ตอนที่ 3 เช้าวันจากลาและการทวงหนี้ศักดิ์ศรี - 1
แสงเงินแสงทองยังไม่ทันจับขอบฟ้า ท้องฟ้ายามรุ่งสางในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1985 ยังคงมืดสลัวและหนาวเหน็บ บนเตียงเตาที่เริ่มเย็นชืดร่างอวบอ้วนของเจียงเซี่ยขยับตัวเพียงเล็กน้อย
เอี๊ยด...
เสียงไม้กระดานลั่นเบาๆ จากน้ำหนักตัวกว่า 200 จิน แต่สำหรับลู่เจิงนายทหารที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาอย่างโชกโชน เพียงแค่เสียงลมหายใจที่เปลี่ยนจังหวะของคนข้างกาย ก็เพียงพอที่จะปลุกสัญชาตญาณระวังภัยให้ตื่นตัวเต็มที่
ดวงตาคมกริบของลู่เจิงลืมโพลงขึ้นในความมืด มือขวาขยับไปที่ใต้หมอนโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อตระหนักได้ว่าตนอยู่ที่บ้านเกิดไม่ใช่สนามรบเขาจึงคลายความตึงเครียดลงแสร้งทำเป็นหลับตาและปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ เพื่อดูว่าภรรยาตัวดีจะทำอะไร
เจียงเซี่ยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความอ้วนทำให้เธอหอบหายใจเบาๆ เธอเหลือบมองสามีที่นอนนิ่งสนิท พลางคิดในใจ 'หลับลึกจริงนะพ่อคุณ ดีแล้วจะได้ทางสะดวก'
เธอคว้าเสื้อคลุมตัวเก่ามาสวม แล้วค่อยๆ ย่องออกจากห้องไปเงียบๆ เท่าที่น้ำหนักตัวจะอำนวย เมื่อประตูห้องปิดลงลู่เจิงลืมตาขึ้นมองเพดานด้วยแววตาครุ่นคิด 'ตื่นเช้าขนาดนี้? เธอจะไปไหน?'
เจียงเซี่ยเดินเข้ามาในครัวที่มืดสนิทและหนาวเหน็บ เธอรู้ดีว่าสามีเป็นคนหูไวตาไวการจะหายตัวเข้ามิติไปนานๆ ในห้องนอนนั้นเสี่ยงเกินไป ห้องครัวนี่แหละปลอดภัยที่สุด เพราะเธอสามารถอ้างได้ว่ามาเตรียมอาหารเธอจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด แสงสว่างวูบวาบขับไล่ความมืด จากนั้นจึงเริ่มจุดไฟในเตาอั้งโล่ให้เกิดเสียงดังกุกกักเพื่อให้คนในบ้านได้ยินว่าเธอกำลังทำงาน
เมื่อไฟติดแล้ว เจียงเซี่ยก็นั่งลงหน้าเตาอาศัยเงาตะคุ่มของกองฟืนบังสายตาจากประตู
'ผ้าเช็ดหน้าเปียก แปรงสีฟัน และไข่ต้มสมุนไพร'
เพียงแค่ความคิดร่างกายไม่ต้องขยับเขยื้อน วัตถุดิบจากห้างสรรพสินค้าก็มาปรากฏอยู่ในมือของเธอทันที เจียงเซี่ยรีบใช้ทิชชู่เปียกสูตรน้ำเกลือเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างรวดเร็ว ความเย็นสดชื่นช่วยล้างคราบมันและความง่วงงุนออกไปจนหมด ตามด้วยการใช้แปรงสีฟันที่บีบยาสีฟันมาแล้วแปรงแห้งๆ อย่างรวดเร็ว แล้วบ้วนปากทิ้งลงในถังน้ำเสีย
"สดชื่นขึ้นเยอะ"
เธอส่งทิชชู่ใช้แล้วและแปรงสีฟันกลับเข้าไปทิ้งในถังขยะในมิติ วูบเดียวหลักฐานทุกอย่างก็หายไป ในมือเหลือเพียงห่อผ้าที่บรรจุไข่ต้มใบชา 10 ฟองที่อุ่นร้อนและส่งกลิ่นหอมสมุนไพร เจียงเซี่ยนำมันไปวางอังไว้ข้างเตาไฟ ทำทีเหมือนเพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ
ไม่นานนักลู่เจิงก็เดินเข้ามาในครัว เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาดูสดชื่นแม้จะเพิ่งตื่น
"ตื่นเช้าจังนะ" เขาเอ่ยทักสายตากวาดมองไปรอบครัวเพื่อสังเกตความผิดปกติ
"ฉันตื่นมาต้มไข่ค่ะ" เจียงเซี่ยยื่นห่อผ้าให้ "ไข่ต้มสมุนไพรสูตรคุณยาย เอาไว้กินรองท้องบนรถไฟ"
ลู่เจิงรับมา ดมกลิ่นหอมของเครื่องเทศ "หอมดีนี่ ขอบใจนะ"
เขาไม่ถามเซ้าซี้ แม้จะสงสัยว่าเธอไปเอาสมุนไพรมาจากไหน แต่กลิ่นหอมนั้นทำให้เขาไม่อยากจับผิด
หลังจากเก็บสัมภาระเสร็จทั้งคู่ก็เดินมาที่เรือนใหญ่เพื่อร่ำลาผู้เป็นแม่ แม่เฒ่าลู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่เตาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ข้างกายมีสะใภ้ใหญ่นั่งปอกมันเทศอยู่ ท่าทางของทั้งคู่ดูไม่สบอารมณ์นักที่เห็นลู่เจิงหิ้วกระเป๋าใบใหญ่เตรียมออกเดินทางพร้อมเจียงเซี่ย
"จะไปกันแล้วรึ" แม่เฒ่าลู่ถามเสียงห้วน โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหน้าลูกสะใภ้
"ครับแม่" ลู่เจิงเดินเข้าไปใกล้ ล้วงซองกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าเสื้อ "นี่เงินเดือนของเดือนนี้ครับ ผมแบ่งไว้ให้แม่ 10 หยวน กับคูปองอาหารและคูปองผ้าอีกนิดหน่อย"
แม่เฒ่าลู่กระชากซองเงินไปเปิดดูทันที นิ้วมือหยาบกร้านนับธนบัตรอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขมวดคิ้วจนหน้าย่น
"10 หยวน" นางแว้ดเสียงสูงปรี๊ด "อาเจิง! แกเลื่อนยศเป็นผู้พันแล้ว เงินเดือนเพิ่มขึ้นตั้งเยอะ ทำไมให้แม่แค่ 10 หยวน เมื่อก่อนแกให้ตั้ง 20-30 หยวน นี่แกเห็นเมียดีกว่าแม่รึไง!"
"เมื่อก่อนผมตัวคนเดียว กินอยู่กับกองทัพ ค่าใช้จ่ายน้อยครับ" ลู่เจิงอธิบายเสียงเรียบ พยายามข่มอารมณ์ "แต่ตอนนี้ผมต้องพาเจียงเซี่ยไปอยู่ด้วย เราต้องไปตั้งรกรากใหม่ ซื้อฟูก ซื้อหม้อไหข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต้องใช้เงินครับแม่"
"ก็เพราะนังตัวล้างผลาญนี่ไง" แม่เฒ่าลู่ชี้หน้าด่ากราดมาที่เจียงเซี่ย น้ำลายแทบจะกระเด็นใส่
"แม่บอกแล้วให้ทิ้งมันไว้ที่บ้าน ให้มันไปช่วยพี่สะใภ้แกทำนาปลูกข้าวโพดนู่น เลี้ยงมาจนตัวอ้วนพีขนาดนี้จะพามันไปเป็นภาระทำไม สู้เอาเงินส่วนของมันมาให้แม่เก็บไว้ส่งหลานชายแกเรียนหนังสือยังจะดีกว่า" ลู่เจิงหน้าตึง กำลังจะอ้าปากเถียงแทนภรรยา แต่ทว่า
