บทที่ 5
บทที่ 5
ต่อให้ป้าหวังจะเรียกคนมาจับตัวทั้งสองคนไว้และลงไม้ลงมือก็ไม่มีใครคิดจะลงโทษนางอยู่แล้ว นางถึงได้กล้าขนาดนี้
“ทำอย่างไรดีเจ้าคะฮูหยิน”
ซูลี่รู้สึกไม่ชินปากเอาเสียเลยที่จะต้องเรียกเจ้านายของนางว่าฮูหยิน แต่มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ค่าจ้างและค่าอาหารที่พวกเจ้าและคนในจวนนี้กินกันเข้าไปล้วนเป็นเงินของข้า ข้าไม่คิดว่าข้าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ตัวเองได้กินข้าวหรอกนะป้าหวัง” ซูเหยาหรี่ตาเล็กน้อย
น่าโมโหนักที่ป้าหวังกล้าขึ้นเสียงใส่นางเช่นนี้ ความอดทนเริ่มจะหมดลงในไม่ช้าแล้ว
“ฮูหยิน ถึงแม้ทุกคนจะเรียกท่านว่าฮูหยินแล้วอย่างไรเล่า บ่าวบางคนที่ฐานะต่ำที่สุดของจวนยังได้รับความสำคัญมากกว่าท่านเสียอีก อย่าปิดตาทำเป็นไม่เห็นความเป็นจริงเลย” ป้าหวังทำเป็นส่ายหน้าด้วยสีหน้าเอือมๆ
คิ้วเรียวข้างขวากระตุกหลายครั้งเมื่อโดนคำพูดดูถูกและถากถางตรงๆ ซูเหยาหายใจเข้ายาวเพื่อระงับโทสะ
“ป้าหวัง ถึงอย่างไรฮูหยินก็เป็นนายหญิงของจวนนี้ ท่านกล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ทำไมข้าจะพูดไม่ได้ แน่จริงก็ลองเข้ามาสิ ข้าก็อยากรู้นักว่าพวกเจ้าสองคนจะทำอะไรข้าได้ อนุเมิ่งให้ความสนับสนุนข้าเต็มที่ หากวันนี้พวกเจ้ากล้าสู้ข้านายท่านไม่เอาพวกเจ้าไว้แน่ คนเขาเก็บไว้ก็แค่ต้องการสินเดิมของตัวเองยังคิดไม่ได้อีกหรือ”
“มันจะมากไปแล้วนะ” ซูลี่กำมือแน่น
จะพูดจาดูถูกหรือทำร้ายนางซูลี่ไม่เคยคิดเก็บมาใส่ใจ แต่ซูลี่ไม่อาจปล่อยให้ใครมาพูดไม่ดีกับคุณหนูของนางได้
“ทำไมข้าจะพูดไม่ได้”
พรึ่บ!
ซูลี่ทนไม่ไหวผลักป้าหวังจนเซถอยหลัง พวกบ่าวในครัวก็รีบวิ่งกันเข้ามาจับตัวซูลี่เอาไว้
“ปล่อยข้านะ!”
ซูลี่ดิ้นสุดแรงแต่นางอดอาหารมาเป็นเวลานาน มีช่วงนี้ที่ได้กินดีขึ้นหน่อย เรี่ยวแรงยังกลับมาได้ไม่เต็มที่
“ป้าหวัง ท่านควรบอกให้พวกนางปล่อยซูลี่เดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเย็นเยียบเปล่งออกไป
“ข้าไม่ตบฮูหยินด้วยก็ถือว่าไว้หน้าท่านแล้ว”
ป้าหวังหันไปตบหน้าซูลี่จนเป็นรอยแดงที่แก้ม หลินซูเหยาไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป ตัดสินใจวิ่งไปกระโดดขึ้นโต๊ะ
พรึ่บ!
“กรี๊ดดด ปล่อยข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ข้าหายจะ...แค่กๆ” ป้าหวังกรีดร้องด้วยความตกใจ
หลินซูเหยากระโดดขี่หลังป้าหวังและใช้มือขย้ำผมของนางดึงทึ้งจนหลุดติดมือเป็นกระจุก
ตุ้บ!
เสียงของป้าหวังดังขึ้นมากเท่าไหร่ ซูเหยาก็เพิ่มแรงมากขึ้น พอป้าหวังถอยหลังจนใกล้กำแพงก็จับศีรษะของนางกระแทกกับกำแพงจนเสียงดังก้อง
สาวใช้ทั้งสองที่จับตัวซูลี่รีบปล่อยนางด้วยความตกใจ
“ฮูหยิน! ลงมาเจ้าค่ะเดี๋ยวตก” ซูลี่ไม่ได้สนใจเลยว่าป้าหวังจะเป็นอย่างไร นางแค่กลัวคุณหนูของนางจะหล่นมาเจ็บตัว
“ปากดีนักใช่ไหม ปากดีนัก” ซูเหยากระโดดลงเมื่อป้าหวังจะล้มลงนั่งกับพื้น
นางพลิกตัวแล้วกระชากศีรษะของป้าหวังอย่างเหลืออด
หลินซูเหยากลายเป็นคนความอดทนสูงตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่นางไม่คิดจะอดทนกับความไร้สาระของคนเหล่านี้อีกแล้ว “โอ๊ยๆๆ ฮูหยินปล่อยบ่าวเถิดเจ้าค่ะ” ป้าหวังยังคงร้องโวยวายไม่หยุด
“แค่ข้าไม่อยากจะวุ่นวายเจ้าก็คิดว่าข้าจะยอมให้คนรังแกง่ายๆงั้นหรือ” ซูเหยายอมปล่อยมือข้างหนึ่งออก
ป้าหวังกำลังจะโล่งใจแต่ไม่ทันกะพริบตามีดทำครัวก็มาอยู่ในมือของหลินซูเหยา คนอื่นแทบไม่ทันสังเกต
“ป้าหวังชอบทำร้ายบ่าวของข้าบ่อยๆมิใช่หรือ ถ้าข้าจะขอเอาคืนสักครั้งคงไม่มากไป” ซูเหยายกยิ้มมุมปาก แววตาเยือกเย็นยากคาดเดา
มีดทำครัวคมกริบจ่ออยู่ที่ใบหน้าของป้าหวัง ไล้ไปตามกรอบหน้าเชื่องช้าทำเอาทุกคนเงียบปากกันด้วยความหวาดผวา
ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดขึ้นมาอีก ได้แต่มองกันด้วยสายตาหวาดระแวง
หลินซูเหยายกยิ้มพึงพอใจ นางไม่ได้คิดจะทำร้ายป้าหวังจริงๆอยู่แล้ว แค่ทำให้กลัวเท่านั้น
“ข้าเคยเรียนวิชาแพทย์มาบ้าง จำได้ว่าจุดนี้เป็นจุดที่อ่อนไหวต่อการถูกโจมตีที่สุด ป้าหวังท่านว่าข้าควรจะลองพิสูจน์ดูดีหรือไม่” ซูเหยาพูดเชื่องช้า ใช้น้ำเสียงที่ทำให้คนฟังต้องตัวสั่น
“....” นัยน์ตาสั่นระริกไม่กล้าเอ่ยคำใด
“ตอบสิ!”
การแสดงออกที่เปลี่ยนไปของหลินซูเหยาทำให้แต่ละคนไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ที่ผ่านมาฮูหยินไม่เคยกล้าแม้แต่จะขึ้นเสียงหรือออกคำสั่งกับบ่าวในจวน
“มะ...ไม่ดี ไม่ดีเจ้าค่ะ” ป้าหวังตอบเสียงแหบแห้งราวกับหาเสียงของตัวเองไม่เจอ
ถ้าต้องพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ใครบ้างที่จะไม่กลัว แววตาของฮูหยินนั้นน่ากลัวมาก ราวกับว่านางจะกล้าลงมือจริงๆ
“กลัวเป็นเหมือนกันหรือ”
“ฮูหยิน ปะ...ปล่อยบ่าวเถิดเจ้าค่ะ” ป้าหวังกลัวจนฉี่จะราดจึงเริ่มอ้อนวอน
“พวกเจ้าเคยเห็นข้าเป็นเจ้านายของจวนด้วยหรือไง ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครเห็นหัวข้าอยู่แล้ว ไม่ต้องมาเรียกข้าด้วยคำน่ารังเกียจนั่นเลยข้าสะอิดสะเอียน”
ตุ้บ!
ซูเหยาปล่อยมือจากป้าหวังและผลักนางให้ห่างตัว ใช้มือปัดตามร่างกายไล่ความอัปมงคลที่อาจจะมาติดตัว
“เจ็บตรงไหนบ้างเจ้าคะ” ซูลี่รีบปรี่เข้าไปหาคุณหนูของนางด้วยความร้อนรน
“ข้าไม่เจ็บ เจ้าต่างหากเกิดเรื่องเช่นนั้นต้องบอกข้าสิ ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าต้องยอมให้คนอื่นทำร้ายเพราะข้าหรอกนะ” แม้จะทำเหมือนตำหนิแต่ก็มีรอยยิ้มเล็กๆประดับบนใบหน้า
“บ่าวไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ แค่นี้คุณหนูก็ลำบากมากแล้ว”
“ป้าหวัง ข้าคิดว่าหลังจากนี้อาหารของเรือนข้าคงจะไม่ได้มีแค่เศษผักเหลือๆอีก เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะฮูหยิน”
“ดี ทีนี้หลบไป”
ซูเหยาเดินไปหยุดตรงหน้าป้าหวังและบ่าวทั้งสอง พอทั้งสามคนหลบนางก็เริ่มเดินวนหาวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร
“ปลานั่นป้าจะทำน้ำแกงให้อนุ...” ป้าหวังยังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนสายตาคมกริบของซูเหยาหยุดเอาไว้
“ทั้งหมดนี้ก็เงินข้าทั้งนั้น ทำไมข้าจะกินไม่ได้”
“คุณหนูอย่าจับเลยเจ้าค่ะเดี๋ยวมือเลอะ”
ซูลี่รู้ใจเจ้านายก็รีบไปคว้าเอาปลามาใส่ภาชนะที่หยิบมาเมื่อครู่
ป้าหวังได้แต่ทำท่าจะเป็นลม ปลาชนิดนี้นั้นเป็นปลาที่หาได้ยากและมีราคาแพง นายท่านสั่งให้ซื้อมาทำน้ำแกงบำรุงร่างกายอนุเมิ่ง เพราะฮูหยินไม่ยอมให้โลหิตในครั้งก่อนทำให้อาการของอนุเมิ่งนั้นทรุดแย่กว่าเดิม
นี่ถ้านายท่านรู้เข้าว่าปลาที่หาซื้อมาได้เพียงตัวเดียวนั้นโดนฮูหยินเอาไปแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะบอกกับนายท่านว่าอย่างไร หากไม่ให้ฮูหยินป้าหวังก็คงจะไม่รอดในวันนี้ ถ้าให้ก็คงไม่พ้นโดนนายท่านตำหนิและลงโทษอีก
“หยิบผักมาด้วยแต่ไม่ต้องเอามาเยอะนะ ข้ากินจนเบื่อแล้ว” ซูเหยาหันไปมองป้าหวังในตอนที่พูดประโยคหลัง
เป็นการย้ำเตือนว่าที่ผ่านมานางต้องทนกินแต่ผักมาหลายเดือน และถ้าต่อจากนี้ยังเป็นเหมือนเดิมก็คงต้องมีคนรับผิดชอบ
เลือกวัตถุดิบมาได้หลายอย่างซูเหยาและซูลี่ก็ลงมือช่วยกันทำอาหาร โดยมีป้าหวังและลูกมือของนางมองตาละห้อย
จะไม่ให้ป้าหวังมองอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อซูเหยากวาดเอาวัตถุดิบชั้นดีราคาแพงไปจนเกือบหมด เหลือแต่เศษเนื้อไม่กี่ชิ้นและผักเต็มตะกร้า มื้อต่อไปคนในจวนคงจะได้กินแต่ผักกันทั้งจวนเสียแล้ว
เงินที่เคยได้เพิ่มจากฮูหยินก็ไม่ได้ แล้วนี่จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของสดมาทำอาหารให้อีก
เรื่องพวกนั้นไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาให้ความสนใจ ตอนนี้แค่นางและซูลี่กินอิ่มนอนหลับก็เพียงพอ ใครจะดือดร้อนก็ไม่เกี่ยวกับนาง ทำเสร็จก็พากันยกกลับไปกินที่เรือน โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีใครบางคนแอบเฝ้ามองอยู่
