บทที่ 6
บทที่ 6
กลิ่นอาหารบนโต๊ะหอมอบอวลชวนหิว หลินซูเหยาและซูลี่ไม่รอช้าลงมือคีบเนื้อปลาและอาหารอีกหลายอย่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“เจ้าลองน่องไก่นี่สิ” ซูเหยาคีบน่องไก่ที่ถูกตุ๋นด้วยสมุนไพรหลายชนิจนเปื่อย แค่คีบเนื้อก็แทบจะล่อนออกมา
“อร่อยมากเจ้าค่ะ เราไม่ได้กินอาหารอร่อยๆแบบนี้มานานแล้วนะเจ้าคะ”
ตลอดเวลาหลายเดือนที่คุณหนูของซูลี่แต่งเข้ามา เป็นช่วงเวลาที่ช่างแสนทรมาน นี่เป็นมื้ออาหารที่ดีที่สุดในรอบหลายเดือนเลยด้วยซ้ำ
พรึ่บ!
เสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากทางด้านหลังทำให้ซูเหยาและซูลี่ต้องหันไปมอง
เสียงคล้ายกับหน้าต่างเปิดแล้วมีบางอย่างลอยเข้ามา มือที่จับตะเกียบสั่นเบาๆด้วยความตื่นตระหนก
“ใคร! ออกมาเลยนะ” ซูเหยาทำใจกล้าตะโกนออกไป
มีการเคลื่อนไหวของบางอย่างกำลังขยับตัวออกจากด้านหลังกำแพง เงาร่างสูงใหญ่ทอดผ่านมาก่อนที่จะเห็นใบหน้าของเจ้าตัว
“อี้เฟิง!” ซูเหยาเรียกชื่อใครบางคนที่นึกถึงเสียงสั่นเครือ
แม้ไม่ได้เห็นใบหน้าแต่แค่ได้เห็นเพียงเงารูปร่างครึ่งตัวนางก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือคนที่นางเฝ้ารอมาตลอด เขากลับมาแล้ว
“คุณชายซ่ง!” ซูลี่ยังไม่แน่ใจนักแต่เมื่อคุณหนูของนางพูดชื่อเขาออกมาซูลี่ก็ร้องเรียกด้วยความตกใจ
ตั้งแต่ปีนั้นที่คุณหนูและแม่ทัพซ่งต้องพลัดพรากด้วยเหตุผลบางอย่าง คุณหนูก็ไม่เคยพูดถึงเขาอีกเลย ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอเขาในวันนี้
“ซูเอ๋อร์” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียกนางอันเป็นที่รัก
ตลอดเวลาหลายเดือนที่ต้องออกไปรบนั้นมันทำให้เขารู้สึกเหมือนจะขาดใจที่ต้องตัดขาดจากนาง
มีเรื่องราวมากมายซับซ้อนยังไม่ได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะจากกันเขาเองก็ทำให้นางต้องผิดหวังและเสียใจไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะกลายมาเป็นเช่นนี้
ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดคือเขาคิดถึงนางสุดหัวใจ ตลอดเวลาที่ต้องอยู่ท่ามกลางสงคราม มีเพียงใบหน้าของนางในความคิดที่ช่วยให้ซ่งอี้เฟิงกัดฟันผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้
หลินซูเหยาลืมทุกอย่างแม้กระทั่งสถานะปัจจุบันของตน ดวงตาทั้งสองเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นและหลั่งไหล
เพียงเห็นใบหน้าของเขาความเข้มแข็งทั้งหมดที่พยายามสร้างขึ้นมาก็ดูเหมือนจะพังทลายทันที นางทิ้งทุกอย่างในมือไม่สนว่าจะทำข้าวหกหรือเก้าอี้ล้ม วิ่งไปโถมตัวกอดเขาเอาไว้แน่น
“ท่านหายไปไหนมา ทำไมถึงทิ้งข้า ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายขนาดไหน”
ถ้อยคำตัดพ้อนั้นบาดลึกเข้าไปในใจของชายหนุ่ม เขายืนนิ่ง ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ดวงตาคมกริบไหววูบสะท้าน ความผิดที่เขาเลือกที่จะจากไปโดยไม่บอกอะไรกับนางนั้นย้อนกลับมาเล่นงานอย่างเจ็บแสบ
“ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย น้ำเสียงสั่นสะท้าน สะท้อนความรู้สึกที่กดทับมาเนิ่นนาน
“ข้าโดนคนพวกนั้นวางแผนทำร้ายแทบทุกวัน จนข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว ทำไมตอนนั้นถึงต้องทิ้งข้าด้วย ถ้าท่านไม่ทิ้งข้าไปข้าก็ไม่ต้องมาเจอกับคนเลวพวกนั้น” พูดจบก็กัดริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้น
ถึงแม้ถ้อยคำของนางจะเอาแต่ใจและเอาแต่โทษเขาอยู่ฝ่ายเดียว แต่นั่นก็มีความจริงอยู่และมันก็เป็นแผลที่บาดลึกมาเนิ่นนาน
“ข้ามีความจำเป็นซูเอ๋อร์ อย่าได้เกลียดข้าเลย”
หญิงสาวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจเต้นแรงราวกับกำลังจะระเบิดออกมา นางอยากผลักเขาออกไปไกลแสนไกล แต่ขณะเดียวกันส่วนลึกก็ยังโหยหาความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ
สถานะของเราทั้งคู่ในตอนนี้นั้นไม่ควรใกล้ชิดกัน ทว่าความโหยหาก็ทำให้นางเผลอตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างไม่อาจห้ามใจ แต่พอรู้ตัวก็ผลักเขาออก
“อย่าร้องไห้อีกเลยนะคนดี ข้าสัญญาว่าต่อจากนี้ข้าจะไม่หนีเจ้าไปอีกแล้ว” เขาช่วยนางเช็ดน้ำตาอย่างเบามือ
ตั้งแต่เด็กจนโตซ่งอี้เฟิงรักและดูแลซูเหยาด้วยความทะนุถนอมมาตลอด นางเป็นที่รักของทุกคนจนเขาไม่คิดเลยว่านางจะมีชะตากรรมเช่นนี้ในชีวิตการแต่งงาน
“ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร” นัยน์ตาคู่งามกำลังตัดพ้อ
ก่อนที่เขาจะไปอยู่ชายแดนก็ไม่มีคำพูดใดบอกกับนางล่วงหน้า กว่าจะรู้อีกทีเขาก็ออกเดินทางไปแล้ว
หลินซูเหยาในเวลานั้นทั้งเคว้งคว้างราวกับคนหลงทาง และหัวใจแตกสลายเมื่อคนที่รักไม่ยอมมาสู่ขอแต่เลือกที่จะหนีไปอยู่ในที่อันตรายท่ามกลางสนามรบและคมดาบ
“เห็นแก่ช่วงเวลาดีๆที่เราเติบโตมาด้วยกัน เชื่อใจข้าอีกสักครั้งนะซูเอ๋อร์”
คว้ามือเรียวมากอบกุมไว้ ขอร้องให้นางเชื่อใจเขาอีกครั้ง โดยไม่สนว่าตัวเขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่อำนาจเหนือคนมากมาย ในเวลานี้ขอเพียงแค่สตรีอันเป็นที่รักยอมเชื่อเขาอีกครั้ง ศักดิ์ศรีก็ไม่สำคัญเลย
“ตอนนั้นทำไมถึงได้หนีไปโดยไม่บอกข้าเลยสักคำ”
“...”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้ซ่งอี้เฟิงชะงักค้าง มองดวงตากระจ่างใสที่กำลังถ่ายทอดความเจ็บปวดของเจ้าตัว
“ทำไมกันซ่งอี้เฟิง ทำไมถึงทิ้งข้าไว้คนเดียว”
“ข้า...ข้าโดนเรียกตัวให้ไปชายแดนโดยด่วน ข้ากลัวว่าข้าจะไม่รอดกลับมา...” เขายอมบอกความจริงที่เก็บเอาไว้มานาน
สถานการณ์ในตอนนั้นตึงเครียดหนัก ศัตรูล้อมประชิดชายแดน เขาเองกลัวว่าหากไปสู่ขอนางแล้วตัวเองไม่รอดกลับมาซูเหยาก็จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างยากลำบาก
คืนก่อนที่ซ่งอี้เฟิงจะไปทำศึก หลินซูเหยาได้บอกให้เขามาสู่ขอนางจากผู้ใหญ่ได้แล้ว แต่ซ่งอี้เฟิงกลับเงียบไม่ยอมตอบตกลง สุดท้ายเรื่องทุกอย่างก็ดำเนินมาถึงจุดที่ทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกันอย่างวันนี้
ดวงตาคู่คมมองใบหน้าขาวผ่องของนางอันเป็นที่รัก จากเด็กสาวที่เคยสดใสกลับซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มที่เคยมีอยู่ตลอดก็หายไป มองไปตามลำคอและไหล่ก็เห็นว่ามีทั้งรอยแผลและรอยช้ำ แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องปวดใจที่สุดคือรอยกรีดที่ข้อมือ
“นี่เจ้า...” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อได้เห็นรอยแผล
“ข้าไม่ได้เป็นคนทำ” นางกลัวว่าเขาจะคิดว่านางคิดสั้นทำร้ายตัวเอง
“ใครทำ!” เสียงคำรามของเขาดังก้อง ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางห้อง แววตาแดงก่ำด้วยโทสะจนหญิงสาวต้องรีบคว้ามือเขาเอาไว้และลูบไปมาเพื่อให้เขาใจเย็นลง
ตั้งแต่เกิดหลินซูเหยาไม่เคยโดนตี ไม่ว่าจะบิดามารดาหรือท่านปู่ท่านย่า ทุกคนต่างรักนางดั่งแก้วตาดวงใจ ทำผิดก็ไม่กล้าขึ้นเสียงใส่
และยิ่งกับซ่งอี้เฟิงนั้นเขายิ่งไม่เคยปล่อยให้นางต้องลำบาก ไม่ว่าเรื่องใดอี้เฟิงก็จะคอยดูแลนางตลอด การที่เขาได้รับรู้ความจริงกับตาตัวเองนั้นคงทำให้เขาทั้งโกรธและเสียใจ
“เซียวหานเฟิงและอนุของเขา” แต่ละคำช่างเปล่งออกมาได้ยากเย็นและแผ่วเบาจนแทบฟังไม่เป็นคำ
นางกลัวว่าเขาจะโมโหจนไปสังหารทุกคนจนตัวเขาต้องเดือดร้อน และลึกๆแล้วการที่ต้องให้เขารู้ว่าชีวิตของนางตกต่ำเพียงใดนั้นช่างน่าละอายนัก
“ข้าจะไปสังหารพวกมันให้หมด” แววตาดุดันของเขาราวกับต้องการจะสังหารคนพวกนั้นจริงๆ
ซูเหยารีบดึงแขนเขาไว้ นางไม่ได้สงสารอะไรคนพวกนั้น แต่ถ้าอี้เฟิงลงมือไปแล้วอนาคตของเขาก็จะดับสิ้น นางยังอยากหลุดพ้นจากที่นี่และได้ใช้ชีวิตที่เหลือกับเขาอีกนาน
“อย่าพึ่งใจร้อนเลย ท่านไม่อยากอยู่กับข้าแล้วหรือ” ซูเหยาพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาใจเย็นลง
อี้เฟิงเป็นคนอารมณ์ร้อน เมื่อมีอะไรขัดหูขัดตาก็พร้อมจะทำลายให้มันแหลกสลายโดยไม่สนหน้าใครทั้งนั้น มีเพียงซูเหยาที่คุมเขาอยู่
“เจ้าดูสิ่งที่พวกมันทำกับเจ้าสิซูเอ๋อร์ เจ้าควรแค้นพวกมันและปล่อยให้ข้าจัดการถึงจะถูก”
“หากได้แก้แค้นแล้วเราไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกมันจะไปมีความหมายอะไรอี้เฟิง”
คำเรียกสติของนางอันเป็นที่รักทำให้อี้เฟิงยอมใจเย็นลง เขาปล่อยให้นางหลุดมือไปแล้วครั้งหนึ่งและจะไม่ทำอีก
