บทที่ 7
บทที่ 7
“แล้วเจ้าจะปล่อยพวกมันไปเช่นนี้หรือ”
แม้ภายในจะร้อนใจจนแทบอยากจะสังหารพวกมันทุกคนให้สิ้นซาก แต่เมื่อซูเหยาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นอี้เฟิงก็ไม่สามารถขัดใจนางได้
เขาเริ่มโทษตัวเองที่ทิ้งนางไว้จนนางต้องมาพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ แค่มองบ้านหลังนี้เขาก็คาดเดาได้ไม่ยากเลยชีวิตการเป็นอยู่ของบุตรสาวเพียงคนเดียวของสกุลหลินที่เรืองอำนาจต้องลำบากเพียงใด
“ข้าแค้นพวกเขามาก แต่อี้เฟิง...” ซูเหยาพูดช้าลงและเงยหน้าสบสายตากับเขาด้วยแววตาลึกล้ำสื่อความหมาย
นางผ่านอะไรมามากมาย ความแค้นนั้นย่อมเต็มล้นอยู่ในอก แต่หากเอาความแค้นเป็นที่ตั้งในการดำเนินชีวิตแล้วนางจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองเมื่อใดกัน หรือจะต้องตายอีกกี่ครั้งถึงจะหลุดพ้นจากที่แห่งนี้และได้ใช้ชีวิตกับคนที่รัก
สิ่งที่ปรารถนาคือได้หย่ากับเซียวหานเฟิง และกลับบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิด แต่งงานกับคนที่รักและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หากแต่มองในความเป็นจริงแล้วต่อให้นางหย่ากับเซียวหานเฟิงได้ การแต่งงานครั้งที่สองของสตรีนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากกว่า อี้เฟิงเป็นขุนนางบู๊คนสำคัญของกองทัพ หากแต่งกับสตรีที่เคยหย่าคนภายนอกคงจะมองเขาไม่ดี
เมื่อมาถึงจุดนี้ขอเพียงอี้เฟิงไม่รังเกียจ ซูเหยาก็พร้อมที่จะไม่สนคำนินทาจากคนที่ไม่ได้สำคัญต่อชีวิต
แม้จะน่าแปลกใจอยู่บ้างที่ชาติก่อนนางไม่เคยได้เจอกับอี้เฟิงอีกเลยหลังจากแต่งงาน เขาเคยมาขอพบแต่นางก็หนีหน้าเขาตลอด แต่ครั้งนี้เขาบุกเข้ามาหานางถึงในจวน
“ตอนนี้ข้าแค่อยากหย่าขาดจากบุรุษผู้นั้น ช่วยข้าได้หรือไม่” น้ำเสียงของซูเหยาทั้งขอร้องและอ้อนวอน
“บอกข้ามาเถิดว่าอยากให้ข้าทำสิ่งใด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ยอม”
ช่างน่าโมโห ทั้งๆที่เขาเคยจับมือและโอบกอดนางได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ตอนนี้แม้นางจะอยู่ตรงหน้าแต่ก็ไม่อาจจะทำได้ตามใจ เขาไม่อยากให้ซูเหยาเสื่อมเสียเพราะเขา
“ช่วงนี้ข้าได้ยินมาว่าอนุเมิ่งแอบนำเงินในจวนไปปล่อยกู้ให้กับพวกขุนนางและชาวบ้าน ท่านช่วยไปสืบให้ข้าที”
เรื่องการปล่อยเงินกู้นั้นสร้างความบาดหมางให้ซูเหยาและหานเฟิงครั้งใหญ่ ในชาตินี้นางจะไม่ยอมรับความผิดที่ไม่ได้ก่ออีกแล้ว
“อนุของเซียวหานเฟิงเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดา จะมีเงินที่ไหนไปปล่อยกู้” ซ่งอี้เฟิงขมวดคิ้วสับสน
เขาให้คนไปสืบก่อนที่จะมาหาซูเหยาแล้วว่าเบื้องหลังของอนุผู้นั้นมีใครคอยหนุนหลังหรือไม่ นางถึงได้กล้ารังแกซูเหยาขนาดนี้ แต่น่าแปลกที่สตรีนางนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตเซียวหานเฟิงเอาไว้
“คิดว่าอย่างไรล่ะ” ซูเหยาถอนหายใจยาว
“เซียวหานเฟิงรู้เรื่องนี้หรือไม่” แค่นางถอนหายใจเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าอนุผู้นั้นเอาสินเดิมของซูเหยาไปใช้
“เจ้าโง่นั่นไม่มีทางรู้หรอก หลับหูหลับตาเชื่ออนุของเขาจนหูหนวกตาบอดไปแล้ว”
“เห็นซูเอ๋อร์ด่าสามีของเจ้าได้คล่องเช่นนี้ข้าก็สบายใจ”
ก่อนที่จะตัดสินใจมาหานาง อี้เฟิงลังเลอยู่หลายครั้งด้วยกลัวว่าจะมารบกวนชีวิตของซูเหยา แต่เพราะอะไรบางอย่างดลใจให้เขามาหานางในที่สุด ได้ยินมาบ้างว่าจวนสกุลเซียวดูแลอนุดีกว่าภรรยาเอก พอได้มาเห็นด้วยตาตัวเองคำพูดเหล่านั้นดูเบากว่าความเป็นจริงไปอยู่หลายส่วน
“ข้าขอให้เร็วที่สุด อีกไม่นานคงเกิดเรื่องใหญ่”
ในช่วงเวลาใกล้ๆนี้เรื่องที่ฮูหยินสกุลเซียวลักลอบให้ชาวบ้านกู้เงินนั้นจะกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวง พวกขุนนางบางคนก็มาร้องโวยวายหน้าจวนว่านางส่งคนไปทวงเงินพอไม่มีจ่ายก็ทุบตี
เมิ่งเสวี่ยหลิงโยนความผิดมาที่หลินซูเหยา ทุกอย่างมันกะทันหันจนนางไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย ที่ตอนนั้นรอดมาได้เพราะท่านพ่อยอมออกหน้าช่วยจนนางไม่ต้องโดนลงโทษ
ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานพังทลาย เงินทองที่มีก็น้อยลงทุกวัน เรื่องแย่ๆมากมายที่ผ่านเข้ามาทำให้ซูเหยาหมดกำลังใจในการต่อสู้อีกต่อไป
แต่ครั้งนี้นางจะไม่ยอมอยู่เฉยๆอีก คนที่กระทำความผิดก็สมควรที่จะได้รับผลในสิ่งที่ทำลงไป
“ข้าต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองให้ดี หากมีเรื่องเดือดร้อนให้รีบมาหาข้า” อี้เฟิงได้ยินเสียงคนเดินมาจึงรีบบอกลานางและกระโดดออกทางหน้าต่างออกไป
“เจ้าไปดูเถิดว่าใครมา” ซูเหยาหันไปสั่งกับซูลี่ที่นั่งเงียบอยู่นาน
ทั้งหน้าทั้งตาของซูลี่แดงไปทั้งแถบ น้ำตาเปรอะเปื้อนไปทั้งหน้า นางคงดีใจมากที่คุณหนูของนางได้กลับมาพบกับคนที่รักอีกครั้ง
“ฮึก เจ้าค่ะคุณหนู” ปาดน้ำตาลวกๆแล้วก็รีบเปลี่ยนสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
ซูเหยาส่ายหน้าและแอบขำเบาๆกับท่าทางของซูลี่ที่เหมือนเด็กน้อย อายุก็ไม่ได้ห่างกันหลายปีแต่ซูลี่ยังดูเหมือนเด็กและไร้เดียงสา
พอเปิดประตูไปซูลี่ก็เจอหน้าเซียวหานเฟิงที่กำลังเดินวนไปวนมาเหมือนลังเลไม่กล้าเข้ามา
“นานจังเลยซูลี่ สรุปว่าใครมา”
ซูลี่มองสามีของเจ้านายแล้วก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในหัว ถ้าไม่เปิดก็เข้ามาไม่ได้แหละมั้ง
พรึ่บ!
ทันเท่าความคิดซูลี่ปิดประตูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเซียวหานเฟิงให้ยืนทำหน้างงอยู่คนเดียว
“แค่คนเดินผ่านเจ้าค่ะคุณหนู” ตอบหน้าตาเรียบเฉยไร้พิรุธใดๆทั้งสิ้น
“หืม แปลก” ถึงจะเอะใจแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก
มื้ออาหารในวันนี้ทั้งอิ่มอร่อยและเต็มไปด้วยความสุข เป็นความสุขที่พึ่งได้มีหลังจากแต่งงานมา ปมในใจที่ถูกพันเอาไว้จนทับซ้อนถูกคลายออกทีละปมช้าๆ
ช่วงดึกของวันเดียวกันซูเหยาและซูลี่อาศัยเวลาที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วแอบออกจากจวน จ่ายเงินปิดปากคนเฝ้าประตูไม่กี่ตำลึงก็สามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย
"เฮ้อออ อากาศนอกจวนสกุลเซียวนี่มันดีจริงๆ"
ซูลี่สูดลมหายใจเข้ายาวๆทันทีที่ก้าวพ้นประตูจวน ข้างนอกบรรยากาศมืดมิดถนนไร้ผู้คนแต่น่าแปลกที่ทำให้ใจสงบได้
คนคุ้มกันสองคนที่ซ่งอี้เฟิงส่งมารออยู่ไม่ไกล ซูเหยาเดินทางกลับไปที่บ้านเดิมของนางเพื่อไปแจ้งกับบิดามารดาทั้งสองท่านให้ทราบล่วงหน้าถึงเรื่องที่นางจะทำ
ใบหน้าของทั้งสองคนถูกปิดคลุมด้วยผ้าสีขาวเนื้อบาง เมื่อถึงประตูด้านหลังจวนซูลี่ก็เปิดหน้าให้คนเฝ้าประตูดูเพียงนิดก็ได้รับเชิญให้เข้าไปอย่างง่ายดาย
หลินซูเหยามองไปรอบจวนที่นางอยู่มาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างยังเหมือนเดิมแทบไม่เปลี่ยนไปเลย นางคิดถึงบ้านมากจริงๆ แค่ได้เห็นชิงช้าที่ท่านพ่อสร้างให้น้ำตาที่ฝืนเอาไว้ก็ไหลพราก ความรู้สึกมากมายตีรวนจนหายใจลำบาก
“คุณหนู…” ซูลี่เอื้อมมือมาแตะต้นแขนของนางเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
. "ข้าไม่เป็นอะไร เราไปกันเถิดป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่คงรออยู่ที่โถงแล้ว"
เมื่อก้าวเข้ามาในเรือนหลัก แสงตะเกียงที่วางเรียงรายอยู่ตามเสาไม้สลัวส่องให้เห็นบิดามารดานั่งอยู่ ราวกับทั้งสองรอคอยอยู่แล้ว มารดาเงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นลูกสาว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคิดถึง
“ซูเอ๋อร์…” เสียงสั่นเครือของมารดาเพียงนิดก็ทำให้ซูเหยาสะท้านไปทั้งใจ วิ่งไปข้างหน้าไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป
โผเข้ากอดมารดาและบิดาเอาไว้แน่น น้ำตาที่กักเก็บไว้ไหลออกมาจนเสื้อของท่านแม่เปียกชุ่ม ท่านพ่อลูบศีรษะของนางเบาๆสุดแสนทะนุถนอม
"เหตุใดถึงได้ซูบผอมขนาดนี้ซูเอ๋อร์ สกุลเซียวดูแลเจ้าไม่ดีเจ้าต้องบอกพ่อสิไม่ใช่อดทนให้พวกเขารังแกเจ้าเช่นนี้" ความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ที่เห็นลูกสาวในสภาพที่น่าเวทนาก็ยากจะทำใจ ไม่อยากจะจินตนาการว่าลูกสาวเพียงคนเดียวต้องเจอกับความยากลำบากเพียงใด
