนชั้นหนึ่งนะจ๊ะ พาคนรับใช้หรือแม่ครัวเข้ามาผิดห้องหรือเปล่า ตู้ชั้นประหยัดอยู่ทางโน้นนะ"
เจียงเซี่ยคิ้วกระตุก 'แม่ครัวคนรับใช้?'
ลู่เจิงหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาวางกระเป๋าลงแล้วหันไปตอบเสียงเข้ม
"นี่คือภรรยาของผมครับ เราจองเตียงฝั่งนี้ไว้ถูกต้องแล้ว"
หญิงคนนั้นหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นยกพัดขึ้นมาปิดปากหัวเราะเบาๆ
"อุ๊ยตาย ขอโทษทีจ้ะ นึกว่าแม่บ้าน แหมก็ดูสารรูปสิแต่งตัวบ้านนอกแถมตัวใหญ่คับห้องขนาดนี้ นึกว่าจะมาทำความสะอาดซะอีก" หล่อนจีบปากจีบคอพูด "เสียดายนะ เป็นถึงผู้พันอนาคตไกล รสนิยม แปลกดี"
คำพูดเหน็บแนมนั้นดังพอจะให้ได้ยินกันทั่วห้อง ลู่เจิงกำหมัดแน่นแต่เจียงเซี่ยแตะมือเขาไว้ เธอไม่อยากให้สามีมีเรื่องกับพลเรือนจนเสียประวัติ
เจียงเซี่ยเดินอาดๆ เข้าไปนั่งที่เตียงชั้นล่างฝั่งตรงข้าม ยิ้มหวานให้หญิงปากเสีย
"ขอบคุณที่ชมค่ะป้า รสนิยมสามีฉันเขาชอบของหนักแน่นมั่นคงน่ะค่ะ ไม่ได้ชอบแบบแห้งเหี่ยวไม้ใกล้ฝั่ง อ้อ แล้วก็ช่วยดูแลหลานชายด้วยนะคะ อย่าให้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้ เพราะถ้าฉันเผลอนั่งทับเขาขึ้นมาแบนแต๊ดแต๋ไม่รู้ด้วยนะ"
"นี่แก!" คุณนายเฉินหน้าแดงก่ำ "นังปากตลาด ฉันเป็นถึงภรรยารองหัวหน้ากองคลังจังหวัดนะยะ กล้าดียังไงมาว่าฉันเหี่ยว!"
เจียงเซี่ยยักไหล่ "ก็แค่รองหัวหน้ากองคลัง สามีฉันเป็นผู้พันคุมกำลังพลเป็นพันคน ยังไม่เห็นเบ่งเท่าป้าเลย"
คุณนายเฉินถึงกับจุกเถียงไม่ออก ได้แต่สะบัดหน้าหนี "ฮึ! พวกทหารบ้านนอก"
รถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานี บรรยากาศในห้องเงียบกริบแต่คุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิต เวลาผ่านไปจนถึงช่วงบ่าย ท้องไส้เริ่มร้องประท้วง คุณนายเฉินหยิบตะกร้าสานหรูหราออกมา ภายในมี ซาลาเปาไส้หมูเย็นชืด 2 ลูก กับสาลี่ 1 ผล หล่อนยื่นซาลาเปาให้หลานชาย
